หลิวเอ้ามองอันเจิงที่ถูกตนโจมตีจนกระเด็นออกไป จากนั้นก็ชะงักไปชั่วขณะแล้วหัวเราะขึ้น“คนอื่นต่างก็ลือกันว่าเ้าเก่งกาจ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนบอกว่าเ้าเป็อัจฉริยะในรอบร้อยปี เอาเ้าไปเทียบกับซูเฟยหลุนแห่งสำนักต้าติงเฟิงเสี่ยวหยางแห่งสำนักไท่ซ่างเต้า และเนี่ยชิงแห่งสำนักวรยุทธ์ชางที่แท้ก็เป็ได้แค่เื่เล่า ความจริงแล้วไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษ ด้วยพลังที่เ้ามีไม่มีทางจะไปเทียบกับพวกเขาทั้งสามคนได้เลย”
อันเจิงเดินไปพลางสะบัดมือที่รู้สึกชาจากการถูกจู่โจมเมื่อครู่ไปด้วยมุมปากยังแสยะยิ้มแบบที่หลิวเอ้าไม่มีทางเข้าใจ
“อันเจิง เ้าอย่าได้วู่วามเ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”
ชวี่ลวนะโมาจากด้านหลังจากนั้นก็รีบส่งคนกลับไปรายงานที่หน่วยทหาร
หลิวเอ้ายกมือขึ้น ปราณดาบลอยออกไปเป็ครึ่งวงกลมและลอยกลับมาที่กลางมือเขาอีกครั้งถึงแม้จะเรียกว่าปราณดาบ แต่ความจริงแล้วนั่นเป็เพียงกริชที่มีแสงเปล่งประกายเท่านั้น ผู้ฝึกพลังวัตรต่างรู้ดี ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างพลังในขอบเขตจุติ์และขอบเขตสุมารุคืออาวุธที่สร้างมาจากพลังปราณผู้ที่มีพลังในขอบเขตจุติ์ไม่มีทางเปลี่ยนพลังปราณเป็อาวุธได้
ส่วนอาวุธที่สร้างมาจากพลังปราณอธิบายแบบง่าย ๆ ก็คือพลังที่ถูกหลอมรวมเป็รูปร่างอาวุธนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อผู้มีพลังในขอบเขตสุมารุไม่ลงมือ ก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขามีพลังในขอบเขตไหนและการแยกขอบเขตพลังของผู้ที่มีพลังในขอบเขตสุมารุ ถึงแม้จะไม่แน่ใจมากแต่แปดในสิบก็สามารถดูออกได้
โดยดูจากขนาดของอาวุธปราณ หากสามารถสร้างและควบคุมอาวุธปราณขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ก็แปลว่าผู้ฝึกตนมีพลังที่แข็งแกร่งมากเท่านั้น อย่างเช่นกริชของหลิวเอ้าโดยทั่วไปก็จะเป็ผู้ฝึกตนในขอบเขตสุมารุขั้นล่าง แต่ก็อาจมีบางคนที่มีพลังขั้นสูงแต่ชอบอาวุธขนาดเล็กก็เป็ไปได้
ผู้ฝึกพลังวัตรที่อยู่ในขอบเขตสุมารุขั้นกลางขึ้นไปส่วนมากจะใช้ปราณกระบี่โดยจะยืนบนกระบี่แล้วเหาะไป แต่ในความเป็จริง การทำแบบนั้นก็แค่เพื่อโอ้อวดเท่านั้นเพราะผู้ที่มีพลังในขอบเขตสุมารุขั้นกลางขึ้นไป ต่อให้จะเหยียบเพียงใบไม้ก็เหาะได้เช่นกันและแน่นอนว่าพวกเขาเหาะได้เองโดยไม่ต้องพึ่งอาวุธใด ๆ ด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าผู้ที่มีพลังในขอบเขตนี้จะเหาะเองหรือเหยียบกระบี่ ก็ไม่สามารถเดินทางบนอากาศได้อิสระอย่างนกเพราะพวกเขาจะเหาะได้ในระยะสั้น ๆ เท่านั้น
เมื่อมีพลังในขอบเขตสุมารุขั้นกลางขึ้นไปต่อให้จะเหยียบประตูเหาะก็ไม่มีใครว่าอยู่ดี
อันเจิงเดินแกว่งมือไปด้านหน้าส่วนหลิวเอ้าก็มองอันเจิงด้วยสายตาเหยียดหยามมากขึ้น
“เด็กน้อย กว่าชื่อเสียงของเ้าจะโด่งดังมันไม่ง่ายเลยนะคิดว่าคงหมดเงินไปไม่น้อยในการทำให้คนอื่นรู้จัก ในเมื่อเ้าก็มีอนาคตที่ดีต่างจากพวกข้าโดยสิ้นเชิงแล้วทำไมต้องมารนหาที่ด้วย?”
หลิวเอ้าเล่นมีดในมือพลางพูดขึ้น“ตอนที่ข้าเป็ใหญ่อยู่ในเมืองผิงเหยียนเจอศัตรูโจมตีมานับไม่ถ้วน แม้เมืองผิงเหยียนจะเล็กนิดเดียวแต่ก็มีคนแบบเ้าไม่น้อยนึกว่าพลังของตัวเองสูงส่งแล้วมาท้าประลองข้าทุกปีข้าฆ่าคนพวกนั้นแล้วโยนลงน้ำเป็อาหารปลาไม่น้อย”
อันเจิงเดินเข้าไปพร้อมพูดขึ้น“ข้าไม่ฆ่าเ้าแล้วโยนทิ้งเป็อาหารปลาหรอกแต่จะเอาหัวเ้าไปเป็ของที่ระลึกต่างหาก”
หลิวเอ้าโมโห “ถือว่าไว้หน้าเ้าแล้วตายซะ!”
เขายกมือขึ้น ปราณดาบเปล่งลำแสงออกไปที่คออันเจิงที่พลังของผู้ฝึกตนในขอบเขตสุมารุแข็งแกร่งจนผู้ฝึกตนในขอบเขตจุติ์ไม่อาจท้าประลองได้นั่นไม่ใช่เพราะอาวุธปราณอย่างเดียว แต่เพราะพลังในขอบเขตสุมารุมากและแข็งแกร่งกว่าหลายเท่าหากใช้สิ่งของมาเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้งสองขอบเขตพลังแล้วละก็ ขอบเขตจุติ์ก็เทียบได้กับเงินแท่งส่วนขอบเขตสุมารุก็เทียบได้กับทองแท่ง
ปราณดาบพุ่งเข้ามา อันเจิงยกมือขึ้นจากนั้นฟองอากาศล่องหนจึงแตกออกตรงหน้าเขาในจุดที่เหมาะเจาะ ทำให้ทิศทางและระดับความแรงของปราณดาบเปลี่ยนไปกริชลอยเฉียดหน้าอันเจิงไปด้านหลัง
อันเจิงออกแรงที่ปลายเท้า ร่างเขาพุ่งตรงไปยังหลิวเอ้า
แต่ทว่าเขายังไปไม่ถึงตัวของหลิวเอ้าเลยด้วยซ้ำ ปราณดาบก็พุ่งเข้ามาทางด้านหลังเขาอีกรอบจากนั้นก็พุ่งตรงไปที่ท้ายทอยของอันเจิง
อันเจิงโน้มตัวลงด้านหน้าแล้วยื่นมือไปหยิบมีดบนพื้นนั่นเป็อาวุธของชายชุดดำที่ถูกอันเจิงฆ่าตายเมื่อครู่เขาหยิบมีดแล้วยกเท้าขึ้นหนึ่งข้าง จากนั้นก็หมุนตัวอย่างสวยงาม เดิมทีเขาก้มหน้าเก็บมีดบนพื้นแต่เมื่อหยิบมีดแล้วหมุนตัวหนึ่งร้อยแปดสิบองศา ทำให้ตอนนี้เขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง
เขากระตุกฝ่ามือยื่นมีดออกไปรับปราณดาบที่พุ่งมาติง...แขนอันเจิงถูกแรงกระแทกไปด้านหลังทันที มีดเล่มนั้นแตกกระจาย ส่วนปราณดาบก็เปลี่ยนทิศทางไปอีกครั้ง
อันเจิงหมุนตัวอีกรอบ ทิ้งมีดที่แตกหักในมือไปแล้วคว้าหอกบนพื้นขึ้นมา
คราแรกที่อันเจิงพุ่งไปยังหลิวเอ้าทั้งสองอยู่ห่างกันสามสิบกว่าเมตร แต่หลังจากการโจมตีสองครั้งนี้แล้ว ทั้งสองเหลือระยะห่างกันเพียงสิบห้าเมตรเท่านั้นการโจมตีทั้งสองครั้งของหลิวเอ้าล้มเหลว ในใจจึงะเิความโมโหออกมาทันที“เ้าจะหลบได้สักกี่ครั้งกันเชียว!”
เขายื่นมือชี้ไปด้านหน้า กริชลอยวนกลับมาอีกครั้งอย่างรวดเร็วจากนั้นก็พุ่งมาทางหน้าอกของอันเจิง
อันเจิงใช้มือทั้งสองถือหอกยาวปลายหอกหมุนกลางอากาศทำให้เกิดลำแสงเปล่งประกาย หอกยาวพุ่งโจมตีปราณดาบราวกับอสรพิษ
หอกยาวหักทันที ขณะที่กริชถูกแรงกระแทกลอยไปปักที่ต้นไม้
แขนทั้งสองของอันเจิงชาไปหมด ส่วนหอกก็บิดงอจากแรงกระแทกเขาทิ้งหอกในมือและกระทืบเท้าพลางหยิบดาบที่กระเด็นขึ้นมา
หลิวเอ้าะเิโมโห เขาเรียกปราณดาบของตนอีกครั้งแต่เพราะกริชปักแน่นเข้าที่ต้นไม้ทำให้ไม่อาจลอยกลับมาได้อย่างรวดเร็ว กว่ากริชจะลอยกลับมาอีกครั้งทั้งสองก็อยู่ห่างกันเพียงไม่ถึงสองเมตรแล้ว
ดาบยาวเปล่งแสงสะท้อนมันพุ่งตรงไปที่คอของหลิวเอ้า
หลิวเอ้าถอยไปด้านหลัง ทันใดนั้น ปราณดาบก็พุ่งเข้ามาที่ท้ายทอยของอันเจิง
อันเจิงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขาใช้ดาบยาวป้องกันท้ายทอยตัวเองไว้
ปราณดาบกระแทกเข้ากับดาบยาวของอันเจิงติง! ดาบยาวหักทันที ส่วนอันเจิงก็อาศัยแรงกระแทกนี้พุ่งตัวเข้าหาหลิวเอ้าอย่างรวดเร็วในขณะที่หลิวเอ้ากำลังตกตะลึงอยู่นั้น อันเจิงก็ปล่อยหมัดไปที่คางของเขาแล้ว
หลิวเอ้าเคลื่อนตัวหลบได้ทันหมัดนี้ของอันเจิงจึงพลาดไป
หลิวเอ้าหัวเราะ “ต่อให้เ้าเข้าใกล้ตัวข้าได้แล้วจะอย่างไรพลังของเรามันต่างกัน....โอ๊ย!”
เขาเปล่งเสียงออกมาด้วยความเ็ป ฟองอากาศล่องหนะเิออกข้างใบหน้าของเขาแรงะเิทำให้ผิวหน้าปริแตก หนังบนใบหน้าก็ลอกออกเป็แผ่น ๆเืไหลนองจนน่าสยดสยอง
“เ้ากล้า...ทำร้ายข้า?”
หลิวเอ้ายืนขึ้นพลางยกมือขึ้นจับใบหน้าตัวเองหลังเห็นมือที่เต็มไปด้วยเื เขาก็ะเิความโมโหถึงขีดสุด“ข้าจะฉีกเ้าเป็ล้านชิ้น!”
อันเจิงหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นะเื“นั่นก็เป็สิ่งที่ข้าอยากทำ หากข้าใช้อาวุธชนะเ้าได้ งั้นก็ไม่ถือว่าข้าชนะ!”
เขาก้าวเท้าพุ่งไปด้านหน้าจากนั้นก็ปล่อยหมัดไปอีกครั้ง หลิวเอ้าใช้มือซ้ายบังคับปราณดาบพลางใช้มือขวาปล่อยหมัดออกมาเช่นกัน
ตูม!
หมัดของทั้งสองไม่ได้ชนกัน แต่มีพลังะเิออกระหว่างสองหมัดนั้นแรงะเิที่รุนแรงก่อให้เกิดระลอกคลื่นอากาศแผ่ออกไปรอบด้าน ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลหักโค่นลงต้นไผ่ถูกตัดออกอย่างเป็ระเบียบ รอยตัดเรียบไม่ต่างไปจากรอยมีด
แขนของอันเจิงเหวี่ยงกลับไปด้านหลังอย่างไม่อาจควบคุมพลังที่เขามีสู้พลังของหลิวเอ้าไม่ได้ ฉะนั้นการะเิครั้งนี้จึงทำให้เขาได้รับาเ็
เขายังไม่ทันตั้งตัว หลิวเอ้าก็พุ่งเข้ามาแล้ว
ในขณะนี้เอง คนที่ล้อมดูอยู่ต่างได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเสียงนั้นคล้ายกล่องเหล็กขนาดใหญ่ถูกลากไปกับพื้น ราวกับประตูที่หนาหนักถูกแง้มเปิดออกเล็กน้อย
ใช่แล้ว นั่นคือประตู
ประตูแง้มออกเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยจริงๆ มีเพียงอันเจิงเท่านั้นที่รู้ เขาแค่เปิดประตูออกนิดเดียวเท่านั้น รอยแง้มของประตูเล็กจนกระทั่งนิ้วมือยังไม่อาจลอดเข้ามาได้เลย
“ไสหัวไป!”
อันเจิงยกมือขึ้นอย่างกะทันหันไม่มีใครรู้ว่าขณะนี้เกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่!
เขายกมือคว้าจับปราณดาบเอาไว้ได้ จากนั้นก็ปล่อยความร้อนราวกับเปลวเพลิงไปที่ฝ่ามือกริชกลายเป็ลำแสงสีแดงทันที เขาออกแรงทำให้ปราณดาบนั้นบิดเบี้ยวหักงอ จากนั้นก็โยนมันทิ้งไปด้านข้าง
เขาเงยหน้ามองหลิวเอ้าที่กำลังตกตะลึงอยู่“ต้องขอบคุณเ้าที่ทำให้ข้ารู้ว่า การจะฆ่าผู้ที่มีพลังในขอบเขตสุมารุได้ต้องทำอย่างไร”
ทันใดนั้น อันเจิงกระตุกฝ่าเท้าพุ่งไปยังหลิวเอ้าหลิวเอ้าก็รีบชกสวนเข้าไปที่ใบหน้าของอันเจิง อันเจิงจึงจับข้อมือเขาได้พอดีจากนั้นก็บิดแล้วดึง...แควก! แขนของหลิวเอ้าขาดออกมาทันที เืพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ
พลังหมัดของหลิวเอ้าถูกอันเจิงปัดให้พุ่งไปด้านหลังทำให้กอไผ่โค่นล้มระเนระนาด
อันเจิงมองหลิวเอ้าที่ใบหน้าขาวซีดไร้สีเืจากนั้นก็เดินไปพลางพูดขึ้น“มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะแสดงพลังของตัวเองออกมาทั้งหมด ตอนนี้เ้ายังคิดว่าข้าสู้สามคนนั้นไม่ได้อีกหรือไม่?”
หลิวเอ้าถอยไปด้านหลังเรื่อย ๆจากนั้นก็กัดฟันพูดขึ้น “ข้าคิดและทำใจยอมรับมาตั้งนานแล้วว่าข้าฆ่าคนมานับไม่ถ้วนสุดท้ายก็คงต้องถูกฆ่าตายเหมือนกัน ไม่ช้าก็เร็วอย่างไรก็ต้องตายเพียงแค่นึกไม่ถึงว่าจะมาตายด้วยน้ำมือของเด็กอย่างเ้า ในเมื่อเ้าชนะข้าแล้วข้าก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีก”
เขาก้มลงหยิบมีดที่หักอยู่บนพื้น“ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น แพ้ก็คือแพ้ ข้าจะชดใช้ให้เ้าด้วยชีวิต!”
เขาใช้มีดในมือปักเข้าที่กลางหน้าอก“หลังจากนี้อีกสิบแปดปี ทุกคนจะเล่าลือถึงความกล้าหาญของข้าในวันนี้!”
ร่างไร้ิญญาของเขาล้มลง เืไหลนองเต็มพื้น
คนที่เหลือมองหน้ากันไปมา จากนั้นก็พากันหันหลังวิ่งหนีอันเจิงเปล่งเสียงเย็นเยียบ “ไม่ว่าใครก็หนีไม่พ้น”
เขาพุ่งตัวด้วยความเร็วไปยังคนหลังสุดคนคนนั้นวิ่งไปได้เพียงสามก้าวก็ถูกอันเจิงใช้มีดฟันจนหัวขาด คนที่สองวิ่งไปได้เพียงเจ็ดก้าวก็ถูกอันเจิงฟันร่างขาดเป็สองท่อนคนที่สามวิ่งไปข้างกอไผ่ อันเจิงกระชากผมเขาเอาไว้ จากนั้นก็ใช้มีดแทงเข้าที่หัวใจจากด้านหลังทะลุด้านหน้า
คนสุดท้ายวิ่งมาถึงหน้าประตู ในเวลาเดียวกันกับที่แม่ทัพอินทรีเหล็กหวังไคไท่กำลังจะเปิดประตูเข้ามาชมรมสี่ทิศนี้อยู่ไม่ห่างจากหน่วยทหารมากนัก หวังไคไท่รับรู้ได้ถึงพลังที่รุนแรงจึงเร่งมาที่นี่และเมื่อมาถึงกลางทาง เขาก็เจอกับคนที่ชวี่ลวนสั่งให้มาบอกข่าวพอดี
หวังไคไท่เพิ่งเปิดประตูก็เห็นมีคนวิ่งมาทางตน ยังไม่ทันรู้ชัดว่าเป็ใครอันเจิงที่วิ่งตามมาด้านหลังก็ใช้มีดฟันเข้าที่หัวของคนคนนั้นแล้ว เพราะเวลานี้เป็่ดึกและเงียบสงัดตอนอันเจิงออกแรงดึงมีดที่คาอยู่ที่หัวของชายคนนั้นออกมา จึงทำให้ได้ยินเสียงเสียดสีของมีดและกระดูกได้ชัดเจน
อันเจิงดึงมีดออกมาแล้วใช้เท้าถีบร่างนั้นล้มลง
หวังไคไท่รีบห้ามปราม“เกิดเื่อะไรขึ้น?”
“ไว้ข้าจะอธิบายทีหลังยังเหลืออีกคนที่ข้ายังไม่ได้ฆ่า”
อันเจิงหันหลังกลับจากนั้นก็พุ่งไปยังเกาฉาง เกาฉางใจนหน้าขาวซีด “อัน...ท่านอันเื่นี้เป็เื่เข้าใจผิดจริง ๆ ตอนนี้คนที่ฆ่าพวกเขาก็ตายหมดแล้วเื่นี้ก็ควรปล่อยผ่านได้แล้วสิ?”
“ปล่อยผ่านไปกะผีน่ะสิ” อันเจิงเงื้อมีดพุ่งเข้าไป
ติง...ก้อนหินกระทบเข้าที่มีดของอันเจิง
หวังไคไท่ก้าวยาว ๆ เข้ามา“เ้าคิดจะทำอะไร!”
อันเจิงหันขวับ“ไม่ว่าใครก็ห้ามมาขวางข้า!”
หวังไคไท่ถูกความดุร้ายของอันเจิงทำให้ใ
“บอกมาก่อนว่าเป็เื่อะไร ทำไมเ้าต้องมาฆ่าคนที่นี่ในเมื่อข้ามาแล้ว จะไม่มีทางให้เ้าทำตามใจชอบอีก”
หวังไคไท่โบกมือไม่รู้ว่าธนูคู่กายของเขาโผล่มาจากไหน เขาง้างธนูออกแล้วชี้ไปยังอันเจิง “มีเื่อะไรเ้าบอกข้ามาก่อน”
อันเจิงหันกลับไปกระชากผมของเกาฉางส่วนมืออีกข้างก็จับที่คอของเขา “ท่านแม่ทัพจะปล่อยลูกธนูเลยก็ได้ อย่างไรเสียข้าก็ต้องฆ่าเขา!”
กร๊อบ...อันเจิงหักคอของเกาฉางในทันทีที่พูดจบเขาใช้เท้าข้างหนึ่งยันไปที่ไหล่ของเกาฉาง จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองกระชากหัว...ทันใดนั้นหัวของเกาฉางก็หลุดติดมือเขาออกมา
หวังไคไท่ขยับมือเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ปล่อยลูกธนูในมือ
อันเจิงเดินผ่านไปด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกฟันหนึ่งครั้ง ตายหนึ่งชีวิต อันเจิงเด็ดหัวของคนที่ฆ่าจิงสานลิ้งออกมาทุกคน เด็กหนุ่มหิ้วหัวคนจำนวนเจ็ดแปดหัวจากนั้นก็ก้าวยาว ๆ เดินหายไปในความมืด
