ฮองเฮาที่แต่เดิมนั่งอย่างสง่างาม ได้ยินคำพูดเช่นนั้นของเยวี่ยเจาหราน ก็หัวเราะลั่นออกมาอย่างอดไม่ได้ราวกับไม่เคยคาดคิดมาก่อน ถ้วยชาในมือก็โยกโคลงตามไปด้วย เยวี่ยเจาหรานขมวดคิ้ว เบิกตากว้างอย่างทำอะไรไม่ถูก แล้วเอ่ยถามขึ้นมา “พระนางหัวเราะอะไรหรือเพคะ...”
ว่ากันตามเหตุผลฮองเฮานั้นสูงส่ง ไม่ว่าจะคุยหรือหัวเราะ ก็ล้วนเป็อิสระของเ้าตัว ‘แม่นางน้อย’ ที่ไม่มียศศักดิ์ทั้งไม่มีประสบการณ์อะไรอย่างเยวี่ยเจาหราน จะถามอ้อมค้อมเป็ที่ไหนกัน? เยวี่ยเจาหรานนั้นซื่อตรง มีความอยากรู้อยากเห็นและตรงไปตรงมา
ดังนั้น ตอนที่ฮองเฮาหัวเราะขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยตรงหน้าเขา เยวี่ยเจาหรานจึงถามออกไปด้วยความสับสนมึนงง แต่ภายในก็ยังแฝงด้วยลูกเล่นอยู่ไม่น้อย อย่างไรเสียในใจของเยวี่ยเจาหรานก็รู้ดี ด้วยตำแหน่งในราชสำนักของบิดาตนและบิดาของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ยศเก้ามิ่งของ ‘เยวี่ยเยียนหราน’ นั้นเป็เื่ที่แน่นอนอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว นอกจากนี้ ฮองเฮาแม้ไม่เห็นแก่หน้าพระสงฆ์ก็ต้องเห็นแก่หน้าพระพุทธองค์ [1] หากบุตรของตนสามารถได้รับการสนับสนุนจากแม่ทัพใหญ่เยี่ยนและมหาบัณฑิตเยวี่ยขุนนางบู๊และบุ๋นผู้เป็เสาหลักทั้งสองของราชสำนักได้ แล้วยังต้องกังวลว่าจะหลุดจากตำแหน่งรัชทายาทอีกหรือ?
ด้วยเหตุนี้การที่เยวี่ยเจาหรานกล้า ‘กำเริบเสิบสาน’ ก็ไม่ได้ทำโดยไร้การไตร่ตรองไปเสียหมด ฮองเฮาในยามนี้เองก็ดวงตาหยีโค้ง มองไปยังเยวี่ยเจาหรานด้วยความเอ็นดู แล้วค่อยๆ เอ่ยขึ้น “ก็ไม่ได้มีอะไรเป็พิเศษหรอก เราเพียงแต่รู้สึกว่าท่าทีของเ้าในยามนี้ แตกต่างจากตอนที่เจอกันคราวก่อนมากทีเดียว”
แม้ว่าน้ำเสียงของฮองเฮาจะแฝงความหยอกล้อ แต่กลับเอ่อล้นด้วยกลิ่นอายและบรรยากาศในการควบคุมอารมณ์อันเฉียบขาด เยวี่ยเจาหรานเกาหัวอย่างเก้อเขิน แล้วเอ่ยเพียง “พระนางอย่าทรงหยอกล้อหม่อมฉันสิเพคะ...”
เยวี่ยเจาหรานเป็คนหัวใสความคิดละเอียดอ่อนคนหนึ่ง เขารู้ชัดแจ้งว่าตนเองในยามนี้ควรตอบสนองต่อฮองเฮาอย่างไร หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ‘เยวี่ยเยียนหราน’ ในยามนี้ควรตอบสนองต่อฮองเฮาอย่างไร
ดังนั้นเขาจะตีมึนแกล้งโง่ก็ได้ จะทำเป็เกาหัวไม่เข้าใจก็ได้เช่นกัน รับกับความรอบรู้ของฮองเฮา ขับให้ความฉลาดปราดเปรื่องของฮองเฮาโดดเด่นยิ่งขึ้น เพียงเป็เช่นนี้ เยวี่ยเจาหรานจึงจะไปถึงเป้าหมายที่้าได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไปด้วยอีกแรง ช่วยก่อร่างสร้างไมตรีระหว่างเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกับฮองเฮา บัฟกันและกันอย่างเงียบๆ
“เ้าไปเอาคำพูดนั้นมาจากไหน? เราเคยหยอกล้อเ้าเมื่อไหร่กัน” ฮองเฮาแย้มยิ้มเจิดจ้า เผยฟันขาวสว่างราวหิมะอย่างซื่อตรง รับกันกับริมฝีปากแดงสด ช่างงามสง่ายากจะหาใครเทียมจริงๆ เยวี่ยเจาหรานหลุบตาลงนิ่งเงียบ แต่ในใจยังพึงระลึกอยู่เสมอว่าแท้จริงตนมาในวันนี้ด้วยเื่อันใด
แต่ฮองเฮานั้นไม่ได้แสดงความเห็นในด้านใดเลย หากเยวี่ยเจาหรานออกนอกหน้ามากเกินไป ก็คงเป็การกำเริบเสิบสานไม่รู้จักกฎเกณฑ์
เยวี่ยเจาหรานที่กำลังลังเลเพียงคิดจะใคร่ครวญสักนิดว่าจะพูดอย่างไรดี ถึงจะสามารถดึงเื่ความ้าที่แท้จริงของตนขึ้นมาอย่างแเีได้ เขาก็ได้ยินฮองเฮาเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบเสียก่อน “ตอนที่เห็นเ้าครั้งแรก เ้าไม่ได้คอยคำนึงถึงแต่เขาเหมือนดั่งตอนนี้เลย เหตุใดยามนี้ถึงได้อาลัยอาวรณ์ แม้แต่เื่น่าเหนื่อยหน่ายอย่างงานล่าสัตว์ก็ยังอยากตามไปด้วยล่ะ?”
เื่น่าเหนื่อยหน่าย? เยวี่ยเจาหรานแทบอยากจะร้องไห้ออกมา แล้วเื่น่าเหนื่อยหน่ายที่แท้จริงในใจของตน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ามารดาของแผ่นดิน ก็พูดออกไปตามตรงไม่ได้ ได้แต่ถูมือไปมา แล้วเอ่ยอ้ำๆ อึ้งๆ เท่านั้น “พระนาง... งานล่าสัตว์ไม่ได้น่าสนุกหรอกหรือเพคะ...”
“บิดาของเ้าเป็ขุนนางบุ๋น เคยไปงานล่าสัตว์ด้วยที่ไหนกัน บางทีเ้าคงเพียงรู้สึกแปลกใหม่ ไม่รู้จักความลำบากของมันหรอก” เมื่อฮองเฮาได้ยินคำพูดของเยวี่ยเจาหราน นางก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ พลันประทับตราลงบนความตั้งใจของเยวี่ยเจาหรานอย่างไม่สนใจใคร อย่างไรเยวี่ยเจาหรานเองก็ไม่กล้าขัดข้อง นางพูดอย่างไรก็ต้องเป็เช่นนั้นอยู่แล้วนี่นา?
ฮองเฮาจิบชาคำหนึ่งอย่างเงียบขรึม แล้วจึงเอ่ยเหตุผลของตนขึ้นมาอีกครั้ง “อย่าว่าแต่ต้องนั่งโคลงเคลงไปตลอดทางเลย ยามนี้เป็่ที่ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดแรง ข้างนอกนั้นต้องนั่งตลอดทั้งวัน โดนลมพัดจนปากและลิ้นแห้งผาก ทั้งยังต้องเสวนากับเหล่าฮูหยินตระกูลขุนนางที่ไม่รู้จักมักคุ้น มีความสะดวกสบายเช่นในวังที่ไหนกัน? พอดูเ้าอีกทีแล้ว เพิ่งจะแต่งเข้าจวนเยี่ยนได้ไม่นาน น่ากลัวว่าคงยังไม่เคยได้พบปะกับเหล่าฮูหยินตระกูลขุนนางเลยใช่หรือไม่?”
เยวี่ยเจาหรานพยักหน้าตามคำพูดของฮองเฮา ฮองเฮาจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เช่นนั้นแล้ว หากเ้าไปก็คงจะยิ่งน่าเหนื่อยหน่ายเป็แน่แท้ แล้วคุณชายน้อยเยี่ยนของเ้า จะยอมให้เ้าไปตากลมได้ลงเชียวหรือ?” ยังไม่ทันที่เยวี่ยเจาหรานจะเอ่ยอะไรอีก ฮองเฮาก็ชะงักงันไปเสียก่อน แล้วจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น “อ้อ... คงไม่ใช่ว่าเขาอยากให้เ้าไปพบปะกับฮูหยินตระกูลขุนนางเ่าั้มากๆ ภายภาคหน้าทำการใดได้สะดวกเช่นนั้นหรอกนะ?”
เมื่อเอ่ยคำถามที่ตรงไปตรงมาเช่นนั้นขึ้น ทำให้เยวี่ยเจาหรานที่ยังแกล้งซื่ออยู่เองก็ค่อนข้างตกตะลึงขึ้นมาจริงๆ หากเป็เพราะเื่ที่ตนอยากจะไปงานล่าสัตว์ด้วย ทำให้ฮองเฮาเข้าใจผิดเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วว่ายังไม่ได้รับตำแหน่งก็ตีสนิทหาพรรคพวกเสียแล้ว เช่นนั้นเยี่ยนเยวี่ยทั้งสองจวนคงจะเกิดความวุ่นวายใหญ่โตขึ้นมาเป็แน่!
เยวี่ยเจาหรานพลันลุกขึ้นมาทันใด สองขาคุกเข่าลงกับพื้น “ฮองเฮาโปรดใคร่ครวญ หม่อมฉันไม่มีเจตนาเช่นนั้น เพียงแต่รู้สึกสนใจงานล่าสัตว์ด้วยความแปลกใหม่เท่านั้น ทั้งไม่อยากจะแยกจากกับสามีนานหลายวัน จึงบังอาจหาญกล้ามาที่นี่ หากมิสมควร หม่อมฉันย่อมไม่กล้าสร้างความวุ่นวายให้กับพระนางเพคะ...”
ภายในห้องเงียบสงัด แม้ว่าเยวี่ยเจาหรานจะกำลังก้มหน้า แต่กลับสามารถรู้สึกได้ว่าสายตาของฮองเฮาในยามนี้จะต้องกำลังพินิจและไตร่ตรองอยู่บนร่างของตนไม่หยุดเป็แน่ ระหว่างที่ไม่รู้ตัว ฝ่ามือของเยวี่ยเจาหรานก็ชุ่มเหงื่อไปแล้ว ในใจคาดเดาอยู่ตลอดว่าฮองเฮาจะเอ่ยอะไรต่อไป ร่างกายเองก็สั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้
ไม่นึกว่าฮองเฮาจะไม่เอ่ยอะไรอยู่เนิ่นนาน ผ่านไปครู่หนึ่งก็เพียงส่งเสียงหัวเราะออกมา “เห็นเ้าตื่นตระหนก เราก็ไม่มีความคิดอื่นใดแล้วล่ะ เราก็แค่ว่าไปอย่างนั้นเอง รีบลุกขึ้นมาเถอะ...”
เยวี่ยเจาหรานที่อดกลั้นต่อความอกสั่นขวัญหายเอ่ยขอบคุณ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้น ก้อนหินหนักในใจร่วงลงไปกับพื้น อีกทั้งรู้สึกว่าความ้าที่จะหลุดพ้นจากงานเย็บปักถักร้อยในครั้งนี้นั้นไม่มีความหวังใดอีกแล้ว ทว่าเช่นนั้นก็ยังดีกว่าให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็ธรรม โยนความผิดร้ายแรงขนาดนี้ไปให้ เยวี่ยเจาหรานไม่กล้าจะเอ่ยอะไรอีก เพียงแค่ก้มหน้าก้มตานั่งลงเท่านั้น
“เอาเถอะ เ้าอยากไปงานล่าสัตว์ไม่ใช่หรือ เราอนุญาตให้เ้าไปก็แล้วกัน”
“จริงหรือเพคะ?” เยวี่ยเจาหรานเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เงยหน้าขึ้นมองไปยังฮองเฮาโพล่งถามขึ้นเช่นนั้น แต่กลับได้ยินฮองเฮาพยักหน้าเอ่ยเสียงเบา “เราเองก็เป็มารดาของแผ่นดิน พูดแล้วย่อมไม่คืนคำ ทำไมหรือ เ้ายังกลัวเราจะพูดจาเหลวไหลอีกอย่างนั้นหรือ?”
“หม่อมฉันไม่กล้า หม่อมฉันขอบพระทัยฮองเฮา ขอบพระทัยฮองเฮา~”
เยวี่ยเจาหรานได้รับข่าวดีเช่นนี้ บนใบหน้านั้นปกปิดรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ ท่าทางหดหู่เมื่อครู่ก็มลายหายไปด้วย โยนความอกสั่นขวัญแขวนเมื่อครู่เ่าั้ทิ้งไปหมดสิ้น
ฮองเฮาวางมือลงบนหัวเข่าของตนอย่างแ่เบา ก่อนเอ่ยกำชับกับเยวี่ยเจาหราน “แม้งานล่าสัตว์จะน่าสนใจ แต่ราชวงศ์ก็มีกฎเกณฑ์ของราชวงศ์ เ้าไม่อาจก่อเื่เหมือนยามอยู่ที่บ้านของตนได้ ทุกอย่างล้วนต้องรู้จักขอบเขต สตรีในครอบครัวที่ตามไปด้วย ทุกจวนต่างก็มีไม่มากนัก แม้แต่สนมในวังเอง ก็มีเพียงคนที่ฝ่าาทรงโปรดปรานไม่กี่คนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ไปด้วย เื่เกี่ยวกับการล่าสัตว์ พวกเรามีส่วนเพียงมองอยู่ห่างๆ เท่านั้น ไม่อาจลงสนามด้วยตัวเองได้ เ้ากับเยี่ยนอวิ๋นเฟยล้วนไปได้ด้วยพระกรุณา ถึงตอนนั้นย่อมมีคนมาประจบสอพลอ ควรทำเช่นไร เ้าเองก็คงรู้?”
“หม่อมฉันทราบเพคะ~ หม่อมฉันได้ไปด้วยพระกรุณาของฝ่าา ไม่ว่าทำอะไรเมื่อใดย่อมต้องเห็นแก่ฝ่าาก่อนเป็อันดับแรก ส่วนเื่อื่นนั้น แน่นอนว่าล้วนต้องตามแต่พระบัญชาของฝ่าาเพคะ”
เยวี่ยเจาหรานก้มหน้าเอ่ยตอบเช่นนั้น ในใจนับว่าพึงพอใจ แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความหวาดกลัวและเป็กังวลต่อคำพูดก่อนหน้านี้ของฮองเฮาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เชิงอรรถ
[1] ไม่เห็นแก่หน้าพระสงฆ์ก็ต้องเห็นแก่หน้าพระพุทธองค์ (不看僧面也得看佛面) เป็ถ้อยคำที่ใช้ขอร้องผู้อื่นให้ผ่อนปรนเป็พิเศษ โดยเห็นแก่หน้าผู้หลักผู้ใหญ่
