บทที่ ๖:หนี้บุญคุณที่มิอาจชำระด้วยเงินตรา
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระดาษเข้ามาในห้อง ก่อเกิดเป็ลำแสงสีทองจางๆ ที่ลอยอบอวลไปด้วยละอองฝุ่นและกลิ่นหอมของสมุนไพรแห้ง เสียงตำยาบดดังก้องมาจากนอกห้องเป็จังหวะสม่ำเสมอ เป็สัญญาณว่าวันใหม่ของร้านโอสถถังเซิ่งหยวนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
บนเตียงไม้ จางซื่อผิง (ในิญญาของโจวเม่ยหลิง) ลืมตาขึ้นช้าๆ ต่างจากเมื่อวานที่ทุกอย่างพร่าเลือนและเต็มไปด้วยความเ็ป วันนี้สติของนางกลับแจ่มใสและปลอดโปร่งอย่างน่าประหลาด ความปวดร้าวที่ศีรษะลดลงจนเหลือเพียงอาการปวดตึงๆ ส่วนความเจ็บที่ซี่โครงก็บรรเทาลงมากจนสามารถหายใจเข้าลึกๆ ได้โดยไม่ต้องนิ่วหน้าอีกต่อไป
นางลองขยับแขนขาอย่างเชื่องช้า แม้จะยังอ่อนแรงและติดขัดอยู่บ้าง แต่ก็สามารถควบคุมได้ดั่งใจนึก ยานั้นได้ผล... การวินิจฉัยของนางถูกต้อง และการปรับเปลี่ยนตำรับยาก็ได้ผลดีเกินคาด
นางลองเพ่งสมาธิไปที่ "ดวงตาทิพย์" อีกครั้ง ภาพของเส้นพลังงานในร่างกายปรากฏขึ้นในมโนสำนึกอย่างชัดเจน จุดเืคั่งสีดำที่เคยกระจายอยู่ตามช่องท้องและศีรษะบัดนี้ได้จางลงไปกว่าครึ่ง รอยร้าวบนพลังงานที่ห่อหุ้มซี่โครงเริ่มมี "แสงสีทอง" อ่อนๆ เข้ามาสมานตัว และที่สำคัญที่สุด ไอเย็นสีเทาที่บ่งบอกถึงการอักเสบได้สลายหายไปเกือบหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงพลังงานอุ่นๆ ที่กำลังไหลเวียนเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ร่างกายนี้... กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
“คุณหนู!” เสียงใสๆ ดังขึ้นข้างเตียง หงเอ๋อซึ่งเผลอฟุบหลับอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงตลอดคืนสะดุ้งตื่นขึ้นมา เมื่อเห็นผู้เป็นายนั่งพิงหัวเตียงอยู่ด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เด็กสาวก็เบิกตากว้างด้วยความดีใจจนแทบจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ “คุณหนู! ท่านลุกขึ้นนั่งได้แล้ว! ์คุ้มครอง! ท่านต้องหายดีในเร็ววันนี้แน่ๆ เ้าค่ะ!”
จางซื่อผิงมองบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์แล้วส่งยิ้มบางๆ ให้ เป็รอยยิ้มแรกนับั้แ่ที่นางตื่นขึ้นมาในร่างนี้ “ข้าดีขึ้นมากแล้ว... ขอบใจเ้ามากนะหงเอ๋อ ที่คอยดูแลข้าไม่ห่าง”
น้ำเสียงที่อ่อนโยนและแฝงแววผู้ใหญ่เกินวัยนั้นทำให้หงเอ๋อชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็รีบปัดความรู้สึกแปลกๆ นั้นทิ้งไป เพราะความยินดีมีมากกว่าสิ่งใด “เป็หน้าที่ของบ่าวอยู่แล้วเ้าค่ะ! คุณหนู... ท่านหิวหรือไม่เ้าคะ? ท่านเถ้าแก่สั่งให้คนครัวตุ๋นข้าวต้มไก่ไว้ให้ั้แ่เช้ามืด บ่าวจะรีบไปยกมาให้เดี๋ยวนี้เลยนะเ้าคะ!”
“เดี๋ยวก่อนหงเอ๋อ” ซื่อผิงเรียกไว้ “เราอยู่ที่นี่มาหนึ่งคืนแล้ว ป่านนี้ที่เรือนของเราจะเป็อย่างไรบ้าง?”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น สีหน้าของหงเอ๋อก็ฉายแววกังวลขึ้นมาทันที “บ่าว... บ่าวก็เป็ห่วงท่านแม่อยู่เหมือนกันเ้าค่ะ แต่เมื่อวานท่านเถ้าแก่บอกว่าอาการของคุณหนูยังไม่น่าไว้วางใจ บ่าวจึงรีบกลับเรือนไป.โชคยังดีที่เมื่อวานท่านลุงจิ่วแกไปได้ออกไปนา จึงอาสาช่วยเข้าไปดูท่านแม่ให้เป็ครั้งคราวแล้วเ้าค่ะ”
"แม่ของเ้ารึ?" ซื่อผิงทวนคำ ในความทรงจำของจางซื่อผิงคนเดิมปรากฏภาพของหญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมบางที่นอนไออยู่บนเตียง นางคือแม่นมเก่าของซื่อผิง และเป็มารดาแท้ๆ ของหงเอ๋อที่ติดตามรับใช้ตระกูลจางมาั้แ่ยังสาว หลังตระกูลประสบภัยพิบัติ นางก็ล้มป่วยด้วยโรคปอดเรื้อรังมาโดยตลอด
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในแบบของแพทย์สมัยใหม่แล่นปราดขึ้นมาในใจของเม่ยหลิง ทันทีที่รู้ว่ามีผู้ป่วยอีกคนกำลังรอคอยการดูแลอยู่ ความคิดที่จะนอนพักฟื้นต่ออีกสักวันก็สลายหายไปจนหมดสิ้น
“หงเอ๋อ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น “ไปเตรียมตัวเถิด เราจะกลับเรือนกันวันนี้”
“จะ... จะกลับวันนี้หรือเ้าคะ!?” หงเอ๋ออุทานด้วยความใ “แต่ร่างกายของคุณหนูยัง...”
“ข้าไหว” ซื่อผิงตัดบทสั้นๆ แต่แววตาของนางจริงจังจนหงเอ๋อไม่กล้าทักท้วงต่อ “แม่ของเ้าป่วยอยู่ เราจะทิ้งนางไว้ลำพังนานกว่านี้ไม่ได้ ไปแจ้งท่านเถ้าแก่ถังเถิดว่าเราจะขอลากลับวันนี้” จากนั้นหงเฮ๋อก็นำเงินถุงนั้นมาให้นางดู
“คุณหนูนี่คือเงินที่พวกเขาทิ้งไว้ให้เพื่อรักษาคุณหนู” นางยื่นเงินในถุงให้แก่นายหญิง เม่ยหลิงรับเงินนั้นมาหัวใจของนางสั่นไหว นี่คือมูลค่าชีวิตของนางที่พวกเขามอบให้หรือ นางไม่รู้เลยว่าค่าของเงินในถุงมีอยู่เท่าไหร่
“ข้านับดูแล้วเ้าค่ะคุณหนู...มันมีสามร้อยอีแปะพอดี”เมิ่ยหลิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นเรากลับกันเถอะหงเอ๋อ แม่ของเ้าป่วยอยู่ปล่อยไว้คนเดียวจะไม่ดี” เมื่อหงเอ๋อเห็นแววตาที่เด็ดเดี่ยวของคุณหนูแล้ว...ก็ได้แต่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย นางรู้สึกว่าคุณหนูของนางหลังจากประสบเหตุการณ์เฉียดตายในครั้งนี้ ดูจะมีความคิดความอ่านที่สุขุมและน่าเกรงขามขึ้นอย่างน่าประหลาด
ไม่นานนัก เถ้าแก่ถังก็เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าประหลาดใจหลังจากได้รับแจ้งจากหงเอ๋อ “แม่หนูจาง เ้าจะกลับแล้วรึ? ร่างกายของเ้าเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัว การเดินทางอาจทำให้อาการกำเริบได้นะ”
จางซื่อผิงพยายามยันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้จะยังโซเซอยู่บ้าง แต่นางก็สามารถยืนได้ด้วยตนเอง “ข้าทราบดีเ้าค่ะท่านหมอ แต่ที่เรือนมีคนป่วยที่้าการดูแลอยู่ ข้ามิอาจนอนพักอยู่ที่นี่อย่างสบายใจได้” นางโค้งคำนับให้ชายชราอย่างนอบน้อม ซึ่งเป็การกระทำที่ดูสง่างามเกินกว่าจะเป็ท่าทางของหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา “ข้าซาบซึ้งในบุญคุณของท่านหมอที่ช่วยชีวิตข้าไว้ยิ่งนัก หนี้บุญคุณครั้งนี้ จางซื่อผิงจะไม่มีวันลืมเลือนเ้าคะ”
หงเอ๋อรีบเดินเข้ามาประคอง พร้อมกับยื่นถุงเงินที่ได้รับมาจากตระกูลเมิ่งให้นายหญิง เมื่อซื่อผิงรับถุงเงินนั้นมาแล้วนางก็ยื่นส่งให้เถ้าแก่ถังด้วยสองมือ
“ท่านเถ้าแก่ นี่คือค่ารักษาและค่ายาทั้งหมดเ้าค่ะ แม้มันอาจจะไม่มากมายนัก แต่ก็เป็ทั้งหมดที่พวกเรามีในตอนนี้”
เถ้าแก่ถังมองถุงเงินในมือนาง สลับกับมองใบหน้าที่ยังคงซีดเซียวแต่แฝงไปด้วยความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของเด็กสาว เขากลับไม่ได้รับเงินถุงนั้น แต่กลับยกมือขึ้นห้ามไว้ช้าๆ
“แม่หนูจาง... เ้าเก็บเงินนี่ไว้เถิด”
“ท่านเถ้าแก่หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ?” จางซื่อผิงขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ “พวกเราไม่้ารับความเมตตาโดยเปล่าประโยชน์และมันก็เสียเวลาของท่านมาก”รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายชรา เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“หาใช่ความเมตตาโดยเปล่าประโยชน์ไม่ แต่เป็ การแลกเปลี่ยน ที่ยุติธรรมต่างหาก”
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด “แม่หนู... ข้าเป็หมอมาห้าสิบกว่าปี อ่านตำราโอสถมานับร้อยเล่ม แต่ความรู้เื่ยาที่เ้าบอกแก่ข้าเมื่อวานนี้... มันมีค่าสำหรับข้ามากกว่าเงินในถุงนี้หลายสิบเท่านัก”
“ท่านเถ้าแก่กล่าวเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่...”
“อย่าได้ถ่อมตนไปเลย” เถ้าแก่ถังกล่าวขัดขึ้น “การที่เ้ารู้ว่าต้องใช้ 'หวงเหลียน' เพื่อขจัดพิษร้อนต้านการอักเสบ และใช้ 'ตี้เอวี๋' เพื่อห้ามเืในจากภายในโดยเฉพาะนั้น แสดงว่าเ้าไม่ได้เพียงแค่ท่องจำชื่อสมุนไพรมา แต่เ้ามีความเข้าใจใน 'แก่นแท้' ของการรักษาอาการาเ็รุนแรง... หลักการนี้... ข้าสามารถนำไปปรับใช้เพื่อช่วยชีวิตคนไข้คนอื่นๆ ได้อีกมากมายในอนาคต เงินเพียงไม่กี่ตำลึงจะนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตคนนับร้อยนับพันได้อย่างไรกัน?”
คำพูดของเขาทำให้ทั้งซื่อผิงและหงเอ๋อตกตะลึงจนพูดไม่ออก โจวเม่ยหลิงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าความรู้ทางการแพทย์พื้นฐานในยุคของเธอ จะกลายเป็สิ่งล้ำค่าถึงเพียงนี้ในสายตาของแห่งยุคโบราณ
“ดังนั้น” เถ้าแก่ถังกล่าวสรุป “ค่ารักษาของเ้าถือว่าได้ชำระแล้วด้วยความรู้ที่เ้ามอบให้ข้า และเพื่อเป็การแสดงความขอบคุณ ข้าจะจัดยาบำรุงปอดชุดหนึ่งให้เ้าติดมือกลับไปให้มารดาของบ่าวรับใช้ของเ้าด้วย ถือเป็น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้า”
จางซื่อผิงยืนนิ่งไปชั่วครู่ นางมองชายชราตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ในโลกเก่าของนาง ความรู้คือสิ่งที่แข่งขันกันเพื่อสร้างชื่อเสียงและผลกำไร แต่ในโลกใบนี้ ชายชราตรงหน้ากลับมองว่ามันคือสมบัติที่ควรค่าแก่การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันเพื่อช่วยชีวิตผู้คน
นางไม่รู้เลยว่า การกระทำโดยสัญชาตญาณเพื่อเอาชีวิตรอดของนางในครั้งนี้ ได้สร้างความประทับใจและซื้อใจหมอผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหยางปี้ไปโดยไม่รู้ตัว
สุดท้ายนางจึงตัดสินใจเก็บถุงเงินกลับมา แล้วโค้งคำนับให้เถ้าแก่ถังอีกครั้งหนึ่งอย่างงดงามและจริงใจที่สุด “เช่นนั้น... ข้าขอน้อมรับน้ำใจของท่านเถ้าแก่ บุญคุณในวันนี้ ข้าจะจดจำไว้ไม่มีวันลืมเ้าค่ะ”
“ดี... ดีมาก” เถ้าแก่ถังพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “หากวันหน้ามีปัญหาเื่ยาหรือการเจ็บป่วยใดๆ ประตูร้านโอสถถังเซิ่งหยวนเปิดต้อนรับเ้าเสมอ”
หลังจากนั้น เถ้าแก่ถังก็สั่งให้ลูกจ้างนำรถเข็นคันเล็กๆ มาให้ พร้อมกับยาชุดใหญ่สำหรับแม่ของหงเอ๋อ เขากำชับให้หงเอ๋อค่อยๆ เข็นคุณหนูกลับเรือนอย่างระมัดระวัง
ขณะที่หงเอ๋อกำลังประคองนายหญิงของตนให้นั่งลงบนรถเข็นนั้นเอง จางซื่อผิงก็หันกลับไปมองป้ายร้านขนาดใหญ่ที่สลักอักษรคำว่า "ถังเซิ่งหยวน" ด้วยสายตาที่แน่วแน่.!
