เสียงคำรามแหบพร่าซึ่งดังมาจากสัตว์ที่อยู่ใต้ดินนั้นดังสนั่นจนเนี่ยเทียนกระอักเืออกมา ในสมองมีเสียงดังอึงอลต่อเนื่องไม่หยุด
ดวงตาเขาฉายความแตกตื่นอย่างเห็นได้ชัด ถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว ถอยห่างจากปากหลุมขนาดั์นั่นออกไปอีกนิด สะท้านะเือย่างถึงที่สุด
ลำพังเพียงแค่เสียงคำรามครั้งเดียวก็ทำให้เขาที่มีกล้ามเนื้อแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุดาเ็ได้ นี่จึงทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมานิดๆ
เขายากที่จะจินตนาการได้ว่าสัตว์ร้ายรูปร่างพร่าเลือนที่เคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางลาวาร้อนแรงนั้นจะต้องแข็งแกร่งมากเท่าไหร่กันแน่!
เขาเองก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าตอนที่สัตว์ร้ายพร่าเลือนตัวนั้นเผยกายออกมาน้อยๆ อักขระาทั้งหมดที่ไหลวนอยู่ในแถบผ้าผลึกใสซึ่งปกคลุมอยู่บนลาวาล้วนสาดแสงจัดจ้าแสบตาทั้งหมด!
เขาจำได้แม่นยำว่าตอนที่เกราะัเพลิงร่วงดิ่งลงข้างล่างสามครั้ง อักขระาที่อยู่ในแถบผ้านั้น มีเพียงแค่ส่วนเล็กน้อยเท่านั้นที่สาดประกายแสง
เขาพลันตระหนักได้ว่าประโยชน์ที่แท้จริงของแถบผ้าซึ่งดำรงอยู่ในจุดลึกใต้ดินของเทือกเขาชื่อเหยียน ก็คือป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายตัวนั้นโผล่ออกมาจากใต้ดิน!
“โฮก!”
เสียงะเืเลือนลั่นปฐีะเิออกมาจากเปลวเพลิงร้อนแรงใต้ดินอีกครั้ง คราวนี้เนี่ยเทียนที่เตรียมรับมือไว้แล้วโคจรพลังิญญา ทั้งยังปิดหูและอวัยวะภายในทั้งหมด ถึงพอจะต้านทานเอาไว้ได้
เขามองเห็นว่าในลาวาเบื้องใต้หลุมขนาดั์นั่นคล้ายมีหางยาวๆ สามเส้นตวัดผ่าน
“อยู่ในลาวาใต้พิภพ และมีสามหาง...”
เขาทำใจให้สงบ ย้อนนึกอย่างละเอียด คิดถึงสัตว์วิเศษแข็งแกร่งที่อาจารย์เคยพูดให้เขาฟัง ทันใดนั้นความคิดก็พลันสว่างวาบ
“สัตว์เพลิงพิภพ! คือสัตว์เพลิงพิภพ!”
อูจี้เคยบอกกับเขาว่ามีสัตว์วิเศษแปลกประหลาดประเภทหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางลาวาใต้ดิน สัตว์วิเศษชนิดนี้มีชื่อว่าสัตว์เพลิงพิภพ
สัตว์เพลิงพิภพคือสัตว์วิเศษเปลวเพลิงที่ดุร้ายโเี้อย่างถึงที่สุด มีสายเืของกิเลนไฟ!
การฝึกบำเพ็ญตบะ การเติบโต ความก้าวหน้าของสัตว์เพลิงพิภพล้วนอาศัยความร้อนแผดเผาของลาวาใต้ดินทั้งสิ้น
หากพวกมันหาบ่อลาวาใต้ดินที่เหมาะสมเจอก็จะพักอาศัยอยู่ในนั้น แล้วรวบรวมพลังเปลวเพลิงด้วยตัวเอง เพื่อให้มันค่อยๆ หลอมรวมเข้าไปในบ่อลาวา
เขตที่มีสัตว์เพลิงพิภพอยู่ ต่อให้ก่อนหน้านี้อากาศชื้นมีฝนตกเยอะ ทว่าการดำรงอยู่ของพวกมันจะค่อยๆ ทำให้ที่แห่งนั้นเปลี่ยนมาเป็พื้นที่เปลวเพลิงซึ่งมีไฟปะทุอยู่ตลอดเวลาเฉกเช่นูเาไฟ
เมื่อมันมีชีวิตอยู่หนึ่งวัน พลังงานเปลวเพลิงที่อยู่ใกล้เคียงจะถูกพวกมันดูดซับให้ค่อยๆ หลอมรวมอยู่ในบ่อลาวาที่มันอาศัย
ภายใต้การสะสมเป็วันเป็เดือน ทำใหู้เาแต่ละลูกในบริเวณที่มันใช้ชีวิตอยู่ล้วนกลายมาเป็ูเาไฟ หลังจากที่พวกมันบำเพ็ญตบะ รวบรวมพลังเปลวเพลิงได้เยอะมากขึ้น ูเาไฟเ่าั้ก็จะะเิออกเป็ประจำ
“เทือกเขาชื่อเหยียน หรือว่า... เป็เพราะการดำรงอยู่ของสัตว์เพลิงพิภพตัวนี้ จึงได้เกิดขึ้นมา?”
สายตาเนี่ยเทียนฉายชัดถึงความประหลาดใจ มองแถบผ้าผลึกใสมากมายหลายเส้นนั้น ใจของเขาพลันประจักษ์แจ้ง รู้ว่าสุดยอดผู้แข็งแกร่งของหอหลิงเป่าจะต้องรู้ถึงการดำรงอยู่ของสัตว์เพลิงพิภพตัวนี้มานานแล้ว
มิฉะนั้นแถบผ้าผลึกใสเ่าั้ก็คงไม่มีทางทอดยาวมาถึงที่นี่ ปกคลุมตลอดทั้งเทือกเขาชื่อเหยียนเอาไว้
เขาพอจะเดาได้ว่าหลังจากที่ผู้แข็งแกร่งบางคนของหอหลิงเป่าค้นพบการดำรงอยู่ของสัตว์เพลิงพิภพ จึงได้ตั้งประตูสำนักหอหลิงเป่าไว้ที่เทือกเขาชื่อเหยียน
มีสัตว์เพลิงพิภพอยู่ ลาวาที่อยู่ใต้ดินจึงสามารถรวบรวมพลังิญญาเปลวเพลิงได้ตลอดกาล ทำให้ไฟที่ปะทุออกมาจากูเาไฟไม่มีวันมอดดับ
ผู้ฝึกลมปราณของสำนักหลิงที่ใช้ปราณิญญาฟ้าดินบำเพ็ญตบะ รวมไปถึงช่างหลอมอาวุธของหอเป่าที่ชุบหลอมอาวุธ ส่วนใหญ่แล้วล้วนอาศัยเปลวเพลิงร้อนระอุทั้งสิ้น
การดำรงอยู่ของสัตว์เพลิงพิภพจึงทำให้ปราณิญญาฟ้าดินที่อยู่ใกล้เคียงหอหลิงเป่าซุกซ่อนพลังเปลวเพลิงที่เข้มข้นเอาไว้
เพลิงร้อนใต้ดินที่ถูกชักนำออกมา ส่วนหนึ่งก่อตัวกันขึ้นเป็ค่ายกลใหญ่ “เพลิงพิภพเผานภา” ส่วนหนึ่งถูกนำเข้าไปในห้องหลอมอาวุธภายในถ้ำ เพื่อมีไว้ให้ช่างหลอมของหอเป่าชุบหลอมภาชนะและอาวุธ
แต่ก็มิใช่ว่าพลังเปลวเพลิงจะไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการนำไปใช้ของลูกศิษย์จำนวนมากในหอหลิงเป่า เดิมทีได้คาดการณ์ไว้ว่าอีกหลายร้อยหลายพันปีให้หลัง ปราณิญญาเปลวเพลิงของที่แห่งนี้อาจถูกดึงไปใช้จนหมดเกลี้ยง
ทว่าสัตว์เพลิงพิภพ สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งนี้ได้!
มันสามารถดูดดึงเอาปราณเปลวเพลิงที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเทือกเขาชื่อเหยียนให้มาที่บ่อลาวาได้อย่างต่อเนื่อง!
การดำรงอยู่ของมันสามารถทำให้หอหลิงเป่าที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาชื่อเหยียน มีเปลวเพลิงที่ไม่มีวันหมดมาใช้สำหรับบำเพ็ญตบะและหลอมอาวุธ
“โฮก! โฮก!”
ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังครุ่นคิด สัตว์เพลิงพิภพที่อยู่ในลาวาตัวนั้นก็ร้องคำรามอย่างพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง พยายามจะบุกฝ่าออกมาจากพันธนาการ หวังหลุดพ้นจากการกักขังของแถบผลึกใส เพื่อเดินออกมาจากในบ่อลาวาใต้ดิน
“มันน่าจะััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภา มองเห็นโอกาส ดังนั้นถึงได้คลุ้มคลั่งงุ่นง่านแบบนี้”
ตอนที่หนีออกมาจากหุบเขาของหอหลิงเป่า ค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภาถูกฉีกกระชากออกมุมหนึ่ง ภายหลังฝางฮุยเห็นว่าศึกครั้งนี้น่าจะโชคร้ายมากกว่าโชคดี จึงเป็ฝ่ายถอนค่ายกลออก ให้ลูกศิษย์ในสำนักมีทางเลือกสำหรับเอาชีวิตรอดได้มากขึ้น
การตัดสินใจของฝางฮุยทำให้ค่ายกลเพลิงพิภพเผานภาเกิดช่องโหว่ และก็ทำให้สัตว์เพลิงพิภพในบ่อลาวามีความหวัง
“อู้!”
เวลานี้เอง เกราะัเพลิงที่หยุดพักไปครู่หนึ่งก็พลันบินออกมาอีกครั้ง
“เ้าถอดใจได้แล้วกระมัง?” เนี่ยเทียนตะลึงไปครู่ก็ยิ้มเจื่อนแล้วพูดเกลี้ยกล่อม “แม้แต่มันก็ยังฝ่าออกมาจากใต้ดินไม่ได้ เ้าอย่ามัวเปลืองแรงอยู่เลย”
ในสายตาของเนี่ยเทียน ตอนนี้เนื่องจากความพลุ่งพล่านของสัตว์เพลิงพิภพ ทำให้อักขระทั้งหมดที่อยู่ในแถบผ้าเ่าั้ล้วนสาดแสงแสบตาออกมาพร้อมกัน
อีกทั้งพลังกักขังที่มาจากตาข่ายั์ของแถบผ้าผลึกใสเ่าั้ก็ยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่เท่า
เกราะัเพลิงคิดจะทดลองในเวลานี้ ไม่เพียงแต่ไร้ซึ่งความเป็ไปได้ใดๆ ทั้งยังถูกพลังโจมตีกลับดับทำลายเปลวเพลิงของตัวมันทั้งหมดด้วย แบบนี้ก็สู้ทำใจให้สงบ รอคอยให้สัตว์เพลิงพิภพเป็ฝ่ายฝ่าออกมาจากพันธนาการด้วยตัวเองดีกว่า
ไม่รู้ว่าเป็เพราะได้ยินคำพูดของเขาหรือไม่ เกราะัเพลิงนั่นถึงได้ไม่ดื้อดึง ลอยตัวนิ่งอยู่เหนือแถบผ้าผลึกใสประมาณครึ่งเมตร
ปราณแปลกประหลาดระลอกหนึ่งที่เขาพอจะรับััได้เล็กน้อยกระเพื่อมออกมาจากแกนเืบนเกราะัเพลิง และค่อยๆ แทรกซึมลงไปด้านล่างอย่างเงียบเชียบดุจควันดั่งหมอก
คราวนี้เกราะัเพลิงไม่รีบร้อนทุ่มตัวลงไปด้านล่าง แต่... ใช้ปราณสำรวจเส้นทาง
ปราณนั้นเนี่ยเทียนััได้ แต่กลับไม่เข้าใจความหมายของมันเท่าไหร่นัก
ทว่าสัตว์เพลิงพิภพที่ส่ายหางขนาดใหญ่มหึมาสามหาง หมายจะออกไปจากบ่อลาวาก่อนหน้านี้ คล้ายััได้ถึงปราณแปลกประหลาดที่มาจากเกราะัเพลิง
สัตว์เพลิงพิภพตัวนั้นพลันหยุดร้องคำรามบ้าคลั่งทันที แล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวกลับมาจากจุดที่ห่างออกไปไกล
เนี่ยเทียนตั้งใจเพ่งมอง พบว่าสัตว์เพลิงพิภพคล้ายจะหวาดกลัวอานุภาพจากแถบผ้าผลึกใสที่ลอยอยู่บนบ่อลาวา จึงไม่ยอมโผล่หน้าออกมาสักที
ดังนั้นเนี่ยเทียนจึงเห็นแค่เพียงเงาร่างมโหฬารที่พร่าเลือนร่างหนึ่ง ไม่สามารถมองเห็นรูปร่างที่แท้จริงของสัตว์เพลิงพิภพได้
เขาเห็นแค่เพียงว่าสัตว์เพลิงพิภพที่จมลึกอยู่ในบ่อลาวาหยุดชะงักอยู่ด้านล่างเกราะัเพลิง คล้ายตั้งใจรับััปราณของแกนเืที่อยู่ในเกราะัเพลิง
มีตาข่ายั์แถบผลึกกางกั้นบางๆ อยู่หนึ่งชั้น กระแสจิตของเนี่ยเทียนจึงไม่สามารถรับััได้ แต่กลับรู้ว่าสัตว์เพลิงพิภพ... กำลังสื่อสารกับเกราะัเพลิงด้วยวิธีการที่เขาไม่เข้าใจ
เนี่ยเทียนพลันตะลึงงัน
หลังจากแกนเืบนเกราะัเพลิงและสัตว์เพลิงพิภพในบ่อลาวาสื่อสารกันอยู่ครู่หนึ่งผ่านตาข่ายแถบผลึกชั้นบางๆ ก็ดูเหมือนว่าจะตกลงบางอย่างกันได้
จากนั้นเนี่ยเทียนจึงเห็นว่าบ่อลาวาที่สัตว์เพลิงพิภพอยู่พลันกระเพื่อมเกิดเป็คลื่นลูกั์
ในบ่อลาวานั้นคล้ายมีสนามแม่เหล็กแปลกประหลาดบางอย่างเกิดขึ้น วินาทีที่สนามแม่เหล็กก่อตัวก็ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของปราณฟ้าดินทันที
สัตว์เพลิงพิภพสามารถดึงเอาพลังงานเปลวเพลิงมาหลอมรวมเข้าไว้ในบ่อลาวาทีละเส้น ทำให้ลาวาใต้ดินเดือดพล่านอยู่ตลอดเวลา
เวลานี้ สัตว์เพลิงพิภพก็กำลังกระตุ้นพร์ในสายเืของมัน!
ไม่นานเนี่ยเทียนจึงสังเกตเห็นว่ามีปราณิญญาฟ้าดินเข้มข้นไหลลงมาตามทางหินที่เขาลงมา ในปราณิญญาฟ้าดินเ่าั้แฝงเร้นไว้ด้วยพลังเปลวเพลิงเต็มเปี่ยม
พลังเปลวเพลิงเส้นแล้วเส้นเล่าที่ไหลทะลักมายังที่แห่งนี้ล้วนถูกแกนเืในเกราะัเพลิงดูดซับเอาไป เพื่อสะสมพลังให้กับแกนเื
เขามองไม่เห็น แต่กลับเดาได้ว่าเืหนึ่งหยดที่อยู่ในแกนเืนั้นต้องกำลังขยายใหญ่อย่างแน่นอน!
ผ่านไปแค่ไม่นาน ้าของหลุมั์นี้ก็มีปราณิญญาฟ้าดินเข้มข้น บนผนังหินที่แข็งแกร่งทนทานเริ่มเปลี่ยนมาเป็ร้อนระอุ
ไอเปลวเพลิงที่ซ่อนเร้นอยู่ในปราณิญญาฟ้าดินถูกแกนเืในเกราะัเพลิงดูดซับ ทว่ายังมีพลังงานฟ้าดินมากกว่าเดิมแผ่กระจัดกระจายอยู่ภายในทางหิน รวมตัวกันขึ้นมาเป็กลุ่มเมฆสีขาวมากมาย
เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ใหญ่ แล้วก็รู้สึกทันทีว่าทุกครั้งที่เขาสูดเอาอากาศเข้าไป ล้วนทำให้เขาจิตใจเบิกบานผ่อนคลาย โปร่งโล่งสบายไปทั้งร่าง
เขานั่งลงกับพื้นทันที เคลื่อนโคจรคาถาหลอมลมปราณอย่างเป็ธรรมชาติ เขาเพิ่งบำเพ็ญตบะได้นิดเดียวก็รู้สึกได้ว่ามหาสมุทริญญาของตัวเองเกิดคลื่นลูกั์ซัดสาดไปทั่ว เปลี่ยนมาเป็พลุ่งพล่านและยุ่งเหยิง
เขาพลันหน้าเปลี่ยนสี “พลังิญญาที่เปี่ยมล้นมากเกินไปคล้ายกำลังผลักดันให้ข้าฝืนฝ่าทะลุ่คอขวดเลื่อนขั้นสู่ขอบเขตท้าย์!”
พลังิญญาที่เข้มข้นสุดขีด สนามแม่เหล็กเปลวเพลิงที่เกิดขึ้นเพราะสัตว์เพลิงพิภพ การเปลี่ยนแปลงของเกราะัเพลิง และสภาพแวดล้อมรอบที่พิเศษ สภาพจิตใจของเนี่ยเทียน ปัจจัยต่างๆ มากมายรวมเข้าด้วยกันจึงชักนำให้มหาสมุทริญญาของเนี่ยเทียนเกิดความผิดปกติ
มหาสมุทริญญาของเขาคล้ายถูกบิดเบือนเพราะสนามแม่เหล็กแปลกประหลาด มิอาจสงบนิ่งได้อีกครั้ง!
เช่นเดียวกับสภาพจิตใจของเขาในเวลานี้!
เขาเข้าใจทันทีว่าสภาวะ่คอขวดอันเป็อุปสรรคในการฝึกบำเพ็ญตบะของเขามานานได้ถูกสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่พิเศษกระตุ้นชักจูงจนตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ฝ่าทะลุคงไม่ได้อีกแล้ว
เขาบำเพ็ญตบะอยู่ในขั้นหลอมลมปราณมานานหลายปี การสะสมของพลังิญญาก็เหมือนูเาไฟลูกหนึ่งที่สะสมพลังเปลวเพลิงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมาถึงระดับที่แน่นอน พอได้โอกาสประจวบเหมาะ ูเาลูกนั้นจึงจำเป็ต้องเดือดปะทุออกมา
หากูเาไฟไม่พ่นไฟ ใต้ดินของมันก็จะะเิออก และจะปลดปล่อยพลังเดือดพล่านเชี่ยวกรากออกมาอย่างเต็มที่
ขอบเขตหลอมลมปราณของเขา หากไม่ฝ่าทะลุในนาทีนี้ เรือนกายนี้ของเขา มหาสมุทริญญาที่พลุ่งพล่านของเขาก็อาจจะะเิแตกเป็จุณเช่นกัน!
หลังจากตระหนักถึงจุดนี้ ทั้งๆ ที่เนี่ยเทียนรู้ว่านี่ไม่ใช่่เวลาที่สมควร ทว่าเขากลับไม่มีเวลาให้คิดมากอีกแล้ว
เขาบังคับตัวเองให้สงบลง ไม่สนใจทางหินที่ร้อนแผดเผามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงของเกราะัเพลิง แล้วก็ไม่สนใจการดำรงอยู่ของสัตว์เพลิงพิภพที่อยู่เบื้องล่าง รีบทุ่มสุดกำลังเพื่อฝ่าทะลุคอขวดของการฝึกบำเพ็ญตบะ
และเวลานี้เอง
บนผนังหินในถ้ำของูเาลูกเตี้ยที่เขาจากมานั้น พวกอันซืออี๋ที่รอคอยด้วยความร้อนรนต่างก็ตกตะลึงระคนประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
“พวกเ้ารู้สึกหรือไม่?” อันซืออี๋เอ่ยถาม
ทุกคนหยุดการบำเพ็ญตบะ ต่างก็พากันพยักหน้า พันเทาเอ่ยว่า “ปราณิญญาฟ้าดินของเทือกเขาชื่อเหยียน ดูเหมือนว่า... กำลังมารวมตัวกันเป็จำนวนมากตรงจุดที่พวกเราอยู่”
“ท่ามกลางปราณิญญาฟ้าดินเ่าั้ซุกซ่อนปราณเปลวเพลิงเข้มข้นเอาไว้” อันซืออี๋ฝึกคาถาหลอมลมปราณเปลวเพลิง การรับััของนางจึงเฉียบคมมากกว่า “พวกเราล้วนรู้ดีว่า ที่หอหลิงเป่าของพวกเราเลือกตั้งประตูสำนักบนเทือกเขาชื่อเหยียน ด้านหนึ่งก็เพราะปราณิญญาของที่นี่เข้มข้น อีกด้านหนึ่งก็เพราะในปราณิญญาเ่าั้แฝงเร้นไว้ด้วยปราณเปลวเพลิง”
“ทว่าโดยทั่วไปแล้วปราณิญญาฟ้าดินจะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าใเช่นนี้ ไม่มีทางเกิดการเคลื่อนไหวรุนแรงแบบนี้ได้”
“ทว่าตอนนี้ ข้ารู้สึกว่าปราณเปลวเพลิงตลอดทั้งเทือกเขาชื่อเหยียนล้วนปะปนอยู่ในปราณิญญาฟ้าดินพวกนั้น แล้วก็กำลังพุ่งทะลักอย่างบ้าคลั่งเข้ามายังจุดที่พวกเราอยู่!”
ขณะที่พวกเขาพูดคุยกันก็เริ่มััได้ว่าก้อนหินที่นั่งทับอยู่เปลี่ยนมาเป็ร้อนระอุ
หากพวกเขาเดินออกมาจากถ้ำตอนนี้จะเห็นว่าเทือกเขาเล็กเตี้ยที่พวกเขาอยู่คล้ายกำลังถูกละเลงสีแดงลงไปอย่างเชื่องช้า เปลี่ยนมาเป็แดงก่ำแผดเผาไปทีละนิด
พันเทารับััอย่างละเอียดตามคำบอกของอันซืออี๋ กล่าวด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “เนี่ยเทียนไปที่ไหนกันแน่?”
“คงไม่ใช่เนี่ยเทียนหรอกนะที่ทำให้ที่นี่เกิดการเปลี่ยนแปลง?” อันอิ่งพูดเบาๆ
“เป็ไปไม่ได้!” พันเทาส่ายหัว “เขาเพิ่งจะอยู่ขอบเขตอะไรเอง? เขายังอยู่ห่างไกลจากขอบเขตระดับสูงที่สามารถเรียกขานปราณิญญาฟ้าดินมากนัก! หากเขาที่อยู่เพียงแค่ขอบเขตหลอมลมปราณก็สามารถทำให้ปราณิญญาฟ้าดินเปลี่ยนแปลงมหาศาลได้แล้ว ถ้าเช่นนั้นการที่ผู้าุโฝางฮุย อูจี้อาจารย์ของเขามีชีวิตมาจนบัดนี้ก็เป็แค่เื่ตลกน่ะสิ? ไม่เท่ากับว่าเสียเวลาฝึกบำเพ็ญตบะมาตั้งนานหรอกหรือ?”
“พวกเ้ารออยู่ที่นี่ ข้าจะลงไปตรวจสอบสักหน่อย!” อันซืออี๋ลุกขึ้นยืนอย่างไม่วางใจ
นางฝึกคาถาลมปราณเปลวเพลิง ขอบเขตสูงสุดในบรรดาคนเหล่านี้ หากจะต้องส่งคนไปทำความเข้าใจกับสถานการณ์จริงๆ ก็มีเพียงนางเท่านั้นที่ทำได้
“ท่านพี่ ระวังตัวด้วยนะ!” อันอิ่งรู้สึกเป็กังวลเล็กน้อย “ไม่รู้ว่าทำไม หนังตาข้างขวาของข้าถึงได้กระตุกอยู่ตลอดเวลา มักรู้สึกว่าต้องเกิดเื่ใหญ่ขึ้นแน่นอน”
“ข้าเองก็รู้สึกว่าเืลมไหลไม่คล่อง หน้าอกคล้ายมีหินก้อนหนึ่งกดทับ เหมือนมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล” เจียงหลิงจูเองก็เอ่ยขึ้นมาเช่นกัน
“พวกเ้าเองก็ระวังตัวด้วย ข้าจะไปดูว่าเนี่ยเทียนทำอะไรอยู่กันแน่ เร่งให้เขารีบไปจากที่นี่!” หลังจากโยนประโยคนี้ทิ้งไว้ อันซืออี๋ก็ตรงดิ่งเข้าไปยังจุดลึกของทางหินที่มืดดำ พยายามตามตัวเนี่ยเทียนกลับมา
-----
