ม้าแก่รู้จักภูมิประเทศโดยรอบเป็อย่างดี จึงหลีกเลี่ยงเส้นทางอันตรายได้อย่างแยบยล ราบรื่นไร้อุปสรรคตลอดทาง
ลู่เต้าอดรู้สึกยินดีที่ตัวเองขึ้นรถม้ามาไม่ได้ มิเช่นนั้นเขาก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถฝ่าหมอกหนาทึบเช่นนี้ออกไปได้
ไม่รู้ว่าเดินทางในหมอกมานานเท่าใด หมอกก็เริ่มจางหายไป ทัศนียภาพเริ่มชัดเจนขึ้น ในเวลาเดียวกันก็เริ่มคับคั่งไปด้วยเสียงผู้คน
ม้าแก่หยุดรถแล้วพ่นลมหายใจพลางขอรางวัลจากสารถี ที่แท้ก็ถึงทางเข้าเมืองเซียนแล้ว คาราวานวาณิชต่างเดินทางมาจากในหมอกเพื่อเข้าเมือง และก็มีคาราวานวาณิชเดินสวนออกจากเมืองแล้วหายเข้าไปในหมอกอย่างต่อเนื่อง
สารถีขับรถม้าตามหลังคาราวานวาณิชอื่นๆ เข้าไปในเมืองเซียน ลมหายใจแรกที่พัดมาถึงกลับมีกลิ่นเนื้อหอมกรุ่น!
เมื่อถึงตลาดอันคึกคัก ทั้งสองก็ลงจากรถม้า ตู้เจิ้งฉุนเห็นผู้คนมากมายเดินกันพลุกพล่าน จึงรีบร้อนอยากจะตั้งแผงขายสินค้า ต้องรู้ก่อนว่าการเดินทางครั้งนี้เขาขนส่งอาหารสดอันมีเวลาจำกัด หากไม่รีบขายออกไปก่อนที่สินค้าจะเน่าเสีย เขาคงต้องขาดทุนย่อยยับแน่แล้ว
ดังคาด เมืองเซียน้าผักและผลไม้สูงมาก เพิ่งจะตั้งแผงได้ไม่นาน ก็มีชาวบ้านมามุงดูสอบถามราคาแล้ว
“สหาย เช่นนั้นข้าขอตัวไปขายของก่อนเล่า” ตู้เจิ้งฉุนกล่าวขอตัว ก่อนจะไปต้อนรับลูกค้า
ลู่เต้าก็ไม่ได้คิดจะยืนรอเฉยๆ เขาได้กลิ่นเนื้อหอมมาั้แ่แรกจึงเดินตามกลิ่นไปโดยไม่รู้ตัว และก็มาถึงย่านอาหาร ร้านอาหารสองข้างทางต่างก็ขายอาหารประเภทเนื้อเป็หลัก และมีพ่อค้าแม่ค้ามากมายที่ตั้งแผงขายอาหารปิ้งย่าง
ลู่เต้าไม่ได้พุ่งเข้าไปในร้านใดร้านหนึ่งทันที แต่เดินต่อไปตามถนน เ้าของร้านอาหารและพ่อค้าแม่ค้าต่างเชิญชวนเขาอย่างกระตือรือร้น “คุณชาย มาลองไก่ฟ้าตุ๋นยาจีนขึ้นชื่อของร้านเราดูสิ!”
“ไม่ ของเราต้องเป็หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วสิถึงจะถูก!”
“กระต่ายย่างถ่านของร้านข้าถึงจะควรค่าแก่การลิ้มลอง!”
ลู่เต้าเดินตามกลิ่นไปโดยไม่สนใจพวกเขา เพราะเขาได้กลิ่นเนื้อย่างที่ต่างออกไปในอากาศ เป็กลิ่นหอมที่เขาไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน
เมื่อเดินไปเรื่อยๆ เขาก็ออกห่างจากย่านอาหารอันคึกคัก และหยุดเท้าลงหน้าตรอกเล็กๆ ที่เงียบสงบ ก่อนจะเอ่ยด้วยความยินดี “ที่นี่สินะ”
สุภาษิตกล่าวไว้ว่า สุราดีย่อมไม่กลัวตรอกลึก[1] อาหารอร่อยก็เช่นกัน
ยิ่งลู่เต้าเดินเข้าไปในตรอกลึกเท่าไร กลิ่นหอมก็ยิ่งแรงขึ้น จนในที่สุดกลิ่นก็พาเขามาถึงหน้าร้านอาหารเล็กๆ ที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่ง หน้าประตูมีป้ายไม้แขวนอยู่ โดยเขียนไว้ว่า ‘ร้านโทรม’
‘ร้านโทรมหรือ’ ลู่เต้ากวาดตามองหน้าร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ เมื่อเทียบกับร้านค้าบนถนนย่านอาหารแล้ว ร้านนี้ดูด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด การตกแต่งก็ทรุดโทรม ไม่ดึงดูดสายตาเท่าไรนัก
เขาสูดกลิ่นอากาศ และแน่ใจว่ากลิ่นหอมที่นำทางเขามาตลอดนั้นมาจากร้านโทรมแห่งนี้ เขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไป เปิดม่านแล้วเดินเข้าไป
เมื่ออยู่บนูเาเวิ้งว้าง กลิ่นที่ได้กลิ่นก็มีเพียงกลิ่นหญ้าสด พอเดินเข้ามา กลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นก็โชยเข้าจมูกของลู่เต้า เป็เื่ยากที่จะได้กลิ่นหอมเย้ายวนเช่นนี้ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วรู้สึกสดชื่นยิ่งนัก
ภายในร้านมีโต๊ะเพียงไม่กี่ตัว แต่ก็มีลูกค้านั่งเต็มทุกโต๊ะ เด็กชายอายุราวสิบขวบเดินมาหาลู่เต้าแล้วถามอย่างไม่เต็มใจนัก “มากี่ท่านครับ”
ลู่เต้ายกนิ้วชี้ขึ้น “คนเดียว”
เด็กชายเห็นว่าลู่เต้าตัวเปื้อนฝุ่น คิดว่าคนผู้นี้น่าจะเป็ขอทาน จึงถามว่า “ท่านมีเงินจ่ายหรือไม่”
“แน่นอน!” ลู่เต้าคิดเพียงอยากจะนั่งกินอาหารโดยเร็วเท่านั้น
เด็กชายยังคงไม่ยอมแพ้ เขาเท้าเอวมองลู่เต้าขึ้นลง “ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าท่านไม่เหมือนคนมีเงินเลย”
ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงะโดุดังมาจากครัว “เสี่ยวไฉ เ้าห้ามทำเช่นนี้กับลูกค้า!”
เสี่ยวไฉสะดุ้งสุดตัว เขาหันไปเห็นพี่สาวที่อยู่หลังครัวกำลังจ้องมองเขาอย่างดุร้าย สายตานั้นราวกับกำลังบอกว่า หากเ้าทำเื่พังอีก ข้าจะไม่ปล่อยเ้าไว้แน่
“เชิญ...เชิญทางนี้!” ในที่สุดเสี่ยวไฉก็ยอมเดินนำลู่เต้าไปนั่งหน้าครัวอย่างว่าง่าย
ลู่เต้าดึงเก้าอี้ออกมานั่ง พบว่าลูกค้าที่มากินอาหารล้วนเป็ชายหนุ่ม ทุกคนต่างน้ำลายสอ แต่สิ่งที่พวกเขาจ้องมองหาใช่อาหารตรงหน้า แต่เป็หญิงสาวที่อยู่หลังครัวต่างหาก
ครัวเป็แบบเปิด ลูกค้าทุกคนเห็นได้ว่าอาหารของตัวเองถูกปรุงขึ้นมาอย่างไรภายใต้มืออันแคล่วคล่องของหญิงสาว
“เสี่ยวอวี้ ขอไก่ย่างชุดใหญ่หนึ่งที่” ลูกค้าคนหนึ่งสั่งอาหารหน้าครัว
ลูกค้าอีกคนก็ไม่ยอมน้อยหน้า สั่งอาหารอย่างเดียวกันด้วย
“ข้าขอเหมือนกับเขาด้วย!”
เปลวไฟบนเตาถ่านกำลังลุกโชน เสี่ยวอวี้ที่อยู่หลังครัวผูกผ้าสีขาวบนหน้าผาก แต่งกายเรียบง่าย เนื่องจากทำงานอยู่หน้าเตาถ่านที่ร้อนอบอ้าว ด้วยนิสัยค่อนข้างเปิดเผย นางจึงพับแขนเสื้อขึ้นถึงไหล่ เผยให้เห็นแขนเรียวขาวเนียน นอกจากอาหารอร่อยแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้ชายมาที่นี่ก็คืออยากเห็นแขนขาวๆ ของเสี่ยวอวี้นั่นเอง
“ได้เลย!” เสี่ยวอวี้ตอบรับเสียงดัง นางใช้นิ้วเรียวสวยเสียบวัตถุดิบต่างๆ ลงบนไม้เสียบอย่างรวดเร็ว
ลู่เต้าดึงเสี่ยวไฉเอาไว้แล้วถามว่า “ไก่ย่างชุดใหญ่คืออะไร”
“มีหนังไก่ย่าง ปีกไก่ย่าง ลูกชิ้นไก่ย่าง น่องไก่ย่าง กระดูกอ่อนไก่ย่าง…” เสี่ยวไฉสาธยายทุกอย่างที่กินได้ในตัวไก่ราวกับท่องจำได้ขึ้นใจ “…สุดท้ายมีหัวใจไก่ด้วย ของพวกนี้ทั้งหมดราคาแค่สองตำลึงเงิน คุ้มมาก!”
ลู่เต้าที่น้ำลายสอเช็ดน้ำลายที่มุมปาก ของพวกนี้ล้วนเป็ของที่เขาชอบกิน เขาจึงคลำกระเป๋าเงินที่พองโต ไม่ต้องพูดถึงเงินหลายสิบตำลึงที่เขามีอยู่ ตอนที่ออกจากเมืองัทมิฬ หงฝูยังยัดตั๋วเงินและอัญมณีให้เขาอีกมากมาย
“จะสั่งหรือไม่”
“สั่ง!”
เสี่ยวไฉะโไปทางครัวเสียงดัง “พี่สาว ไก่ย่างชุดใหญ่เพิ่มอีกที่!”
“ได้เลย!” เสี่ยวอวี้ตอบรับเสียงดัง แล้ววางไม้เสียบสามชุดลงบนเตา
เนื้อย่างถูกย่างอยู่บนเปลวไฟที่ลุกโชน นางคอยพลิกไม้เสียบเป็ระยะ เพื่อให้เนื้อทุกชิ้นได้รับความร้อนอย่างทั่วถึง
ไม่นานนัก น้ำมันไก่ก็ละลายไหลออกมาจากเนื้อ เสียงฉ่าดังขึ้นจากเนื้อย่าง น้ำมันไก่หยดลงบนถ่านไม้จนเกิดเป็ประกายไฟ เสี่ยวอวี้รีบเลื่อนเนื้อย่างออกอย่างช่ำชอง เพื่อไม่ให้ไหม้เกรียม
ก่อนที่เนื้อย่างทั้งหมดจะสุก เสี่ยวอวี้ก็หยิบเครื่องเทศขึ้นมาโรยลงบนเนื้อย่าง กลิ่นหอมของเนื้อย่างที่กระตุ้นความอยากอาหารพลันอบอวลไปทั่วร้าน
ลู่เต้าสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะสูดอากาศเข้าไป เขาคิดในใจ ‘ไม่ผิดแน่ กลิ่นที่ได้กลิ่นเมื่อครู่ก็คือกลิ่นของเครื่องเทศนี้’
เสี่ยวอวี้วางเนื้อย่างหลากหลายชนิดที่สีสวยน่ากินและกลิ่นหอมฟุ้งลงบนโต๊ะ แล้วแบ่งใส่จานสามใบเพื่อนำไปให้ลูกค้า
“ไก่ย่างชุดใหญ่ที่ท่านสั่งได้แล้ว” พอเสี่ยวอวี้วางจานลง ฝ่ามือใหญ่ขนเกาะกรังก็เอื้อมมาจับมือนางแล้วบีบคลึง
เสี่ยวไฉที่เห็นพี่สาวถูกลวนลามก็เผยสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เขาหยิบผ้าขนหนูที่ใช้เช็ดโต๊ะขึ้นมาเล่น
“เสี่ยวอวี้ ข้ามาสั่งไก่ย่างชุดใหญ่กับเ้านานแล้ว เ้าจะยอมออกไปเที่ยวกับข้าเมื่อไร” ชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปีเอ่ยอย่างกะลิ้มกะเลี่ย
เสี่ยวอวี้ยิ้มแห้งๆ แล้วดึงมือกลับ “ถ้าอยากชวนข้าออกไปเที่ยว อย่างน้อยก็ต้องสั่งแกะย่างชุดใหญ่ทุกวันนะ!”
ชายคนนั้นมองดูเมนูอาหารบนผนัง “แกะย่างชุดใหญ่ ราคายี่สิบตำลึงเงิน…”
ชายคนนั้นแลบลิ้นเลียริมฝีปาก แล้วก็หดหู่ลง ไม่มีทาง แกะย่างมื้อหนึ่งก็กินได้สิบวันแล้ว หากต้องเสียยี่สิบตำลึงเงินทุกวัน เขาคงไม่มีปัญญาจ่ายแน่
[1] สุราดีย่อมไม่กลัวตรอกลึก เป็สำนวนจีนที่หมายถึง ต่อให้สุราดีจะอยู่ในตรอกลึก คนก็จะได้กลิ่นแล้วตามหาเพื่อลิ้มรสอยู่ดี
