เมื่อในรถเทียมล่อไม่มีคนป่วยจึงมีพื้นที่ให้เจินเจินซึ่งตื่นั้แ่เช้าได้ลงไปนอน ครั้นตื่นมาอีกทีก็พบว่ามาถึงในเมืองแล้ว เวลานี้เองที่ท้องของนางส่งเสียงร้องโครกครากออกมา
“พวกเราไปหาอะไรกินกันก่อนเถิด” กู่ซื่อเลิกม่านขึ้นบอกกล่าวแก่กู้ซิ่วไฉและหยวนเหล่าเอ้อร์
“ดีเหมือนกัน” ยามนี้เลยเวลาเที่ยงมาแล้ว ร้านขายอาหารเล็กๆ ข้างทางล้วนปิดหมดแล้ว มีแค่หอสุราใหญ่ๆ เท่านั้นที่ยังคงเปิดให้ลูกค้าเข้าไปกินอาหาร
กู้ซิ่วไฉบอกให้หยวนเหล่าเอ้อร์ขับรถเทียมล่อไปจอดหน้าหอสุราแห่งหนึ่ง เสี่ยวเอ้อร์ของหอสุราเห็นมีรถเทียมล่อมาจอดพลันรีบออกมาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น หยวนเหล่าเอ้อร์เห็นหอสุราแล้วใบหน้าเปลี่ยนเป็ไม่ดีนัก กระซิบพูดกับกู้ซิ่วไฉ “พวกเราเปลี่ยนไปกินที่อื่นดีหรือไม่ ที่นี่ราคาน่าจะแพง ข้าไม่ได้พกเงินมา”
“ไม่ต้องห่วง ข้าเลี้ยงเอง” กู้ซิ่วไฉยิ้มกล่าว
หยวนเหล่าเอ้อร์ส่งสายบังคับรถให้แก่เสี่ยวเอ้อร์ ยิ้มพลางเอ่ยว่า “จะได้อย่างไรกัน” ก่อนจะช่วยกู้อวี้ซึ่งนั่งบนรถเข็นลงมา และรับตัวเจินเจินที่กู่ซื่ออุ้มอยู่มาอุ้มไว้เอง ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในหอสุราเป็คนแรก
เมื่อเลือกที่นั่งเหมาะๆ ได้ก็นั่งลง แล้วหันไปเอ่ยกับเสี่ยวเอ้อร์ว่า “เอาอาหารขึ้นชื่อของที่นี่มาสักสามสี่อย่าง แล้วก็เอาขนมสักสองสามจานมาให้พวกเรารองท้องก่อนด้วย”
เสี่ยวเอ้อร์มิกล้ารับคำ เพราะก่อนหน้านี้ลูกค้าท่านนี้ยังพูดอยู่เลยว่าตัวเองไม่ได้พกเงินมา เลยหันไปหาลูกค้าซึ่งเดินตามมาด้านหลังอย่างขอคำยืนยัน
“ไปนำมาเถิด” กู้ซิ่วไฉกล่าว ก่อนจะหันไปเอ่ยถามหยวนเหล่าเอ้อร์ “ฉินเจียกง ้าสุราสักไหด้วยหรือไม่”
หยวนเหล่าเอ้อร์สั่นศีรษะ “ไม่ ข้าไม่ดื่ม ดื่มแล้วปากจะเหม็น ตัวก็มีแต่กลิ่นสุรา บุตรสาวข้าไม่ชอบ”
กฎข้อแรกของการกินข้าวนิ่มคือ อย่ากระทำสิ่งที่ผู้เลี้ยงดูอย่างบุตรสาวรังเกียจ
ครั้นขนมถูกยกมาวางบนโต๊ะ เจินเจินยื่นมือออกไปหมายจะหยิบหนึ่งชิ้นเข้าปาก กลับถูกกู้อวี้ใช้ตะเกียบตีที่มือไม่แรงนัก “หากยังไม่ล้างมือก็ห้ามจับของกิน”
หยวนเหล่าเอ้อร์ที่ยื่นมือออกไปหมายจะหยิบหนึ่งชิ้นเข้าปากเช่นกันมีอันต้องชะงักไป ก่อนจะยิ้มแหยแล้วชักมือกลับ มองของกินเล่นบนโต๊ะตาละห้อยเช่นเดียวกับบุตรสาว
“รบกวนไปนำน้ำสะอาดมาให้พวกเราล้างมือที” กู้อวี้หันไปเอ่ยกับเสี่ยวเอ้อร์ เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มรับคำพร้อมกับรีบไปนำมาให้ ขณะที่ในใจคิดว่า ลูกค้ากลุ่มนี้แม้จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าธรรมดา ทว่ากลับพิถีพิถันในการกินมิใช่น้อย
เจินเจินจ้องมองขนมบนโต๊ะพร้อมกับลอบกลืนน้ำลาย กู่ซื่อเห็นแล้วก็ใจอ่อน ใช้ตะเกียบคีบขนมชิ้นหนึ่งป้อนใส่ปากให้ กู้อวี้เห็นแล้วก็มิได้กล่าวคำใด เพียงแค่ยกยิ้มมุมปากเท่านั้น
เจินเจินอ้าปากรับขนมเข้าไปเคี้ยวพร้อมกับยิ้มปลื้มปริ่ม ขนมนี้อร่อยเหลือเกิน!
หยวนเหล่าเอ้อร์คิดในใจ ไฉนถึงไม่มีผู้ใดป้อนเขาบ้างนะ จากนั้นจึงหันไปมองกู้ซิ่วไฉตาละห้อย หากดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจเจตนาในแววตาที่สื่อไป เอ่ยว่า “เจินเจินยังเด็ก นางคงหิวจนทนไม่ไหว ขอท่านอย่าถือสา”
เขาฟังแล้วก็ก้มหน้าคอตกอย่างเศร้าใจ
หลังจากเสี่ยวเอ้อร์ยกกะละมังใส่น้ำมาให้ กู่ซื่อช่วยล้างมือให้เจินเจินก่อนเป็คนแรก จากนั้นทุกคนถึงค่อยล้างต่อ คนสุดท้ายคือหยวนเหล่าเอ้อร์ พอล้างเสร็จน้ำในกะละมังกลายเป็สีดำในทันที
“แฮะๆ” หยวนเหล่าเอ้อร์ยิ้มประดักประเดิดกล่าวว่า “ข้าบังคับรถเทียมล่อมาตลอดทางมือเลยสกปรก…” กล่าวจบยื่นมือไปหยิบขนมชิ้นหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย
กู้อวี้มองการกระทำทั้งหมดนี้พร้อมกับคิดในใจ เขาทราบแล้วว่าเหตุใดเจินเจินถึงปล่อยให้เนื้อตัวสกปรกเลอะเทอะทุกวัน เลยตั้งปณิธานในใจว่าจะต้องให้เด็กหญิงอยู่ที่บ้านสกุลกู้ต่อให้จงได้ ไม่ใช่เป็เพราะว่าเขาตัดใจจากนางไม่ลง หากเป็เพราะเขาเป็ห่วงกลัวว่าอีกฝ่ายจะเสียคนต่างหาก
ภายในหอสุราเวลานี้มีลูกค้าไม่มาก อาหารจึงถูกยกมาวางไว้บนโต๊ะหลังจากที่สั่งไปเพียงไม่นาน อาหารขึ้นชื่อของที่นี่รสชาติไม่เลว โดยเฉพาะเนื้อหมูสามชั้นผัด เนื้อหมูถูกหั่นเป็ชิ้นไม่เล็กไม่ใหญ่ ครั้นป้อนเข้าปากแล้วใช้ฟันกัด น้ำมันจากหมูพลันกระจายไปทั่วโพรงปาก เป็อาหารที่กินแล้วทำให้รู้สึกมีความสุขเหลือเกิน
แน่นอนว่านี่คือความคิดของหยวนเหล่าเอ้อร์และเจินเจินแค่เพียงสองคนเท่านั้น ทั้งคู่กินจนปากมันแผล็บ
สกุลกู้ทั้งสามไม่ค่อยขยับตะเกียบ ทำให้อาหารมื้อนี้นับว่าสองพ่อลูกสกุลหยวนเป็ฝ่ายได้เปรียบ ทั้งคู่กินอย่างเอร็ดอร่อย ครั้นกินอิ่มก็ยกน้ำชาขึ้นดื่ม จากนั้นจึงใช้มือลูบท้องที่นูนขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับส่งเสียงเรอออกมา
กู้ซิ่วไฉเรียกให้เสี่ยวเอ้อร์มาคิดเงิน ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินออกจากหอสุรา จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังโรงหมอจี้เหรินถัง ซึ่งเป็โรงหมอที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ หมอจ้าวของโรงหมอแห่งนี้เชี่ยวชาญในการรักษาอาการาเ็เนื่องจากอุบัติเหตุ โดยผู้ดูแลเหยาของโรงหมอไป๋เฉ่าถังเป็ผู้แนะนำมา
ครั้นทั้งหมดเดินเข้าไปในโรงหมอ และยื่นจดหมายจากผู้ดูแลเหยาให้แก่หมอจ้าว หมอจ้าวจึงบอกให้กู้อวี้ไปที่ห้องด้านหลังเพื่อจะได้ทำการตรวจรักษาให้ในทันที
กู้ซิ่วไฉยืนรออยู่ในห้องโถงของโรงหมออย่างร้อนใจ ไม่นานต่อมาบุตรชายกับหมอจ้าวก็เดินออกมาจากห้องด้านหลัง หมอจ้าวมองสบกับสายตาคาดหวังของทุกคน ก่อนจะส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “ขาของเขามิอาจรักษาให้หายได้แล้ว”
ใบหน้าคาดหวังของทุกคนแปรเปลี่ยนเป็ผิดหวังในทันใด เจินเจินวิ่งเข้าไปจับมือกู้อวี้ด้วยสีหน้าจริงจังจริงใจ “พี่ชาย ไม่เป็ไร ไม่ต้องกลัว ข้าจะเลี้ยงท่านเอง”
ประโยคนี้ทำให้หมอจ้าวรวมถึงผู้ไข้คนอื่นที่อยู่ในโรงหมอหลุดหัวเราะออกมา เด็กหญิงผู้นี้ช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน
กู่ซื่อกับกู้ซิ่วไฉถึงกับหัวเราะอย่างเอ็นดูออกมาเช่นกัน มีเพียงแค่หยวนเหล่าเอ้อร์ที่กล่าวอย่างน้อยอกน้อยใจ “แล้วพ่อเล่า เ้าจะไม่เลี้ยงพ่อหรือ”
“ท่านพ่อมีท่านแม่อยู่แล้วมิใช่หรือ” เจินเจินเอ่ยออกไป ประหนึ่งว่าเื่นี้เป็เื่ธรรมดา มิใช่เื่แปลกอันใด
กู้อวี้มองสองพ่อลูกอย่างนิ่งงัน เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ ที่เจินเจินเป็เช่นนี้เพราะได้ท่านอารองหยวนสอนมานั่นเอง
ทุกคนนึกว่าทั้งคู่แค่เพียงพูดจาหยอกล้อกันเท่านั้น ต่างหัวเราะออกมาอย่างไม่คิดมาก มีเพียงแค่กู้อวี้คนเดียวที่ทราบว่าหยวนเหล่าเอ้อร์พูดออกมาจากความรู้สึกจริงๆ
“พวกเราไปกันเถิด” กู้อวี้เอ่ยคำ สีหน้ามีแต่ความเรียบเฉยไม่เบิกบาน ทุกคนเห็นแล้วนึกว่าเป็เพราะเื่ขาจึงรีบหุบยิ้ม โดยไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่า เหตุผลที่ชายหนุ่มอารมณ์ไม่ดีเป็เพราะเื่ที่หยวนเหล่าเอ้อร์้าให้เจินเจินที่เพิ่งจะอายุแค่สี่ขวบเลี้ยงดูต่างหาก หาใช่เื่ขาที่รักษาไม่ได้ไม่
“พวกเราลองไปให้ท่านหมอที่โรงหมอแห่งอื่นตรวจดูดีหรือไม่” ครั้นเดินออกมาจากโรงหมอ กู้ซิ่วไฉเอ่ยถามบุตรชายอย่างระมัดระวัง
กู้อวี้ตอบรับเพียงคำเดียว “อืม” หากเพียงแค่นี้ก็ทำให้กู้ซิ่วไฉต้องรู้สึกประหลาดใจแล้ว เขานึกว่าบุตรชายจะปฏิเสธเสียอีก
คนทั้งหมดจึงมุ่งหน้าไปยังโรงหมอไป๋จี้ถัง หลังจากนั้นก็ไปโรงหมอไป๋จี้ถัง ต่อด้วยโรงหมอซิ่งหลินถัง และโรงหมอฮุ่ยเหรินถัง แต่ไม่ว่าจะไปหาหมอคนใด หรือโรงหมอใดล้วนบอกเป็เสียงเดียวกันว่า ขาของกู้อวี้หมดหนทางในการรักษาให้หายแล้ว ทั้งหมดเข้าออกโรงหมอที่มีในเมืองตลอดทั้งบ่าย จนบัดนี้ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนเป็สีส้มในอีกไม่ช้า
“พวกเราพักที่นี่สักคืนดีหรือไม่” กู้ซิ่วไฉเสนอ ด้วยกลัวว่าหากเดินทางกลับกลางค่ำกลางคืนจะไม่ปลอดภัย
ทว่าหยวนเหล่าเอ้อร์กลับส่ายหน้า “เช่นนั้นได้เปลืองเงินแย่ ฉินเจียกง ท่านไม่ต้องเป็ห่วง มีข้าอยู่ทั้งคน” หยวนเหล่าเอ้อร์ไปเอาความมั่นใจนี้มาจากที่ใด มาจากบุตรสาวอย่างไรเล่า
และอีกเหตุผลที่เขาอยากรีบกลับก็คือ เขาซ่อนเงินเอาไว้ในบ้านจึงไม่วางใจหากต้องนอนที่อื่น จึง้ารีบกลับไปนอนที่บ้านเท่านั้นจึงจะรู้สึกอุ่นใจ
หยวนเหล่าเอ้อร์บังคับรถเทียมล่อให้วิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็สามารถออกจากในเมืองยามตะวันคล้อยได้ โดยในเกวียนเต็มไปด้วยข้าวของมากมายซึ่งกู่ซื่อใช้เวลายามที่บุตรชายเข้าพบหมอไปซื้อหามา เนื่องจากในรถมีข้าวของวางจนเต็ม นางจึงต้องอุ้มเจินเจินไปวางบนตักบุตรชาย จะได้มีที่นั่งเพียงพอให้นางหย่อนก้นนั่ง
หากเป็สถานการณ์ปกติกู้อวี้คงจะคัดค้านไปแล้ว ทว่านี่ไม่ใช่ เจินเจินซึ่งนั่งอยู่บนตักคุยจ้อไปตลอดทางไม่ยอมหยุด คุยไปคุยมาหนังตาเริ่มหย่อน ในที่สุดก็หลับคาอกของกู้อวี้ เด็กหนุ่มกลัวอีกฝ่ายจะร่วงลงไปจึงใช้สองมือโอบตัวนางเอาไว้
เจินเจินในเวลานี้นั่งขดตัวเป็ก้อนกลมซุกอยู่ในอ้อมกอดของกู้อวี้ประหนึ่งแมวน้อยขี้เซา ทั้งยังเอาหัวถูไถที่ซอกคอของชายหนุ่มไปมา คล้ายกับกำลังหาที่เหมาะๆ สบายๆ กู้อวี้จึงจับศีรษะของเจินเจินให้พิงมาที่แขนของตน ขณะที่ตัวเองก็ยังคงกอดนางเอาไว้เช่นนั้น
