“ท่านอาจารย์หยุนเหมี่ยว โปรดใจเย็นก่อน!”
อาจารย์หยุนเหมี่ยวนั้นโกรธง่ายมาั้แ่ไหนแต่ไร หลายคนในทีมัจึงรู้สึกตึงเครียด
แม้ต้วนเหรินจะพูดอย่างไร นางก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แสงของกระบี่วาดลวดลายเป็สายรุ้งสีขาวเข้าด้วยกันแล้วพุ่งตรงไปยังคอของหยางเฉิน!
นาง้าชีวิตของเขา!
หยางเฉินยิ้มขึ้นอย่างขมขื่น เขาไม่คิดว่าหัวใจของหญิงนางนี้นอกจากจะไม่เย็นลงแล้ว ยังใช้กระบี่คุกคามเขาอีก เขาไม่ได้กังวลอะไร เพียงแค่ะโหลบไปทางขวาหนึ่งก้าว เข้าไปในจุดที่ทุกคนไม่คาดคิด เขาหลบหยุนเหมี่ยวแล้วพุ่งตามไปอย่างรวดเร็วที่ด้านหลังของนาง
กระบี่ของหยุนเหมี่ยวพลาดเป้า นางหมุนตัวกลับมาทันทีและเห็นหยางเฉินยืนอยู่ใกล้กับศิษย์รักของนาง
แม่ชีน้อยลืมตาที่ใสกระจ่างและดูเฉลียวฉลาดขึ้นมา มันเต็มไปด้วยความขี้อายและหวาดกลัวอยู่หลายส่วน หยางเฉินจ้องมองอย่างตั้งใจไปที่ใบหน้าอันงดงามอย่างลุ่มหลง เืในกายของเขาสูบฉีดขึ้นมาอีกครั้ง
“ท่านผู้ใจบุญ...” แม่ชีน้อยพูดออกมาเบาๆ ด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย
หยางเฉินรู้สึกสนใจเป็อย่างมาก แม่ชีน้อยนางนี้ดูเหมือนกับแกะน้อยบริสุทธิ์หรือหยกอันงดงามจากบนยอดสุดสู่ด้านล่าง เธอเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายที่หอมหวน
“แม่ชีน้อย ปีนี้อายุเท่าไรแล้ว เคยมีความรักบ้างรึยัง?” หยางเฉินอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อแม่ชีน้อยที่น่ารักคนนี้
“หา?” แม่ชีน้อยไม่เข้าใจสิ่งที่หยางเฉินพูดมาั้แ่ต้น นางกะพริบตาไปมาอย่างสับสน
อาจารย์หยุนเหมี่ยวเห็นดังนั้นก็โกรธจนใบหน้าแดงก่ำ “เ้ากล้าลวนลามศิษย์ข้าอย่างงั้นเรอะ?”
จากนั้นอาจารย์หยุนเหมี่ยวจึงเริ่มกวัดแกว่งกระบี่อีกครั้ง ทว่าครั้งนี้แสงของกระบี่รวดเร็วและดุร้ายกว่าครั้งก่อนมาก!
หยางเฉินไม่โง่ถึงขนาดยืนนิ่งให้โดนฟัน เขาเคลื่อนย้ายตัวเองหลบออกมานอกค่ายทหาร หลบหลีกคมกระบี่เ่าั้จนได้ยินเสียงอากาศถูกฉีกออกไล่ตามมาด้านหลัง
อาจารย์หยุนเหมี่ยวยังคงใช้กระบี่ไล่ฟันอย่างต่อเนื่องด้วยคมดาบอันแข็งแกร่งทำให้เต็นท์ทหารหลายเต็นท์ถูกทำลาย!
แต่แม่ชี้น้อยยังคงจ้องมองอาจารย์ของตนไล่ล่าชายแปลกประหลาดผู้นี้ไปทุกที่อย่างตกตะลึง นางรู้สึกถึงลางไม่ดีและเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ
“ไอ้บ้ากาม! เ้ามีดีแค่วิ่งหนีเรอะ!”
นางค้นพบว่าแม้นางจะฟันไปหลายสิบครั้งแต่กลับไม่ถูกหยางเฉินเลยแม้แต่ครั้งเดียว หยุนเหมี่ยวหยุดกระบี่ของตนแล้วก่อเกิดความสงสัยขึ้นมา
หยางเฉินหยุดฝีเท้าของตนแล้วคลี่ยิ้มก่อนกล่าวขึ้นว่า “กระบวนท่าที่สืบทอดมาจากเขาฉู่ซานช่างยอดเยี่ยม สมแล้วที่เป็ผู้สืบทอดของยอดนักดาบ ผมคงไม่มั่นใจนักหากจะสู้กัน การหนีเป็ทางออกที่ดีที่สุดแล้ว!”
“หึ! ถ้าเ้ากล้าก็ไม่จำเป็ต้องไล่จับกันขนาดนี้!” หยุนเหมี่ยวเก็บกระบี่ของตน นางดูพอใจเล็กน้อย “เ้ารู้ว่าวิชาดาบของข้าสืบทอดมาจากเขาฉู่ซาน แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาทะเลาะกัน เมื่อเราจัดการเื่สำคัญนี่จบแล้ว ข้าจะมาคิดบัญชีกับเ้าอีกครั้ง!”
ทีมัหลายคนรู้สึกผ่อนคลาย แม้ว่าหยุนเหมี่ยวจะอยู่ในกลุ่มแปดพิสดาร แต่ความเป็จริงในกลุ่มกองพลน้อยเหยียนหวง นางก็ยังมีคุณสมบัติที่จะเป็ผู้าุโสูงสุด พวกเขาไม่กล้าแม้กระทั่งจะไปกระตุกคิ้วนางด้วยซ้ำ
“ขอบคุณท่านอาจารย์หยุนเหมี่ยวที่ช่างใจกว้าง มาพูดถึงเื่ของเรากันดีกว่า” ต้วนเหรินยิ้มอย่างขมขื่น
หยุนเหมี่ยวพยักหน้า แล้วจึงกวักมือเรียกแม่ชีน้อยให้ไปหานาง “ฮุ่ยหลินมาหาอาจารย์ อย่าได้ไปอยู่ใกล้ตัวบ้ากามนั่น!”
“แม่ชีน้อยชื่อฮุ่ยหลินงั้นหรือ?” หยางเฉินเอ่ยถามพลางเหลือบมองแม่ชีน้อยด้วยความสงสัย
แม่ชีน้อยฮุ่ยหลินไม่กล้าแม้แต่จะสบตาหยางเฉิน เธอวิ่งไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังหยุนเหมี่ยวคล้ายลูกแมวตัวน้อย
ในใจของหยางเฉินตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดขึ้นมา นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นแม่ชีจีนตัวเป็ๆ! ดังนั้นเขาจึงรู้สึกสนใจและค่อนข้างกระตือรือร้นกับเื่นี้
“แม่นางฮุ่ยหลินเป็ศิษย์สืบทอดของอาจารย์หยุนเหมี่ยวครับท่านเฮดีส” ต้วนเหรินบอกกับหยางเฉิน
หยางเฉินโบกมือไปมา “ผมรู้แล้ว คุณควรเริ่มพูดเื่ที่มีสาระได้แล้ว ฟ้ากำลังจะสว่าง ลามะหัวโล้นพวกนั้นต้องเริ่มออกเดินทางอย่างแน่นอน”
หยุนเหมี่ยวขมวดคิ้วทันที “หัวโล้นเลี่ยน!? แม้แต่ตันเซิงก็เป็หนึ่งในสี่ลามะแห่งนิกายมหายาน พวกนั้นขึ้นชื่อเื่กระบวนยุทธ์อันแปลกประหลาดที่สามารถทำให้คนอย่างเขาได้แต่วิ่งหนี แล้วทำไมตัวบ้ากามเช่นเ้าถึงกล้าดูิ่คนของศาสนาเรากัน!?”
หยางเฉินยิ้มอย่างอายๆ ก่อนจะเงียบลงทันที เขาไม่คิดว่าเพียงพูดแค่นี้จะทำให้แม่ชีเฒ่าโกรธเป็ฟืนเป็ไฟไปได้
หลังจากนั้น แม่ชีน้อยฮุ่ยหลินก็ค่อยๆ โผล่ศีรษะออกมาจากข้างหลังของอาจารย์นาง จ้องมองไปยังหยางเฉิน คล้ายกับเด็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็นแต่ยังคงหวาดกลัวหยางเฉินอยู่ส่วนหนึ่ง
ต้วนหรินเห็นสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงแล้ว เขาจึงเริ่มที่จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการครั้งนี้
ต้วนเหรินชี้นิ้วไปยังแผนที่เขาเริ่มอธิบาย “จุดที่พวกเราอยู่นั้นอยู่เหนือหุบเขา ลงไปข้างล่างจะเป็ที่ราบลุ่มแม่น้ำเล็กๆ วัดัขดโบราณอยู่ตรงทางใต้ของที่ราบเล็กๆ นี่ ลามะตันเซิง้าที่จะออกไปจากวัดซึ่งมันต้องใช้เฮลิคอปเตอร์บินผ่านไปทางตะวันออกของหุบเขา ซึ่งถ้าพวกมันผ่านไปได้มันก็จะใช้เวลาไม่นานที่จะออกไปจากประเทศนี้ มีพวกทหารอินเดียรอรับพวกมันจากที่ชายแดน เราต้องสกัดพวกมันก่อนที่มันจะผ่านไปได้”
“หรืออีกความหมายก็คือ เราต้องหยุดพวกมันที่หมู่บ้านในหุบเขาแล้วชิงเอาสังขารพระไวยโรจนะคืนมา” อาจารย์หยุนเหมี่ยวกล่าว
“เป็ไปตามนั้น” ต้วนเหรินพยักหน้า ก่อนหันไปทางไห่เซี่ยวที่ไม่พูดจา “มีข่าวจากพวกบลูสตอร์มบ้างหรือไม่?”
ไห่เซี่ยวพยักหน้าเบาๆ “จากที่พวกเราได้ข่าวมา พวกเขายังคงแทรกซึมอยู่ที่ชายแดนของเรา ด้วยเทคโนโลยีบางอย่าง ทำให้พวกเขาเล็ดลอดจากเรดาร์ตรวจจับของพวกเราไปได้”
“การใช้เรดาร์ค้นหานั้นยากและแทบเป็ไปไม่ได้ นอกเสียจากว่าพวกมันจะ้าให้เรารู้ตำแหน่งของพวกมัน” เย่จื่อกล่าว
“เหอๆ เดี๋ยวพวกมันก็โผล่หัวออกมาเองนั่นแหละ” เทียนหลงพูดอย่างดูถูกพร้อมกับเกามือตัวเอง
ไม่มีใครสนใจว่าเทียนหลงพูดอะไร ต้วนเหรินกล่าวต่อทันที “ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกมันจะอยู่ที่วัดัขดโบราณหรือมันจะใช้เฮลิคอปเตอร์บินผ่านหุบเขา สำคัญที่ว่าเราต้องป้องกันไม่ให้พวกมันผ่านไปได้”
ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างเงียบงัน เส้นทางและแผนรับมือถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว
หยางเฉินยืนขึ้นต่อหน้าทุกคนก่อนยกมือขึ้นถาม “ขอแทรกหน่อยนะครับ พวกคุณมั่นใจแค่ไหนว่าพวกบลูสตอร์มมากันแค่สามคน?”
“ข่าวสารนี้มาจากสำนักงานใหญ่ของเราเองครับ” ต้วนเหรินตอบอย่างตรงไปตรงมา
“คุณมั่นใจหรือว่าพวกเขาจะไม่ได้ติดตามลามะเ่าั้ไป?” หยางเฉินยังคงถามคำถามกับต้วนเหริน
ต้วนเหรินนิ่วหน้าลงกล่าวว่า “ท่านเฮดีส... โปรดอย่าได้สงสัยในข้อมูลของผม ผมได้รับมาจากศูนย์บัญชาการใหญ่ด้วยตัวเอง พวกเราปิดกั้นน่านฟ้าของูเาทั้งลูกไว้แล้ว ต่อให้เป็นกสักตัวก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของเราไปได้!”
“นี่เ้าหนู นายช่างไม่เข้าใจอะไรเลย หยุดพูดเหลวไหลเถอะ พวกเราต้องพูดถึงเื่ปฏิบัติการครั้งนี้ให้เข้าใจนะ จะขัดคอกันไปทำไม" หัวเป่ากล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก
หยางเฉินยิ้มอย่างอายๆ ขึ้นมาแล้วจึงหยุดถาม แต่ภายในดวงตาของเขายังเต็มไปด้วยความข้องใจอยู่รางๆ
เพื่อที่จะทำตามแผนการอย่างรัดกุม หัวเป่าจะเป็คนนำ เขามีความรับผิดชอบเป็ธรรมชาติอยู่แล้วจากการที่เคยเป็ผู้นำหน่วยทหารเก่า โดยจะรับหน้าที่เป็คนโจมตีแบบฉับพลันให้พวกนั้นไม่ทันตั้งตัว แต่ในด้านการต่อสู้ระยะประชิดนั้นเทียนหลง กวงเฟิงและต้าเจี่ยวจะเป็คนรับหน้าที่โจมตีจากด้านข้าง เพียงแค่เทียนหลงก็แข็งแกร่งกว่าลามะพวกนั้นแล้ว ส่วนกวงเฟิงและต้าเจี่ยวจะทำหน้าที่เบี่ยงเบนความสนใจ ไปให้เย่หลางที่เป็มือสไนเปอร์ยุทธศาสตร์ที่อยู่บนหน้าผา ซึ่งจะช่วยให้เราได้เปรียบศัตรูขึ้นทันที
“ท่านอาจารย์หยุนเหมี่ยวและเย่จื่อ รวมทั้งไห่เซี่ยวจะช่วยกันทำการปิดล้อมูเาเอาไว้หากเกิดสถานการณ์เหนือความคาดหมายขึ้นมา” ต้วนเหรินกล่าว
“และคนสุดท้ายคือท่าน หยางเฉิน" ต้วนเหรินพูดตรงไปตรงมา "เมื่อพวกบลูสตร์อมมาตามกำหนด ถ้าหากพวกเขาคิดจะช่วยเหลือตันเซิง หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านเฮดีสครับ ผมเชื่อว่าจากการที่ท่านทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับองค์กรต่างประเทศมานานและยังเป็ผู้ก่อตั้งซีโร่กลุ่มใหม่อีก เพราะฉะนั้นประสบการณ์ของท่านเป็สิ่งจำเป็ที่สุด!”
ความหมายก็คือสมาชิกกลุ่มันั้นจะเคารพการตัดสินใจของหยางเฉินในทุกๆ เื่!
“เ้าคนขี้ขลาดที่ดีแต่หนีเนี่ยนะ? ข้าว่าต้วนเหรินคงจะมองคนผิดแล้วล่ะ” หยุนเหมี่ยวดูถูกก่อนยิ้มขึ้นมา
“เฮ้ๆ แต่เขาวิ่งหนีได้เร็วนะ” เทียนหลงมองไปยังหยางเฉินก่อนพูด “หลังจากจบเื่นี้แล้วเ้าต้องมาสู้กับข้า คอยดูเถอะเมื่อเจอกับวิชาของข้า เ้าจะรู้ว่าการวิ่งหากจุกตูดจะเป็ทางที่ดีที่สุด!”
หยางเฉินแสดงสีหน้าอย่างเบื่อหน่าย “เฮ้ ให้ผมเปลี่ยนที่ไม่ได้เหรอ ผมยิงปืนเก่งนะ ขอแลกที่กับเย่หลางก็ได้ เดี๋ยวผมจะเป็คนซุ่มโจมตีเอง”
“ไม่มีการเปลี่ยนที่อะไรทั้งนั้น ผมเป็สไนเปอร์ที่เก่งที่สุดอยู่แล้ว” เย่หลางปฏิเสธทันที
“ทำงานให้รัดกุมล่ะ แล้วก็อย่าไปคุยกับเฮดีสให้มากนัก คุยกับเขารังแต่จะมีปัญหาให้ปวดหัว” ต้วนเหรินคิดถึงข้อสรุปที่จะเป็ชัยชนะของพวกเขา
เพราะระหว่างการเตรียมการลงไปข้างล่าง คนของเขาต่างอดใจไม่ไหวที่จะลงสู่สนามรบพร้อมกับตรวจสอบอุปกรณ์ยุทธวิธีทั้งหลายแหล่ และเริ่มทำการแจกจ่ายอาวุธให้กับทุกคนในค่าย
หยางเฉินนั่งอยู่ในเต็นท์ใหญ่ของค่าย พูดคุยกับอาจารย์หยุนเหมี่ยว โดยฮุ่ยหลินนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ นาง ในที่ที่น่าเบื่อเช่นนี้ การมีแม่ชีน้อยผู้น่ารักอยู่ช่วยให้ที่แห่งนี้ดูสดใสขึ้นมาบ้าง
ฮุ่ยหลินมองไปที่หยางเฉินก่อนค่อยๆ หน้าแดงขึ้นมาเป็บางครั้ง จนหยุนเหมี่ยวต้องเอากระบี่มาขวางระหว่างเขากับลูกศิษย์นาง
“เ้าคนเลวนี่...”
ต่อมาไม่นานเย่จื่อเข้ามาในเต็นท์พร้อมถือแก้วน้ำที่มีไอน้ำพวยพุ่งออกมา เดินตรงเข้าไปหาหยางเฉิน
“หยางเฉิน ไม่สิ ท่านเฮดีส ดื่มน้ำก่อนเถิด” เย่จื่อกล่าว
"ขอบคุณ" หยางเฉินรับแก้วอย่างเป็ธรรมชาติ เมื่อเขากำลังจะดื่มก็ยิ้มขึ้นมา “คงไม่มียาพิษอยู่ใช่มั้ย?”
เย่จื่อหน้างอ เม้มริมฝีปากเบาๆ ก่อนกล่าว “วางใจเถอะค่ะ ยาพิษไม่อาจทำอะไรท่านได้ไม่ใช่เหรอคะ?”
“เฮ้ มันก็เหมือนกับสารเคมีในการเกษตรที่เกษตรกรใช่นั่นแหละ กินมากไปมันก็ไม่ดีใช่มั้ยล่ะ ถึงพิษจะไม่มีผลกับผมแต่มันก็ไม่ดีต่อร่างกายเช่นกัน กินน้อยๆ นั่นแหละดีแล้ว” หยางเฉินพูดก่อนค่อยๆ ยกแก้วดื่มน้ำร้อนลงไป
เย่จื่อเม้มริมฝีปาก “แน่นอนว่าท่านต้องเกลียดฉัน เกลียดมากๆ ด้วย ตอนแรกฉันจะปฏิเสธงานนี้ การทำร้ายคนบริสุทธิ์ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ แต่แผนของหัวหน้าต้วนเหรินนั้นกระชั้นชิดมาก ถ้าฉันไม่ทำงานร่วมกับพวกเขามันจะไม่ยุติธรรมต่อเพื่อนร่วมทีมทุกคน”
“ผมไม่ได้เกลียดคุณหรอกเพียงแต่ผมไม่ชอบต้วนเหรินเท่านั้น เขาพูดได้น่าเบื่อจริงๆ” หยางเฉินเลียริมฝีปากตนเอง
เย่จื่อคลี่ยิ้มออกมา “หัวหน้ามักจะพูดเป็ทางการอยู่เสมอ เขากลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมาหากประมาท การพูดแบบทางการจึงเป็เื่ปกติสำหรับเขา ท่านเฮดีสโปรดพักผ่อนเถอะ ฉันขอลาล่ะ”
โดยที่ไม่รอให้เย่จื่อออกไป หยางเฉินจับแขนเธอให้หันมาก่อนจะพูด “เรียกผมว่าพี่หยางเถอะ ผมไม่คุ้นเวลาที่เธอพูดด้วยคำพูดเ่าั้”
เย่จื่อเร่งฝีเท้าของเธอก่อนหันมาหาหยางเฉินดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความดีใจ แล้วก้มหัวน้อยๆ ของเธอไปทางหยางเฉิน ก่อนจะเรียกเขาว่า
“พี่... หยาง”
หยางเฉินมองไปยังเย่จื่อที่วิ่งออกไปด้วยความสุข เขารู้สึกสบายใจมากขึ้นหลังจากที่ได้พูดคุยกับเธอ แน่นอนว่าเย่จื่อนั้นเ็ปที่จะต้องหลอกลวงเขา แน่นอนว่าเด็กสาวก็ยังคงเป็เด็กอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะฝึกการเป็สายลับมาอย่างไรเธอก็ยังอ่อนต่อโลกอยู่ดี
หยางเฉินกลับมานั่งข้างหน้าอาจารย์หยุนเหมี่ยว ก่อนที่เขาจะได้พูด หยุนเหมี่ยวก็เปิดเปลือกตาขึ้นเสียก่อน และกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ไปพลอดรักมากับเด็กสาวมางั้นหรือ เป็อย่างไรบ้างล่ะ” เธอคิดอย่างแน่ใจว่าหยางเฉินจะต้องล่อให้เย่จื่อเข้ามาติดกับของเขาแน่ๆ
หยางเฉินไม่เข้าใจว่าแม่ชีคนนี้พูดถึงเื่อะไร เขามองเธออย่างเย่อหยิ่งก่อนพูด
“พลอดรัก? ผมก็ว่าจะพลอดรักกับผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานด้วยเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นคุณไง ท่านอาจารย์”
