ฟู่ถิงเย่แทบจะโยนเสื้อผ้าที่นางถอดทิ้งไว้ลงบนเตียงอย่างแรง
“ใส่!” เขามองนางตาขวาง
หวาชิงเสวี่ย “...”
ที่จริงนางรู้สึกว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด ในวันที่อากาศร้อนจัด การปิดประตูห้องแล้วสวมเพียงเสื้อท่อนบนกับกางเกงขาสั้นเพื่อนอนกลางวัน มันมีอะไรผิดตรงไหนหรือ? แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฟู่ถิงเย่ นางรู้สึกว่าแม้ตนจะมีเหตุผลก็กลับกลายเป็ไร้ข้อโต้แย้งอย่างน่าประหลาด จึงคว้าเสื้อผ้ามาสวมเงียบๆ ...
ฟู่ถิงเย่หันหลังให้ ไม่ได้มองนาง
หวาชิงเสวี่ยสวมเสื้อผ้าไปพลางบ่นพึมพำอย่างอดไม่ได้ “ข้าเห็นสตรีแคว้นหนานจ้าวล้วนสวมใส่ชุดแขนสั้น ทั้งยังเผยเอวอีกต่างหาก...”
“เ้าเป็ชาวหนานจ้าวหรือ?!” ฟู่ถิงเย่หันกลับมาถลึงตาใส่นาง
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกน้อยใจ “แต่ข้าก็ไม่ใช่ชาวฉีนะเ้าคะ...”
ฟู่ถิงเย่ถึงกับพูดไม่ออก หลังจากนั้นก็พูดอย่างเกรี้ยวกราด “อีกไม่นานก็ใช่แล้ว!”
หวาชิงเสวี่ยติดกระดุมเม็ดสุดท้ายเงียบๆ กลอกตาเล็กน้อย แล้วพึมพำเบาๆ “เช่นนั้นข้าก็ไม่อยากแต่งแล้ว...”
ฟู่ถิงเย่หันขวับกลับมา! ดวงตาสีเข้มลึกล้ำฉายความอันตรายยากจะบรรยาย เป็สีหน้าราวกับจะบอกว่าหากเ้าไม่ยอมแต่ง ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะจับเ้ากินเสียตอนนี้เลย
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะแห้งๆ “ท่านแม่ทัพ ข้าใส่เสื้อผ้าเสร็จแล้ว ท่านช่วยเขียนบางอย่างให้ข้าหน่อยได้หรือไม่เ้าคะ ข้าเขียนหนังสือช้า...”
นางยื่นมือไปดึงเขา แสดงออกว่ากำลังประจบประแจง
ฟู่ถิงเย่ก็เหมือนลาที่ชอบให้ลูบขน ท่าทางก็ผ่อนคลายขึ้นมาก เขานั่งลงที่โต๊ะอย่างวางท่า ทั้งที่ม้านั่งยาวก็กว้างขวางพอสมควร แต่พอเขานั่งลงไปกลับดูคับแคบจนรู้สึกอึดอัด
“เขียนอะไร?” เขายกพู่กันจุ่มลงในหมึก
หวาชิงเสวี่ยดึงม้านั่งตัวหนึ่งมานั่งข้างๆ เขา แล้วกล่าวว่า “วิธีการทำแก้วเ้าค่ะ ตอนที่ข้ายังจำได้ ต้องรีบเขียนมันลงไป หากไม่ทำเช่นนี้กลัวว่าต่อไปจะลืม”
ฟู่ถิงเย่มองนางอย่างด้วยความประหลาดใจ เขาคงจะรู้สึกแปลกๆ เพราะเื่ที่จำได้แล้ว มันจะลืมได้ง่ายๆ เชียวหรือ?
หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวออกมาทีละคำว่า “วัตถุดิบคือ ทรายควอตซ์ หินปูน แร่ฟันม้า โซดาแอช กรดบอริก และอื่นๆ ...หลังจากผสมวัตถุดิบจนเข้ากันแล้วก็นำไปผ่านการให้ความร้อนสูง จนได้เป็แก้วเหลวเนื้อสม่ำเสมอไม่มีฟอง จุดหลอมเหลวส่วนมากอยู่ที่ 1300 ถึง 1600 องศาเซลเซียส...”
“สิ่งใดคือองศาเซลเซียส?” ฟู่ถิงเย่ชะงัก แล้วเอ่ยถามนาง
“อืม เื่นั้นเอาไว้ก่อน เขียนต่อไปเถอะเ้าค่ะ”
หวาชิงเสวี่ยอ่านต่อไปตามเนื้อหาที่อยู่ในความทรงจำ อธิบายวิธีการเป่าขึ้นรูปแก้ว วิธีการดึงแก้ว และวิธีการอัดแก้วทีละอย่าง
นางยังหวาดกลัวต่อความเ็ปเมื่อครู่ จึงขยับมือนวดขมับโดยไม่รู้ตัว กลัวว่าหากใช้ความคิดมากไปหน่อย อาการปวดหัวก็จะกลับมาอีก
หลังจากฟู่ถิงเย่เขียนเสร็จ เขาก็หันมามองนาง เห็นหวาชิงเสวี่ยขมวดคิ้วพร้อมกับเอานิ้วกดหน้าผากเงียบๆ จึงถามว่า “เป็อะไรไป?”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะอุปทานหรือไม่ หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าอาการปวดหัวเริ่มกลับมาอีกครั้งแล้ว...
“ไม่มีอะไร...” หวาชิงเสวี่ยกลัวอาการปวดหัวจะกำเริบจึงไม่กล้าส่ายหน้า เพียงตอบกลับเบาๆ ว่า “คงเป็เพราะอากาศมันร้อนมากไปหน่อย เลยรู้สึกวิงเวียนเ้าค่ะ”
นางไม่สามารถอธิบายเื่ชิปให้ฟู่ถิงเย่ฟังได้ หากพูดออกมาโดยไม่คิดให้รอบคอบ อาจจะถูกเข้าใจผิดว่ากำลังเพ้อคลั่งได้ อีกอย่าง...ต่อให้พูดไป เขาก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี...
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว ยื่นมือไปแตะหน้าผาก แล้วจับชีพจรของนาง
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะ “ท่านแม่ทัพรู้วิชาแพทย์ด้วยหรือ?”
“วิชาแพทย์ข้าไม่รู้ แต่แค่จับชีพจรแบบง่ายๆ ข้าพอจะทำเป็” เขาตอบด้วยท่าทีจริงจัง หลังจากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก ตั้งหน้าตั้งตาจับชีพจรให้นางจริงๆ
หวาชิงเสวี่ยก็ไม่ได้พูดอะไรจ้องมองฟู่ถิงเย่ด้วยความสงสัย อยากจะรู้ว่าเขาจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร
“มีอาการความร้อนอบอ้าวเล็กน้อย” ครู่ต่อมา ฟู่ถิงเย่ก็ปล่อยข้อมือของนาง “่นี้อย่าออกจากบ้านเลย รอให้อากาศคลายร้อนก่อนแล้วค่อยออกไป”
หวาชิงเสวี่ยถือโอกาสแก้ตัวให้ตนเอง “ข้าถึงได้สวมเสื้อผ้าแบบนั้นอย่างไรเล่า ร้อนออกขนาดนั้น”
ฟู่ถิงเย่หรี่ตาลงเล็กน้อย...
หวาชิงเสวี่ยรีบโบกมือ “ตอนนี้ไม่ร้อนแล้ว! ไม่ร้อนแล้ว ไม่ร้อนแล้ว ...”
ฟู่ถิงเย่มองเม็ดเหงื่อที่ซึมออกมาจากหน้าผากของนาง คิ้วกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“แขนเสื้อตัดให้สั้นลงได้ แต่คอเสื้อจะต้องไม่ต่ำลงไปมากกว่านี้! ห้ามออกไปเด็ดขาด แม้แต่ออกไปที่ลานบ้านก็ไม่ได้” ในที่สุดเขาก็ยอมผ่อนปรน หลังจากย้ำเตือนเสร็จก็ถอนหายใจ “ในห้องมีน้ำแข็งมากเกินไป ความชื้นสูงขึ้น อาจจะทำให้เป็หวัดได้ เ้าอดทนสักหน่อย ่ที่ร้อนที่สุดของทุกปีก็เป็แบบนี้แหละ”
“อือ” หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า แล้วดึงเสื้อของฟู่ถิงเย่ “ช่วยเขียนอย่างอื่นอีกหน่อยสิ”
ฟู่ถิงเย่มองนางอย่างประหลาดใจ “จะให้เขียนอะไรอีก?”
“เอ่อ...การทำให้ดินปืนบริสุทธิ์ และวิธีการกลั่นเ้าค่ะ”
ที่จริงข้อมูลบางส่วนมีอยู่ในสมองของนางแล้ว ไม่ได้มาจากชิป แต่เพื่อป้องกันไว้ก่อน หวาชิงเสวี่ยจึงรู้สึกว่าเขียนลงไปน่าจะดีกว่า เผื่อถึงวันที่ต้องเริ่มงาน แล้วเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นจริงๆ
นางลูบหัวแล้วครุ่นคิด อาการปวดหัวกลับมาแล้ว ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย...
ฟู่ถิงเย่รู้สึกว่าวันนี้หวาชิงเสวี่ยดูแปลกๆ แต่แปลกอย่างไรก็พูดไม่ถูก
ทั้งสองนั่งอยู่ในห้อง คนหนึ่งอ่าน อีกคนหนึ่งเขียน จนกระทั่งเขียนทุกอย่างเสร็จ ฟ้าก็มืดแล้ว
หวาชิงเสวี่ยเป่าหมึกให้แห้ง แล้วนำไปวางรวมกับกระดาษที่นางเคยเขียนไว้
ฟู่ถิงเย่มองเห็นสีท้องฟ้าด้านนอก จึงรู้ว่าตนควรจะออกไปได้แล้ว แต่เมื่อนึกถึงการที่ตนอุตส่าห์มาถึงที่นี่ และทั้งสองก็ยังไม่ได้คุยกันดีๆ เอาแต่ยุ่งอยู่กับการช่วยเขียนสูตรต่างๆ ให้นาง จึงอดที่จะรู้สึกขุ่นเคืองไม่ได้
หวาชิงเสวี่ยจุดเทียน ก้มหน้ามองกระดาษหลายแผ่นที่ฟู่ถิงเย่ลงมือเขียนให้ สายตาของนางภายใต้แสงเทียนเต็มไปด้วยความจริงจัง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาเปล่งแสงเป็ประกาย และดูอ่อนโยนสงบเงียบ
ฟู่ถิงเย่จึงไม่อยากจากไป...
“ข้าต้องกลับค่ายก่อน” เขาจ้องมองหวาชิงเสวี่ยด้วยดวงตาสีดำลึกล้ำ
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกตัว รีบวางกระดาษในมือลง “ลาก่อนเ้าค่ะท่านแม่ทัพ”
จะไม่รั้งข้าไว้หน่อยหรือ?
ฟู่ถิงเย่รู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ไม่พูดอะไร เขาลุกขึ้นเดินออกไป หวาชิงเสวี่ยเดินตามไปข้างหลังอย่างช้าๆ
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู เขาก็หยุดชะงัก หันกลับมากอดหวาชิงเสวี่ยเอาไว้!
“อีกสองวันข้าจะมาหาเ้าอีก” ฟู่ถิงเย่จ้องมองนางด้วยสายตาร้อนแรง “หากครั้งหน้าข้าจับได้ว่าเ้าแต่งตัวแบบนั้นอีก...”
หวาชิงเสวี่ยยกยิ้มมุมปาก “คราวหน้าท่านก็เคาะประตูสิเ้าคะ ข้ารับรองว่าจะสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วค่อยเปิดประตูให้ท่านแม่ทัพ”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่เปลี่ยนไปเล็กน้อย นี่นางกำลังตำหนิเขาหรือ?
“เอาล่ะ ทางเดินตอนกลางคืนมันไม่ดี ท่านแม่ทัพรีบไปเถิด” หวาชิงเสวี่ยยื่นมือไปเปิดประตูบ้าน ไม่ได้มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
เส้นเืบนหน้าผากของฟู่ถิงเย่กระตุก เขาจับเอวของนางแล้วยกขึ้นมา! พากลับเข้าไปข้างใน!
ร่างของหวาชิงเสวี่ยลอยขึ้นมากะทันหัน นางจึงร้องด้วยความใ “ทะ—ท่านแม่ทัพ?!”
ในชั่วพริบตาต่อมา นางก็ถูกวางลงบนเตียง ชายหนุ่มร่างใหญ่ก็กระโจนลงมาทาบทับและกัดฟันพูดว่า “ในเมื่อฟ้ามืดแล้ว ช้ากว่านี้อีกหน่อยคงไม่เป็ไร”
หวาชิงเสวี่ยหลีกเลี่ยงไม่ได้ สู้ก็ไม่ได้ ในใจอยากจะร้องไห้ เหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่นิดเลยนะ!
...
ฟู่ถิงเย่กดจูบนางอย่างดุดัน เมื่อมองริมฝีปากสีแดงที่ถูกดูดจนบวมเจ่อของหวาชิงเสวี่ย ก็จากไปด้วยความพอใจ
หวาชิงเสวี่ยคิดว่าเขาไม่เหมือนแม่ทัพเลยสักนิด เหมือนอันธพาลเสียมากกว่า หากไม่ได้รังแกนางคงจะไม่สบายใจสินะ
ระหว่างทางกลับค่าย ฟู่ถิงเย่ก็หวดแส้เร่งม้าอย่างเร็ว
คนของแคว้นหนานจ้าวยังอยู่ในค่ายชิงโจว จะปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ก็ไม่สบายใจ หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เขาที่อยู่ในค่ายจะได้พร้อมรับมือสถานการณ์ทันที
ม้าวิ่งเต็มกำลังไปตามทาง ลมยามค่ำคืนพัดเย็นะเื ความคิดของเขาก็ล่องลอยไปไกล
เขารู้สึกว่าหวาชิงเสวี่ยชอบความเย็นมากเกินไป ไม่รู้ว่าตอนนี้เมื่อไม่มีเขาแล้ว นางจะถอดเสื้อผ้านอนอีกหรือไม่ ในห้องยังมีน้ำแข็งอยู่ ตอนกลางคืนก็มีลมพัดแรง หากเกิดเป็หวัดขึ้นมาจะทำอย่างไร? ...ไม่ได้ คราวหน้าเขาต้องพูดเื่นี้กับนางดีๆ!
เมื่อกลับมาถึงค่าย ทหารก็วิ่งเข้ามาจูงม้าทันที เขาก้าวเท้าเข้าไปในกระโจม ทหารคนสนิทตามเข้ามาข้างในและรายงานว่า “รายงานแม่ทัพ องค์หญิงแห่งหนานจ้าวส่งคนมาตามหาท่าน บอกว่ามีเื่ที่อยากหารือขอรับ”
“รู้แล้ว” ฟู่ถิงเย่ยกกาบนโต๊ะขึ้นมา รินน้ำให้ตนเองหนึ่งถ้วย “วันนี้ดึกมากแล้ว เ้าไปบอกนางว่าพรุ่งนี้ข้าจะไปพบ”
“ไม่ต้องรอถึงพรุ่งนี้แล้ว” เสียงเย็นเยียบของสตรีดังขึ้น หลังจากนั้นสตรีผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาในกระโจม
อูซินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันเป็เส้นตรง ดูเหมือนกำลังไม่พอใจ “ฟู่ถิงเย่ วันนี้ข้ามาหาท่านถึงสามครั้ง! ในที่สุดท่านก็กลับมาได้เสียที!”
“มีเื่ด่วนหรือ?” ฟู่ถิงเย่หยิบถ้วยมาอีกใบ รินน้ำจนเต็มแล้วเลื่อนไปตรงหน้าอูซินเหยา
“กองทัพเหลียวประชิดชายแดนแล้ว ท่านว่าข้าจะร้อนใจหรือไม่เล่า?” สีหน้าของอูซินเหยายิ่งเ็าเพิ่มขึ้นหลายส่วน เดินเข้ามาถาม “ท่านได้พบนางหรือยัง? นางตอบว่าอย่างไร?”
ฟู่ถิงเย่ดื่มน้ำด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง คิดในใจว่า เขาไม่ได้ถามอะไรเลย...
ไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย ที่จริงหลังจากไปถึงในวันนี้แล้วพบว่าหวาชิงเสวี่ยสวมเสื้อผ้าเช่นนั้น เขาก็โมโหจนลืมเื่นี้ไป หลังจากนั้นก็ถูกนางรั้งไว้ให้เขียนโน่นนี่ ก็ยิ่งลืมเื่นี้ไปกันใหญ่
แต่ไม่เป็ไร อย่างไรเสียเขาก็ตัดสินใจแทนนางไปแล้ว
“นางจะไม่ไปหนานจ้าว ต่อให้จะไปเป็แค่ฉากบังหน้าหลอกกองทัพเหลียวก็ไม่ได้” ฟู่ถิงเย่ปฏิเสธอย่างเ็า
คิ้วใบหลิวของอูซินเหยาตั้งตรง โมโหจนพูดว่า “เหตุใดถึงไม่ไป?! แคว้นหนานจ้าวของเราจะปฏิบัติต่อนางราวกับเป็แขกผู้มีเกียรติที่สุด! ไม่ต้องให้นางทำอะไร ก็จะได้รับเครื่องประดับอัญมณีและผ้าไหมชั้นเลิศ เหตุใดนางถึงจะไม่ไป?!”
ฟู่ถิงเย่เหลือบมองนาง แล้วตอบว่า “นางกลัวร้อน”
อูซินเหยาโกรธจนพูดไม่ออก หายใจไม่ทันดวงตาเบิกกว้าง!
ใช่แล้ว สภาพอากาศของแคว้นหนานจ้าวค่อนข้างร้อนจัด แต่ด้วยเหตุผลนี้! ...มันน่าโมโหจริงๆ!
อูซินเหยากัดริมฝีปาก ราวกับกำลังพยายามควบคุมความโกรธของตนเองอยู่นาน หลังจากนั้นนางก็เอ่ยถาม “ฟู่ถิงเย่ นี่เป็ความเห็นของท่านหรือเป็ความเห็นของนางกันแน่?”
“ไม่มีอะไรแตกต่าง” ฟู่ถิงเย่กล่าวโดยไม่แสดงสีหน้า “ความเห็นของข้าก็คือความเห็นของนาง”
อูซินเหยาแค่นหัวเราะออกมา “ข้ารู้แล้ว แท้จริงแล้วไม่มีคนผู้นั้นใช่หรือไม่? ฟู่ถิงเย่ ทั้งหมดนี้เป็เพียงแค่เื่ที่ท่านกุขึ้นมา เื่ดาวมฤตยูลงมาเกิดอะไรนั่น หรือสตรีประหลาดอะไรนั่น ล้วนเป็เื่โกหกทั้งเพ! ใช่หรือไม่?! อาวุธแบบใหม่พวกนั้น แท้จริงแล้วเป็ฝีมือของช่างฝีมือในกรมสรรพาวุธของท่าน!”
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ ยังคงนั่งตัวตรงนิ่งๆ ไม่ได้พูดอะไร
อูซินเหยารู้สึกท้อแท้เล็กน้อย นั่งลงด้านข้าง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “หากท่านยอมส่งทหารมาช่วยเหลือ หนานจ้าวของข้ายินดีที่จะผูกมิตรกับต้าฉีตลอดไป การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ ตอนนี้ท่านก็ได้รับตำแหน่งอ๋องแล้ว ถือว่าคู่ควรกับข้า”
สีหน้าใจเย็นของฟู่ถิงเย่ ในที่สุดก็แสดงอาการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เขามองนางด้วยความประหลาดใจอย่างมาก “...แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์?”
อูซินเหยาเห็นว่าฟู่ถิงเย่แสดงท่าทีตอบสนอง ก็อดที่จะยิ้มเ็าไม่ได้ “ไม่ต้องมาแสร้งทำเป็ไม่รู้ ครั้งนั้นคนที่มาสู่ขอข้า ก็คือท่านนะ”
