เล่มที่ 2 บทที่ 47 เป็ทั้งเคราะห์ดีและเคราะห์ร้าย
หลี่ชิงซานรู้ตัวว่าตนเองนั้นได้ชะล่าใจเกินไปเสียแล้ว ทั้งที่หลินเฟยอยู่ที่ผาปากเหยี่ยวคนเดียวถึงสองเดือนเต็มแท้ๆ แต่กลับรอดชีวิตมาได้เสียอย่างนั้น มันจะต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแน่ๆ...
แม้ปราณสีทองจะอ่อนแอเพียงใด แต่เมื่อได้รวมเข้ากับไอปีศาจของตนแล้ว ยิ่งทำให้หลี่ชิงซานรู้สึกเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มมากมายทิ่มแทง อีกทั้งทุกครั้งที่โคจรกระบี่มารฟ้า ปราณสีทองนั่นก็มักจะก่อกวนพลังปราณในกายจนปั่นป่วนไปหมด หลี่ชิงซานจึงต้องแบ่งพลังปราณส่วนหนึ่งเพื่อควบคุมปราณสีทองนั้นเอาไว้…
หลี่ชิงซานได้เข้าสำนักเวิ่นเจี้ยนมาตอนอายุสิบปี พอเข้าสิบห้าปีก็กลายเป็ศิษย์สายตรงของเ้าสำนัก สิบแปดปีเริ่มฝึกเคล็ดวิชากระบี่มารฟ้า จนบัดนี้ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนี้ ดูแล้วเ้าปราณสีทองนั่น จะมีความสามารถพิเศษในการข่มกระบี่มารฟ้าได้
ในอดีตตอนที่อาจารย์ถ่ายทอดวิชานี้ให้ เขาได้กล่าวไว้ว่า “ หากบำเพ็ญกระบี่มารฟ้าได้จนถึงขั้นสูงสุด ก็จะสามารถบรรลุเป็มารฟ้าได้เลยทีเดียว แต่จุดอ่อนสำคัญของมันก็คือความเกรงกลัวต่อสิ่งที่มีพลังธาตุหยางและพลังศักดิ์สิทธิ์”
ปราณกระบี่สีทองนั่นไม่มีแม้แต่เปลวไฟเพียงนิดเดียว เมื่อพินิจดูแล้วคงจะไม่ได้มีพลังธาตุหยางเช่นกัน
หากเป็เช่นนั้นก็เหลือความเป็ไปได้เดียว นั่นก็คือพลังศักดิ์สิทธิ์ หลี่ชิงซานจำได้ว่าตอนที่ปราณกระบี่สีทองนั้นสะบั้นทำลายมารฟ้าสยบเซียน ในตอนนั้นเขารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่สะอาดบริสุทธิ์ แต่ไม่ได้สนใจอะไรนัก คิดไม่ถึงเลยว่าเพราะชะล่าใจเพียงนิดเดียวเท่านั้น กลับทำให้ปราณเล็กๆนี้แทรกซึมเข้าร่างจนเกือบจะทำลายตบะบำเพ็ญของเขาได้เลยทีเดียว
หลินเฟยก็คงจะเจออะไรบางอย่างที่ผาปากเหยี่ยวจริงๆ…
“เป็แค่ปราณกระบี่น้อยๆเท่านั้น ริอ่านขัดขวางการบรรลุจิงตันของข้าอย่างนั้นหรือ?” หลี่ชิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นะเื ก่อนจะโหมโคจรปราณไอปีศาจ พริบตาเดียวก็มีไอปีศาจสีหม่นแดงพวยพุ่งออกมา แม้แต่น้ำตกที่ไหลแรงยังถูกปราณปีศาจของหลี่ชิงซานสกัดจนไม่อาจไหลบ่าลงมาได้
อาจเป็เพราะถูกปราณไอปีศาจกระตุ้นเข้าไป ทันใดนั้นปราณสีทองก็ะเิออกเช่นกัน บัดนี้มันกำลังไล่ชนไปทั่วร่างของเขาแล้ว หลี่ชิงซานเจ็บร้าวจนแทบสิ้นสติ ไม่ต่างอะไรกับถูกเข็มนับหมื่นทิ่มแทงเลยด้วยซ้ำ…
ถึงจะเป็เช่นนั้นสีหน้าหลี่ชิงซานก็ยังคงเรียบเฉย ราวกับว่าความเ็ปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับตน ใบหน้านั้นซีดขาวไม่มีแม้แต่สีของเื เหงื่อเม็ดโตผุดพรายทั่วทั้งใบหน้า แต่เขาก็ยังคงขบฟันแน่นจนมีเืซึมออกมา เขาเอาแต่โหมโคจรปราณไอปีศาจอย่างบ้าคลั่งเพื่อชำระปราณกระบี่สีทองในร่าง
หลี่ชิงซานเจ็บปานจะขาดใจทุกครั้งที่ต้องชำระปราณกระบี่
อย่างไรก็ตามมันก็ทำให้ปราณสีทองในร่างหดเล็กลงเรื่อยๆ…
แม้ปราณกระบี่ไท่อี๋จะสามารถข่มกระบี่มารฟ้าได้ แต่ก็ทำได้แค่ข่มเท่านั้น เพราะหลี่ชิงซานกับหลินเฟยมีขั้นบำเพ็ญที่ต่างกันมาก ต่อให้ปราณกระบี่ไท่อี๋จะเข้าแทรกอย่างไร แต่ก็ทำได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากหลี่ชิงซานโหมโคจรพลังปราณไอปีศาจไปล่ะก็ ไม่ใช่แค่ตัวเขาที่ต้องทนรับความเ็ปเท่านั้น ปราณกระไท่อี๋เองก็ถูกทำให้อ่อนแรงลงไปทุกครั้งเช่นกัน
หลี่ชิงซานถือโอกาสตอนที่ปราณกระบี่ไท่อี๋อ่อนแรง โคจรปราณปีศาจเข้าล้อมปราณกระบี่ไท่อี๋เอาไว้…
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ เรามาแข่งความอดทนกันดีกว่า…”
ในตอนนี้หลี่ชิงซานสามารถข่มปราณกระบี่ไท่อี๋ได้ชั่วคราว ถึงแม้จะมีสีหน้าขาวซีดราวกับขาดเืไหลเวียน แต่ใบหน้านั้นกลับแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นที่ผุดพรายเต็มหน้า ก่อนจะหลับตานั่งลงบนโขดหิน เริ่มโคจรเคล็ดวิชากระบี่มารฟ้าอีกครั้ง ปล่อยให้กระแสน้ำตกไหลลงมาชำระกาย
หลี่ชิงซานรู้ดีว่าถึงแม้ปราณกระบี่ไท่อี๋จะถูกกดข่มไปอย่าง แต่มันก็ทำได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ต่อจากนี้ต่างหากล่ะ…ที่เป็ของจริง
เพราะปราณกระบี่นี้สามารถข่มกระบี่มารฟ้าได้โดยธรรมชาติ ต่อให้ถูกสกัดไว้ชั่วคราว ก็ไม่อาจขจัดออกได้โดยง่าย สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือค่อยๆโคจรพลังชำระไปทีละน้อย อาจจะต้องใช้เวลานานถึงสามเดือนจึงจะขจัดได้หมดสิ้น
ในเคราะห์ร้ายก็ยังมีเคราะห์ดีอยู่บ้าง ถึงแม้ปราณกระบี่ไท่อี๋จะข่มกระบี่มารฟ้าราวกับปล่อยยาพิษเข้าร่างก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็ยาวิเศษด้วย เพราะหลังจากที่ขจัดปราณกระบี่นี้ได้ กระบี่มารฟ้าก็จะสามารถแก้ไขข้อบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็ความกลัวพลังธาตุหยาง หรือพลังศักดิ์สิทธิ์ได้ ครั้งหน้าหากเจอเหตุการณ์เช่นนี้อีก มันก็จะไม่รุนแรงอีกต่อไป...
‘เมื่อถึงเวลานั้น…เ้าจะเอาอะไรมาต่อกรกับมารฟ้าสยบเซียนของข้าล่ะ?’
เจ็ดวันผ่านไปราวกับพริบตาเดียว หลิยเฟยเอาแต่คิดถึงกระบี่ที่อู๋เย่วหลอมให้ พอฝึกฝนยามเช้าเสร็จ เขาก็รีบเดินทางไปที่หุบเขาหมัวเจี้ยนทันที
เมื่อมาถึงหุบเขาหมัวเจี้ยน เขาก็พบศิษย์คนหนึ่งอายุประมาณสิบแปดปียืนอยู่หน้าประตู
“ศิษย์พี่หลิน อาจารย์ข้ารออยู่ด้านในแล้ว”
เขาได้มาพบกับอู๋เย่วอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ผู้าุโดูอิดโรยผิดสังเกต ผมเผ้ายุ่งเหยิง ตามตัวก็เปรอะเปื้อนไปด้วยเถ้าถ่านและฝุ่นผง แต่ถึงอย่างนั้นกลับดูมีชีวิตชีวาไม่น้อย สายตาคู่นั้นเปล่งประกายแวววาวเลยทีเดียว
‘เอ๋ แล้วหลี่ฉุนล่ะ?’
หลังจากกวาดตาสำรวจไปรอบหนึ่งแล้วไม่เห็นหลี่ฉุน หลินเฟยก็ไม่ได้เอ่ยปากถามถึงเขาแต่อย่างใด เขาทำเพียงแค่หันไปส่งยิ้มให้อู๋เย่วก่อนจะยกมือขึ้นคารวะต่อ
อู๋เย่วเห็นดังนั้นก็โบกมือเป็สัญญาณว่าไม่จำเป็ต้องมากพิธีกับเขา
“หลี่ฉุนยังต้องฝึกฝนอีกมาก ดังนั้นข้าจึงให้ไปเฝ้าหุบเขากระบี่…”
“หึหึ ศิษย์พี่หลี่เป็คนมีความสามารถ หากได้ไปฝึกฝนที่หุบเขากระบี่แล้วล่ะก็ เมื่อกลับมาจะต้องสามารถสืบทอดวิชาของอาจารย์อาได้แน่…” หลินเฟยรู้ดีว่าจริงๆแล้ว นี่คือบทลงโทษที่เขาได้ติดค้างตัวเองไว้ เพราะครั้งก่อนตอนที่ตกลงไปในเตาฟงอวี่แปดทิศ เ้าหลี่ฉุนถึงขนาดเติมเชื้อไฟโดยการเทหินิญญาลงไปหมายจะฆ่าหลินเฟย จนแทบจะเอาตัวไม่รอดไม่รอด นั่นจึงเป็เหตุผลที่อู๋เย่วติดค้างบทลงโทษหลินเฟยอยู่…
‘แต่นี่ก็ดูจะหนักไปเสียหน่อย…’
อู๋เย่วคงจะผิดหวังในตัวศิษย์พี่หลี่มากเลยทีเดียว…
สำหรับหุบเขากระบี่…
ที่นั่นคือหนึ่งในขุมทรัพย์ของสำนักเวิ่นเจี้ยนก็ว่าได้ เพราะเต็มไปด้วยแร่และเหล็กเซียนมากมาย จึงเป็สถานที่ที่สำคัญมากแห่งหนึ่ง
ทั้งผู้าุโและเหล่าศิษย์สายตรงมากมาย แม้แต่เ้าสำนักเองก็เคยเข้าไปเสี่ยงโชคที่นั่น ว่ากันว่าเมื่อกว่าพันปีก่อน มีผู้าุโท่านหนึ่งเข้าไปแล้วได้แร่โฮ่วเทียนซวี่รื่อขั้นหกออกมาหลอมกระบี่ ร่ำลือกันว่าทุกครั้งที่สะบั้นกระบี่ซวี่รื่อจะเกิดเป็ลำแสงคล้ายแสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่อง
ทว่าว่าสถานที่เช่นนั้นต่อให้เป็ศิษย์สายตรง ก็มีโอกาสจะเข้าไปได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น…
แน่นอนว่าผู้ที่เข้าไปแล้วได้โชคกลับมาเท่านั้นแหละ ถึงเรียกว่าเป็สถานที่ที่ดี…
แต่สำหรับคนอย่างหลี่ฉุนนั้น การถูกไล่ให้ไปเฝ้า คงไม่ต่างอะไรกับส่งไปทรมานหรอก
บริเวณหน้าหุบเขากระบี่เต็มไปด้วยแร่และเหล็กมากมายก็จริง แต่กลับไม่มีสภาพเป็ชิ้นเป็อันแม้แต่ชิ้นเดียว ทุกอย่างล้วนถูกกระแสโลหะป่นปี้จนกลายเป็ผงธุลีไปหมดแล้ว
ต่อให้ไม่ได้เข้าไปในส่วนลึกของหุบเขาก็ตาม เพียงแค่เฝ้าอยู่รอบนอกก็จะต้องทนกับความทรมานจากกระแสโลหะที่ไม่มีวันสิ้นสุด
หากไม่ระวังล่ะก็ อาจจะถูกกระแสโลหะเ่าั้กระหน่ำซัดจนเป็หุ่นโลหะเลยก็ได้ แค่คิดก็น่าสนใจกว่าถ้ำเสวียนปิงแล้ว…
ถึงจะต้องจมอยู่กับความตื่นตระหนก หรือถูกกระแสโลหะที่เล็กปานรูเข็มทิ่มแทงใส่ร่างกายตลอดเวลา ต่อให้จะต้องทรมานเพียงใด ก็ไม่อาจหนีหรือหยุดพักได้
‘เ้าหลี่ฉุนเองก็โชคไม่ดีพอตัวเลยแฮะ…’
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
