ตอนที่ 2 คมเข็มกู้ชีพในเงามืด
แสงอรุณทอประกายรำไรผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างกระท่อมร้าง ทิ้งรอยหยักของแสงแดดลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนา ไป๋ลู่ในร่างของไป๋ซู่หลานนั่งนิ่งอยู่บนแคร่ไม้ที่ส่งเสียงเอียดอ๊าดทุกครั้งที่นางขยับกาย ลมหายใจของนางเริ่มมั่นคงขึ้น พลังงานจากสารอาหารเข้มข้นที่นางฉีดเข้าเส้นเืเมื่อครู่กำลังแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทว่าหัวใจของนางกลับยังคงหนักอึ้งด้วยความทรงจำอันขมขื่นของเ้าของร่างเดิม
นางยกมือขึ้นลูบไล้ปานแดงบนโหนกแก้มซ้ายเบาๆ ััที่ขรุขระนั้นเริ่มเปลี่ยนไปหลังจากที่นางทาเซรั่มล้างพิษนาโนจากมิติหีบโอสถ ิัที่เคยอักเสบบวมแดงเริ่มหดตัวลง ทิ้งไว้เพียงสะเก็ดบางๆ ที่รอวันหลุดลอก แววตาของไป๋ลู่ฉายความเ็าที่ลึกซึ้ง นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความโชคร้ายจาก์ แต่มันคือ พิษกัดกร่อนเยื่อใย พิษชนิดนี้จะออกฤทธิ์อย่างช้าๆ ทำให้ิัเปลี่ยนสีและผิดรูปดูน่าเกลียดน่ากลัว หากได้รับติดต่อกันนานนับสิบปี มันจะซึมลึกเข้าสู่กระดูกและทำลายตับไตจนสิ้นชีพในที่สุด
“ช่างอำมหิตนัก” นางพึมพำ ดวงตาหรี่ลงอย่างน่าเกรงขาม
“ใช้เวลาสิบกว่าปีเพื่อพรากทั้งโฉมหน้าและชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่ง ฮูหยินหลู ท่านช่างใจคอเหี้ยมเกรียมเกินมนุษย์”
ทว่าความเงียบสงบในยามเช้ากลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่สับสนวุ่นวาย แสงแดดที่ส่องสว่างกลับถูกบดบังด้วยเงาร่างสายหนึ่งที่พุ่งพรวดเข้ามาในกระท่อมราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ
“นังเด็กกาลกิณี! เ้ายังกล้านั่งลอยหน้าลอยตาอยู่อีกหรือ!”
แม่สื่อหลี่กลับมาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้นางไม่ได้มาเพียงลำพัง เื้ัของนางคือนักเลงร่างั์สามสี่คนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ แววตาฉายความโฉดชั่วอย่างไม่ปิดบัง พวกมันถือเชือกและแคร่หามไม้ไผ่ที่เตรียมไว้สำหรับ หาม เ้าสาวที่ไม่เต็มใจ
แม่สื่อหลี่ชี้นิ้วที่สั่นเทาด้วยความแค้นเคืองมาที่ไป๋ซู่หลาน ใบหน้าของนางยังคงตื่นตระหนกจากเหตุการณ์เมื่อวาน แต่เมื่อมีฝูงชนหนุนหลัง ความขลาดกลัวก็ถูกแทนที่ด้วยความพาลสันดานดิบ
“พวกเ้า! จับมันมัดไว้! เอาผ้าอุดปากมันเสีย อย่าให้มันพ่นมนต์ดำใส่พวกเ้าได้ ฮูหยินรองสั่งมาแล้วว่า ต่อให้เหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย ก็ต้องส่งมันไปถึงเตียงของใต้เท้าหานให้ได้!”
นักเลงร่างกำยำเดินย่างสามขุมเข้ามา กลิ่นสาบเหงื่อและกลิ่นสุราถูกลมพัดโชยมาปะทะจมูกไป๋ลู่ นางยังคงนั่งนิ่ง แผ่นหลังเหยียดตรงดุจปล้องไผ่ที่ไม่มีวันงอ ท่วงท่าของนางดูอ้อยอิ่งทว่ากลับสง่างามจนน่าประหลาด ราวกับนางไม่ใช่หญิงสาวที่กำลังถูกตามล่า แต่เป็ราชินีที่กำลังเฝ้ามองมดปลวกดิ้นรนอยู่แทบเท้า
“ข้าเตือนพวกเ้าแล้ว ว่าอย่าให้มือสกปรกนั่นมาแตะต้องตัวข้า”
เสียงของนางราบเรียบทว่ากลับกังวานเย็นเยียบไปถึงไขสันหลัง นักเลงคนหนึ่งหัวเราะร่าอย่างเหยียดหยาม
“คุณหนูใหญ่โฉมไม่งาม ท่านยังคิดว่าตัวเองเป็หงส์อยู่อีกหรือ? อยู่ในกระท่อมเน่าๆ แห่งนี้ ท่านก็เป็ได้เพียงนกต่อให้พวกข้าสอยเล่นเท่านั้นแหละ!”
มันเอื้อมมือหยาบกร้านมาหมายจะคว้าข้อมือเล็กบางของนาง ทว่าในชั่วพริบตาที่ปลายนิ้วจะััผิวผ้า ไป๋ลู่ก็ขยับกายเพียงนิดเดียว การเคลื่อนไหวของนางรวดเร็วและแม่นยำดุจเข็มเย็บแผลที่พุ่งทะลุเนื้อเยื่อ นางไม่ได้ใช้กำลังเข้าแลก แต่ใช้ ความรู้ ที่สะสมมาทั้งชีวิต
ฟุ่บ!
นิ้วชี้และนิ้วกลางของนางกดลงบนจุดชีพจร เจียนจิ่ง บริเวณต้นคอของนักเลงผู้นั้นอย่างแรง พร้อมกับเข็มยาสลบขนาดจิ๋วที่นางหยิบจากมิติหีบโอสถซ่อนไว้ระหว่างนิ้ว เข็มนั้นเคลือบด้วยสารสกัดเข้มข้นที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทใน 0.5 วินาที
นักเลงคนนั้นดวงตาเหลือกโพลง ร่างกายที่เคยกำยำพลันอ่อนยวบยาบราวกับขี้ผึ้งลนไฟ มันล้มตึงลงกับพื้นไม้ฝุ่นตลบโดยไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่คำเดียว
“อ๊าก! ปีศาจ! นางใช้เวทมนตร์!” นักเลงที่เหลือชะงักฝีเท้า แววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ไป๋ลู่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ชุดผ้าป่านเก่าๆ ของนางโบกสะบัดเบาๆ ตามแรงลม แววตาของนางนิ่งเฉียบไร้ร่องรอยของความเมตตา นางหยิบหลอดแก้วขนาดเล็กที่บรรจุของเหลวสีใสออกมาจากแขนเสื้ออย่างเป็ธรรมชาติ (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเห็นว่านางหยิบมาจากไหน)
“ใครจะรายต่อไป?” นางถามพลางหมุนหลอดแก้วในมืออ้อยอิ่ง
“ถ้าพวกเ้าก้าวเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียว ข้าสัญญาว่าจะทำให้พวกเ้า หลับ ไปตลอดกาล โดยไม่มีวันได้ตื่นมาเห็นแสงตะวันอีก”
ความเงียบเข้าปกคลุมกระท่อมร้างอย่างน่าอึดอัดแม่สื่อหลี่ที่ยืนอยู่ริมประตูตัวสั่นพับๆ นางไม่เคยเห็นไป๋ซู่หลานในมุมนี้มาก่อน ความทรงจำในหัวของนางคือเด็กสาวขี้โรคที่เอาแต่ก้มหน้าและสะอื้นไห้ ทว่าสตรีตรงหน้ากลับแผ่รัศมีที่น่าเกรงขามราวมัจจุราชสาว
“พวกเ้ามัวยืนบื้ออยู่ทำไม! มันมีคนเดียว พวกเ้ามีสามคน รุมมันสิ!” แม่สื่อหลี่แผดเสียงสั่ง ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นเครือจนฟังดูน่าขัน
นักเลงอีกสามคนสบตากัน ความโลภในเงินรางวัลมีมากกว่าความกลัว พวกมันหยิบมีดสั้นและท่อนไม้ขึ้นมาหมายจะรุมทึ้งสตรีตัวเล็กๆ คนนี้ ไป๋ลู่หรี่ตาลง จิติญญาศัลยแพทย์สนามพุ่งพล่าน ในหัวของนางไม่ได้มองเห็นศัตรู แต่มองเห็นเส้นเืดำ เส้นประสาท และจุดอ่อนทางกายภาพของมนุษย์
นางเบี่ยงตัวหลบไม้ท่อนแรกที่ฟาดลงมาอย่างงดงาม ราวกับนักเต้นระบำที่กำลังเยื้องย่างท่ามกลางกองไฟ นางใช้มือข้างหนึ่งรวบข้อมือของนักเลงคนที่สอง บิดเพียงนิดเดียวตามหลักกายวิภาคศาสตร์จนกระดูกข้อมือของมันส่งเสียงดัง กร๊อบ! ก่อนจะฝังเข็มยาสลบลงที่จุดชีพจรใต้รักแร้ของมันอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่ถึงสามอึดใจ ร่างั์อีกสามคนก็ลงไปนอนกองกับพื้นกระท่อมราวกองขยะที่ถูกทิ้งขว้าง ไป๋ลู่ยืนอยู่ท่ามกลางร่างไร้สติเ่าั้ นางไม่ได้หอบแม้แต่นิดเดียว ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ แววตาสงบนิ่งจนน่าขนลุก
นางหันขวับไปมองแม่สื่อหลี่ที่กำลังจะวิ่งหนีออกไป
“คิดจะไปไหน แม่สื่อหลี่?”
เสียงเรียกนั้นเหมือนโซ่ตรวนที่ตรึงฝีเท้าของนางไว้กับที่ แม่สื่อหลี่ล้มคะมำลงกับพื้น พยายามคลานหนีด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“ยะ! อย่าฆ่าข้าเลย! ข้าแค่ทำตามคำสั่งฮูหยินรอง! ข้าไม่รู้เื่อะไรทั้งนั้น!”
ไป๋ลู่ก้าวเข้าไปหาช้าๆ เสียงรองเท้าผ้าเก่าๆ ที่กระทบพื้นดินดังกึกก้องในโสตประสาทของคนฟัง นางหยุดลงตรงหน้าแม่สื่อหลี่ ย่อกายลงจนสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน แสงอาทิตย์ยามสายส่องกระทบใบหน้าซีกขวาที่งดงามทว่าเ็าของนาง ส่วนซีกซ้ายที่มีสะเก็ดสีแดงเริ่มหลุดลอกกลับดูน่ากลัวดุจหน้ากากปีศาจ
นางยื่นมือออกไปจับข้อมือของแม่สื่อหลี่ แม่สื่อพยายามดิ้นรนแต่กลับพบว่าคีมเหล็กที่มองไม่เห็นกำลังบีบรัดเส้นชีพจรของนางไว้แน่น ไป๋ลู่นิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด นางไม่ได้แค่จับไว้ แต่กำลังวินิจฉัย ด้วยััจากระบบวัดชีพจรดิจิทัลที่นางแอบสวมไว้ใต้ิัปลายนิ้ว
“หุบปาก” ไป๋ลู่เอ่ยเสียงเย็น
“แล้วฟังข้าให้ดี”
แม่สื่อหลี่หยุดกรีดร้อง นางจ้องมองดวงตาคมกริบของไป๋ลู่ราวกับถูกสะกด
“ท่านคิดว่าข้าจะฆ่าท่านงั้นหรือ? หามิได้ ชีวิตของท่านไม่มีค่าพอให้ข้าเสียเวลาลงมือด้วยซ้ำ แต่์ต่างหากที่กำลังจะลงทัณฑ์ท่าน”
“เ้า! เ้าหมายความว่าอย่างไร?” แม่สื่อหลี่ถามด้วยเสียงสั่นระริก
ไป๋ลู่ยิ้มเย็นที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้สื่อถึงความเมตตา แต่มันคือรอยยิ้มของหมอที่เห็นความตายอยู่รำไร
“ระยะนี้! ท่านมักจะมีอาการปวดหน่วงที่ช่องท้องด้านซ้ายบ่อยครั้งใช่หรือไม่? โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่อากาศเย็นจัด ท่านจะรู้สึกเหมือนมีก้อนหินร้อนระอุถ่วงอยู่ข้างในจนนอนไม่ได้”
ใบหน้าของแม่สื่อหลี่เปลี่ยนจากซีดเซียวเป็เขียวคล้ำ นางเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เ้า! เ้ารู้ได้อย่างไร? ข้าไม่เคยบอกเื่นี้กับใคร!”
“ข้าไม่เพียงแต่รู้” ไป๋ลู่กล่าวพลางปล่อยข้อมือของนางออกช้าๆ
“ข้ายังรู้อีกว่า ก้อนเนื้อ นั้นกำลังจะแตกออก หากมันแตกเมื่อไหร่ เืเสียและน้ำหนองจะไหลท่วมลำไส้ของท่าน ท่านจะตายอย่างช้าๆ ด้วยความทรมานที่ยิ่งกว่าถูกมีดพันเล่มเฉือนเนื้อ จะไม่มีหมอคนไหนในเมืองหลวงช่วยท่านได้ แม้แต่หมอหลวงในวังก็ทำได้เพียงยืนมองท่านเน่าเฟะจากข้างใน”
แม่สื่อหลี่ใตื่นกลัวสุดขีด นางหมอบราบลงกับพื้น โขกศีรษะลงกับพื้นดินดังสนั่น
“คุณหนูใหญ่! ท่านหญิง! ได้โปรดเมตตาข้าด้วย! ท่านเป็หมอเทวดา ท่านรู้โรคของข้า! ท่านต้องช่วยข้าได้!”
ไป๋ลู่ยืนขึ้นเต็มความสูง กอดอกมองภาพความสมเพชเบื้องหน้าอย่างเฉยเมย
“ช่วยท่าน? เพื่อให้ท่านไปหาเด็กสาวคนอื่นมาขายให้ตาแก่ตัณหากลับอย่างนั้นหรือ? ์มีตา โรคนี้เกิดจากความโลภที่กัดกินใจท่านจนเน่าสลาย!”
นางเว้นวรรคชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่มีข้อเสนอ
“แต่ถ้าท่านอยากมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นวันพรุ่งนี้ จงกลับไปบอกฮูหยินหลูว่าข้าตายแล้ว ยาพิษที่นางให้ข้าดื่มนั้นได้พรากิญญาข้าไปแล้ว ส่วนร่างของข้า! ท่านก็บอกเขาไปว่าท่านจัดการเรียบร้อยแล้ว และอย่าให้ใครก้าวเข้ามาในเขตกระท่อมร้างแห่งนี้อีก อย่างน้อยภายในสามวัน”
“แต่! แต่ถ้าใต้เท้าหานมา” แม่สื่อหลี่อึกอัก
ไป๋ลู่โน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูนาง น้ำเสียงราบเรียบทว่าเต็มไปด้วยแผนการที่ซับซ้อน
“ท่านก็แค่บอกไปว่า ร่างของข้าเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็วเพราะเป็ตัวกาลกิณี ใครเข้าใกล้จะติดอาถรรพ์ตายตกตามกันไป ท่านคิดว่าขุนนางเฒ่าที่หวงชีวิตตนเองยิ่งกว่าอะไรจะกล้าเข้ามาดูไหม? และข้าจะมอบ ยาประคองชีพ ให้ท่านหนึ่งเม็ด มันจะทำให้ก้อนเนื้อนั้นสงบลงได้เจ็ดวัน แต่หลังจากนั้น ถ้าข้าไม่ได้รับข่าวดีจากท่าน! ท่านคงรู้ใช่ไหมว่าตอนจบจะเป็อย่างไร?”
แม่สื่อหลี่พยักหน้าจนหัวแทบหลุด
“ข้าทำได้! ข้าจะทำทุกอย่างตามที่ท่านสั่ง! ได้โปรด มอบยาให้ข้าด้วย!”
ไป๋ลู่หยิบเม็ดรักษาระดับอาการ (ซึ่งแท้จริงคือยาปฏิชีวนะและยาระงับปวดชั้นเลิศจากศตวรรษที่ 21) ออกมาวางบนฝ่ามือของแม่สื่อหลี่ นางกลืนมันลงไปทันทีราวกับคนหิวกระหาย ความรู้สึกอุ่นวาบและอาการปวดที่ช่องท้องมลายหายไปในพริบตา ทำให้แม่สื่อหลี่ยิ่งปักใจเชื่อว่าไป๋ซู่หลานคือหมอเทวดาที่กลับชาติมาเกิดจริงๆ
“ไปซะ! แล้วพาไอ้ขยะพวกนี้ออกไปด้วย” ไป๋ลู่ชี้ไปที่ร่างไร้สติของนักเลงสวะทั้งสี่
แม่สื่อหลี่รีบพยักหน้ารับอย่างลนลาน (หลังจากที่ไป๋ลู่แสร้งทำเป็ดีดนิ้วเพื่อ ถอนมนต์ แต่จริงๆ คือการให้ยากระตุ้นสติแบบพ่น) พวกนักเลงตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง พวกมันหวาดกลัวไป๋ลู่จนไม่กล้ามองหน้า รีบหามแคร่เปล่าวิ่งหนีออกจากพื้นที่กระท่อมร้างไปอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง ไป๋ลู่ทรุดตัวลงนั่งช้าๆ ความเหนื่อยล้าเริ่มจู่โจมร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวดี นางยกมือขึ้นจับปานบนหน้าอีกครั้ง สะเก็ดหนาๆ เริ่มหลุดติดมือออกมา เผยให้เห็นผิวสีชมพูอ่อนใต้อย่างชัดเจน
สิบกว่าปีที่ท่านวางพิษข้า ฮูหยินหลู
นางหยิบสำลีชุบแอลกอฮอล์จากมิติขึ้นมาเช็ดคราบเืที่ติดอยู่บนนิ้ว แววตาของนางฉายแสงแห่งการคำนวณ
พิษกัดกร่อนเยื่อใยนี้ ถ้าไม่ใช่คนที่รู้จักสมุนไพรชั้นสูงและมีอำนาจในจวน จะไม่มีทางเข้าถึงมันได้ ยาพิษถูกผสมลงในแป้งผัดหน้าและน้ำล้างหน้าของข้ามาั้แ่อายุห้าขวบ สม่ำเสมอและพอเหมาะ จนทำให้ทุกคนเชื่อว่ามันคือปานแต่กำเนิด
นางหลับตาลง ภาพมารดาแท้ๆ ของไป๋ซู่หลานที่ใบหน้าซีดขาวและจากไปอย่างกระทันหันแวบเข้ามาในหัว
ท่านแม่ของข้า ก็คงถูกพิษชนิดเดียวกันนี้เล่นงานจนถึงแก่ชีวิตสินะ
ไป๋ลู่กำมือแน่น ความแค้นที่นางรู้สึกไม่ใช่เพียงความรู้สึกของเ้าของร่างเดิม แต่มันคือความแค้นของศัลยแพทย์ผู้รักในความยุติธรรม นางเกลียดการใช้วิชาแพทย์เพื่อทำลายล้างชีวิตคนบริสุทธิ์
“สามวัน” นางพึมพำ
“ข้า้าเวลาอีกสามวันเพื่อกู้สภาพร่างกายนี้ให้กลับมาสมบูรณ์ที่สุด และเพื่อล้างพิษบนใบหน้านี้ให้สิ้นซาก”
นางลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะไม้ผุๆ ที่มุมห้อง ท่ามกลางเงามืดและหยากไย่ นางเริ่มวางแผนที่ซับซ้อนดุจแผนที่หลอดเืหัวใจ ภายในจวนแม่ทัพโหย่วแห่งนี้เปรียบเสมือนร่างกายที่เน่าเฟะ และนาง คือศัลยแพทย์ที่จะมากรีดเนื้อร้ายนั้นทิ้งไปเสีย
กำไลหยกิญญาที่ข้อมือส่องแสงสีเขียวนวลตา ราวกับจะขานรับคำมั่นสัญญาของนาง ลมหายใจของไป๋ลู่ในยามนี้ไม่ได้มีเพียงเพื่อความอยู่รอด แต่มันคือลมหายใจเพื่อการทวงคืน ทวงคืนศักดิ์ศรี ทวงคืนโฉมหน้า และทวงคืนความยุติธรรมที่ถูกฝังไว้ใต้เงามืดของจวนแม่ทัพมานานนับทศวรรษ
ม่านแห่งการล้างแค้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และผู้ที่จะกุมความลับของความเป็ตายไว้ในมือ มีเพียงนางเท่านั้น
หัตถ์เทวะคนนี้ จะไม่ปรานีผู้ใดที่กล้าขวางทางนาง!
