เมื่อเื่ของหลินเสี่ยวฉีคลี่คลายลงแล้ว อวี้ฉู่จาวจึงได้รีบพาหลินหร่านออกไปจากวังหลวง
่ขณะนี้ ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว
บนรถม้า
“ข้าไม่รู้มาก่อนว่าอวิ๋นซีแสดงละครตบตาเป็ด้วย”
เดิมทีบนรถม้าเงียบกริบ แต่จู่ๆ อวี้ฉู่จาวก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หลินหร่านจึงใไม่น้อย
อันที่จริง เขาก็พอจะรู้ว่าท่านอ๋องคงต้องกล่าวถึงเื่นี้แน่ ดังนั้น เมื่อขึ้นมาบนรถม้าเขาถึงนั่งเงียบ เพียงเอนพิงอวี้ฉู่จาว
หลินหร่านพยายามแสร้งแสดงท่าทีเหนื่อยล้า หวังว่าอวี้ฉู่จาวจะยอมปล่อยเขาไป
แต่ว่า…
หลังจากรู้ว่าตนเองไม่อาจหลบหนีพ้น หลินหร่านจึงขยับเข้าไปอิงแอบแนบชิดใกล้อวี้ฉู่จาวมากขึ้น
“ข้า...ข้าถูกบังคับให้ต้องทำเช่นนั้นนี่นา” ถ้อยคำของหลินหร่านปะปนไปกับความรู้สึกผิด
ฝ่ามือซ้ายของอวี้ฉู่จาวลูบใบหน้าของหลินหร่านก่อนเชยคางขึ้น ทำให้อีกคนเงยหน้ามาเห็นตนเอง “อ๋อ อย่างนั้นหรอกหรือ?”
มุมปากของอวี้ฉู่จาวยกยิ้มบางราวกับเส้นไหม หลินหร่านจึงรู้สึกผ่อนคลาย เขาโน้มศีรษะลงไปซุกใกล้ใบหน้าของอวี้ฉู่จาว
ทั้งคู่สบตากันอยู่ครู่หนึ่ง หลินหร่านถึงขยับตัวแล้วจูบลงบนริมฝีปากของท่านอ๋อง แต่เพียงครู่ก็ผละออก
หลินหร่านกล่าว “หัวใจของข้ากับท่านอ๋องต่างสื่อถึงกัน” หลินหร่านบอกด้วยความรู้สึกเขินอาย
“ข้ารู้ในสิ่งที่ท่านอ๋องคิดจึงอยากช่วยเหลือ ท่านอ๋องเองก็รู้จักข้าดี...เราช่วยเหลือซึ่งกันและกันแบบนั้นไม่ดีหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หลินหร่านพูดไปพลางค่อยๆ เลื่อนมือขึ้นมาบนอกของอวี้ฉู่จาว จากนั้นเริ่มลากนิ้ววาดวงกลมไปมาด้วยความเขินอาย
การกระทำของหลินหร่านทำให้อวี้ฉู่จาวหายใจผิดปกติ เขาจึงได้รีบคว้ามือของหลินหร่านไว้
“ใช่แล้ว พวกเราสื่อสารกันอย่างลึกซึ้งมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว แน่นอนว่าต้องรู้ใจกันเป็ธรรมดา”
อวี้ฉู่จาวระงับความปรารถนาที่หลินหร่านพยายามปลุกมันขึ้นมาให้ลุกโชน ถึงใบหน้าจะแสดงท่าทีแปลกประหลาดออกมาต่างจากปกติ แต่ก็เต็มไปด้วยความเรียบเฉยและอ่อนโยน
ด้วยเหตุนี้ หลินหร่านจึงไม่อยากซุกซนอีกต่อไป
ท่านอ๋องมักชอบหยิบยกเอาเื่ใหม่ๆ ที่เขาทำมาพูดถึง ผ่านไปหลายครั้งเข้าจากอาการเขินอายย่อมกลายเป็ความเคยชิน
เช่นนี้ก็เท่ากับว่าเขารู้จุดอ่อนของท่านอ๋องแล้วน่ะสิ? แค่แกล้งลูบไล้เพียงนิดหน่อยก็ทำให้ท่านอ๋องเสียอาการแล้ว
หลังจากนั้น ทั้งคู่ต่างไม่กลั่นแกล้งกันอีก ทั้งสองคนนั่งเงียบๆ กะหนุงกะหนิงกันไปจนถึงตำหนัก
แม้วันนี้จะเกิดเื่ราวมากมายและน่ากลัว แต่ก็ไม่ได้มีเื่ใหญ่อะไร
ได้รับประสบการณ์มากมายเช่นนี้ นับว่าหลินหร่านได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และเติบโตขึ้น
สำหรับอวี้ฉู่จาว หลังจากรับรู้สถานการณ์ในตอนนี้แล้วทำให้เขารู้วิธีที่จะรับมือ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ...
การได้อำนาจที่แท้จริง
วันนี้ยังมีอีกเื่ที่ต้องจัดการ นั่นคือหลินเสี่ยวฉีที่ถูกเลือกเข้ามาเป็พระสนมขององค์ชายสี่อวี้ฉู่เฉิง
เื่นี้ถือเป็เื่ที่คาดเดาได้ยากที่สุด
ถึงจะบอกว่านี่คือการเลือกสนม แต่อวี้ฉู่เฉิงก็คงไม่ได้ใส่ใจเื่นี้สักเท่าไร เพราะคนที่ฮองเฮาแต่งตั้งขึ้นมาล้วนแต่มิได้สูงส่ง ขอแค่เป็คนที่อวี้ฉู่เฉิงต้องตากับไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากราชสำนักก็พอ
นอกจากนี้ ภายหลังเลือกสนม ฮองเฮาเองก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร
ถ้าเช่นนั้น เหตุใดเขาถึงเลือกหลินเสี่ยวฉีกันล่ะ?
หากพูดถึงสถานะของหลินเสี่ยวฉี อาจค่อนข้างอยู่ในตำแหน่งที่มีความอ่อนไหว
เพราะนางเป็พี่สาวของพระชายาเทพเ้าแห่งา
ทว่า ไม่ว่าใครต่างก็มองออกว่าหลินเสี่ยวฉีกับหลินหร่านมิได้มีความสนิทสนมและเป็มิตรต่อกันนัก
หากอวี้ฉู่เฉิง้าเลือกหลินเสี่ยวฉีเพียงเพราะอยากต่อสู้กับตำหนักท่านอ๋องผู้นี้ยิ่งเป็ไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็สถานการณ์ที่ฮองเฮา องค์ชายสองและอวี้ฉู่จาวกำลังเผชิญหน้าต่อสู้กันอยู่
ดังนั้น หลินเสี่ยวฉีย่อมไม่ได้มีค่าพอที่จะให้เอ่ยถึงด้วยซ้ำ
เหตุผลของเื่นี้คงเป็เหตุผลส่วนตัวที่มีเพียงองค์ชายสี่เท่านั้นที่รู้
แม้แต่ฮองเฮาในเวลานั้นก็คงคิดหนักไม่น้อย เพราะการเลือกหลินเสี่ยวฉีเป็สนมของอวี้ฉู่เฉิง พระองค์คงขอแค่ไม่เกิดผลกระทบกับโอรสของตน เพียงเท่านั้นต้องยินยอมอย่างแน่นอน
.........
ในคืนเทศกาลระลึกถึงพระจักรพรรดิ
ค่ำคืนนี้ ได้เกิดเื่ขึ้นในคุกของเมืองหลวง มีชายผู้หนึ่งแอบเข้ามาในคุกที่เป็สถานที่ไม่ว่าใครต่างก็ปฏิเสธ ไม่ยินดี
ฉินข่ายสวมชุดนักโทษ มวยผมหลวมๆ เขานั่งพิงกำแพงทอดสายตาออกไปยังหน้าต่างบานสูงที่อยู่้า
นอกหน้าต่างมองเห็นพระจันทร์เสี้ยวงดงามราวกับมู่เอ๋อร์ที่อยู่ในใจเขา เด็กหนุ่มที่บอบบางราวกับฝุ่นละออง
ยังดีว่าก่อนที่เขาจะถูกทอดทิ้งจากตระกูล เขากับมู่เอ๋อร์ได้เชื่อมความสัมพันธ์ทางใจกันแล้ว อย่างน้อยก็ยังมีคนที่คิดถึงเมื่อเขาต้องตายไป
ทว่าช่างน่าเสียดาย เขากลับทำให้อีกฝ่ายต้องเศร้าโศก แน่นอนว่าตัวเขาเองก็คงไม่อาจทนมองมู่เอ๋อร์หลั่งน้ำตาได้
เพราะน้ำตาเ่าั้อาจไหลหยดลงมาที่ปากแผลกลางใจเขา
ในการสอบสวนที่หน่วยงานต้าหลี่เมื่อสองวันก่อน ฉินฉือได้ตัดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกกับเขาลงแล้ว
เขาไม่ได้เป็คนโง่เขลา แต่ไหนแต่ไรบิดาของเขาเป็คนที่สนใจแต่ผลกำไร
เริ่มจากการที่ให้บุตรสาวของตนเองเข้าไปเป็พระสนมเอกแล้วให้กำเนิดพระโอรสออกมา เพราะอย่างนี้ทำให้บิดาเริ่มที่จะก้าวออกไปไกลขึ้น ในใจเอาแต่คิดว่าจะทำให้อวี้ฉู่หลิงกลายเป็รัชทายาท เพื่อประโยชน์และอำนาจจึงได้นำคำว่า ‘คุณธรรมเพียบพร้อม1 ’ ใส่ไว้ในหัว คิดคำนวณในทุกๆ วันและถกเถียงกับเหล่าผู้คนในราชสำนักอย่างไร้ความหมาย
เพราะตนเองอยู่ในตำแหน่งอัครเสนาบดีฝ่ายขวา ไม่อาจเอื้อมที่จะเป็ตำแหน่งฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาของฮ่องเต้ได้ ซึ่งนั่นก็เป็อีกสาเหตุหนึ่งที่ฮ่องเต้ไม่คิดจะปกป้องเขา
แต่สิ่งที่ฉินฉือปฏิบัติต่อบุตรชายอย่างเขานั้นช่าง…
หลังจากมารดาเสียชีวิต เหล่าคุณชายและคุณหนูในจวนพลันกลายเป็หมากของฉินข่ายอย่างเชื่องช้า เพื่อที่จะยักยอกเงินของผู้อื่นและใช้ประโยชน์ซื่อหลางซึ่งเป็เสนาบดีกรมยุติธรรม เขาจึงได้ส่งน้องสาวที่อายุเพิ่งจะย่าง 15 ปีให้ไปแต่งงานกับคุณชายที่ไม่ทำงานทำการ เอาแต่เที่ยวเตร่ไปวันๆ ของตระกูลเสนาบดีกรมยุติธรรม และพี่ชายคนโตของเขาก็แต่งงานกับฟูเหรินและเหล่าสนมหลายต่อหลายคน
เวลาผ่านไป ตระกูลฉินได้กลายเป็ม่านหมอกอันแสนมืดมน ฉินข่ายกับผู้เป็บิดาหันหลังให้กันมายาวนาน เป็เหตุให้ชะตากรรมของเขาในวันนี้ช่างน่าเศร้า แต่มันก็เป็สิ่งที่เขาเคยคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
ในขณะที่ฉินข่ายกำลังเศร้าใจอยู่ภายใต้แสงจันทร์ กลับมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาในคุก อีกทั้งเสียงฝีเท้านั้นยังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ก่อนที่หน้าประตูห้องขังของเขาจะปรากฏร่างของคนในชุดคลุมผู้หนึ่ง
พอมองดูช่างคล้ายคลึงกับผู้ที่เขาคะนึงหายิ่งนัก
ฉินข่ายแทบกลั้นหายใจ เขาตั้งใจมองดูก่อนจะรอ
“ลำบากท่านผู้คุมขังเสียแล้ว” คนในชุดคลุมยื่นบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ส่งไปถึงมือของผู้คุมขัง
ผู้คุมขังลองชั่งน้ำหนักของในมือแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “รีบๆ ล่ะ”
หลังจากนั้นจึงได้ไขกุญแจเปิดประตูห้องขังของฉินข่ายออก
ฉินข่ายที่มองเห็นคนที่ก้าวเข้ามาหาตนเองรีบะโขึ้นมา “มู่เอ๋อร์”
“เจ๋อิ” ไป๋มู่เองก็รีบถอดหมวกของตนเอง
เจ๋อิคือนามของฉินข่ายที่เขาตั้งขึ้นเป็พิเศษเพื่อไป๋มู่ เพราะเขาไม่อยากให้มู่เอ๋อร์เอาแต่เรียกเขาว่าคุณชายฉิน รวมถึงคำว่าเจ๋อิก็เป็คำที่ไป๋มู่เลือกด้วยตนเอง แล้วยังบอกอีกว่าเป็ถ้อยคำที่เหมาะกับอุปนิสัยของเขา
ในดวงตาของไป๋มู่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ทำให้ฉินข่ายที่พบเห็นรู้สึกเ็ปใจอย่างยิ่ง
ฉินข่ายลุกขึ้นพลางก้าวไปหยุดอยู่ข้างกายไป๋มู่ เขาซับน้ำตาที่หางตาอีกฝ่ายแล้วประทับจูบที่แก้มใส “มู่เอ๋อร์ อย่าเสียใจไปเลย”
ไป๋มู่พยักหน้ารับ ไม่เอื้อนเอ่ยคำพูด แต่กอดเอวของฉินข่ายไว้
ทั้งคู่โอบกอดกันอยู่เงียบๆ อย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนที่ฉินข่ายจะเอ่ยถาม “มู่เอ๋อร์ เ้าเข้ามาได้อย่างไร”
ไป๋มู่ปล่อยมือออกแล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของตนเอง ก่อนเอ่ยตอบไปตามตรง “เป็จ้านหวังที่ช่วยข้า”
สีหน้าของฉินข่ายดูใเป็อย่างมาก ท่านอ๋องผู้นี้คือผู้ที่เข้าไปเป็พยานให้บิดาเขา ทั้งยังเป็คนที่ส่งเขาเข้ามาในนี้อีกด้วย
ไป๋มู่กล่าวต่อ “อันที่จริง...ข้าเป็คนของจ้านหวัง เป็เด็กที่ท่านต้าซือหม่าหรงจิ่งช่วยเหลือจากคืนที่หิมะตกหนักและนำกลับไปเลี้ยงดู หลังจากข้าเติบใหญ่ก็แอบซ่อนตัวอยู่ในหอชุนเซียงมาตลอด เื่ของหลินเหลียงคือเื่ที่ได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ข้ากับเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกัน”
“เป็อย่างนี้เองหรือ” แม้ฉินข่ายจะใกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ตัวตนของไป๋มู่นั้นก็ไม่ได้สำคัญกับเขาอยู่แล้ว เขายอมรับได้
นอกจากนี้ พอได้รับรู้ว่ามู่เอ๋อร์ของเขากับเ้าสารเลวหลินเหลียงมิได้มีความเกี่ยวพันกันก็ยิ่งดีใจ
หลังจากไป๋มู่ได้เปิดเผยความลับที่ปกปิดมานานก็รู้สึกโล่งใจขึ้น
ในที่สุด เขาก็สามารถปฏิบัติกับอีกฝ่ายได้อย่างซื่อสัตย์เสียที
------------------------------------------------
1 คุณธรรมเพียบพร้อม คือ ภักดีต่อบ้านเมือง กตัญญูต่อบิดามารดา ซื่อสัตย์ต่อสามีภรรยา มีคุณธรรมต่อมิตรสหาย
