แม้ว่าเยี่ยนเจาเจาจะยังไม่กล้าเปิดเผยฐานะของตน แต่ไม่ได้หมายความว่านางจะยอมทนอึดอัดคับข้องใจ
อาศัยชายคาบ้านคนอื่นอยู่ จำต้องยอมก้มหัว...คำนี้ใช้ไม่ได้กับเยี่ยนเจาเจา
ฮูหยินเรือนหลังกลุ่มนี้แค่้าแสดงอำนาจเพื่อควบคุมให้พวกเจาเจาปฏิบัติตาม หรืออย่างแย่ที่สุดคือสอดมือเข้ามายุ่มย่ามกับข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของนางกับพี่ชายรองก็เท่านั้น
ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่เยี่ยนเจาเจาจะต้องกลัวหรือแยแส หญิงในเรือนหลังเหล่านี้จะกล้าลงมือฆ่านางหรือ?
ในเมื่อไม่กล้า เยี่ยนเจาเจาก็ไม่กลัวคำพูดที่พ่นออกมาจากปากพวกเขาสักนิด
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้ก็ย่ำแย่ไปแล้ว และสายเืก็แก้ไขไม่ได้ เยี่ยนเจาเจาพยายามเอาใจนายหญิงผู้เฒ่าและลูกสะใภ้ทั้งสองไปจึงย่อมไร้ประโยชน์...ต่อให้ตีสนิทแค่ไหนก็คงจะสู้หลานชายหลานสาวแท้ๆ ไม่ได้อยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น เ้าบ้านที่แท้จริงในจวนนี้ก็คือท่านผู้าุโหยวนมู่ จากข่าวที่หนานิเหอส่งให้ เยี่ยนเจาเจาจึงได้รู้ว่าแม้นายหญิงผู้เฒ่าจะเป็ภรรยาแต่งใหม่ของสกุลหยวน แต่ในอดีตก็ไม่ได้รับความโปรดปรานอย่างยิ่ง ตอนนี้ท่านผู้าุโหยวนมู่จึงใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในชนบท และอีกสองวันข้างหน้านางกับหนานิเหอก็จะย้ายไปอยู่ชนบทกับท่านผู้าุโหยวนมู่เหมือนกัน แล้วนางยังต้องสนยายเฒ่าผู้นี้ด้วยหรือ?
สีหน้าเยี่ยนเจาเจาเต็มไปด้วยการต่อต้านดื้อแพ่ง นายหญิงผู้เฒ่าคาดไม่ถึงว่าคนที่รับกลับมาจะจองหองอวดดีเช่นนี้ ยิ่งนึกถึงสมัยก่อนที่ลูกบุญธรรมกับลูกสะใภ้บุญธรรมก็ไม่เคารพตนราวกับพิมพ์เดียวกัน ความโกรธเกลียดจึงปะทุขึ้นมา นางเงื้อมือที่ถือไม้เท้าใหญ่เพื่อจะตีเยี่ยนเจาเจา
เหล่าพี่น้องหญิงต่างกรีดร้อง แต่หนานิเหอกลับเดินเข้ามารับไม้เท้าที่เหวี่ยงลงมาของนายหญิงผู้เฒ่าได้ในทีเดียว คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย ใบหน้าเปลี่ยนเป็เยือกเย็นโดยพลัน “นายหญิงผู้เฒ่า หากท่านไม่ชอบข้ากับน้องสาว วันนี้พวกเราออกไปก็เท่านั้นเอง ไม่จำเป็ต้องลงไม้ลงมือ”
หนานิเหอกล่าวจบก็จูงเยี่ยนเจาเจาเดินออกไป
สถานการณ์ดำเนินไปอย่างแปลกประหลาด นายหญิงรองทำท่าจะเอ่ยต่อ แต่ลูกสาวข้างกายทั้งสองยื่นมือมารั้งนางไว้ก่อน บอกใบ้นางว่ามากเื่มิสู้น้อยเื่
ส่วนนายหญิงสามยืนมองหายนะอยู่รอบนอกด้วยความพึงพอใจ ปกติยัยแม่เล้าคนนี้มักจะเกรี้ยวกราดกับสามีของนางเป็อย่างมาก กับตัวนางก็ยิ่งไม่เคยทำสีหน้าดีๆ ด้วย วันนี้โกรธเยี่ยนเจาเจากับหนานิเหอจนเป็เช่นนี้ ช่างน่าสำราญใจเสียจริง
“ท่านแม่ อาจ้าวกับชิวเกอเอ๋อร์ถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างนอก คงไม่ค่อยคุ้นเคยกับท่านนัก วันนี้ฮุยเกอเอ๋อร์เองก็ไม่ดี ล่วงเกินพี่ชายเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาทำผิดและควรขอโทษ ท่านอย่าโกรธไปเลย ระวังเสียสุขภาพนะเ้าคะ หากนายท่านผู้เฒ่าตำหนิลงมา พวกเราสะใภ้จะชี้แจงลำบากเ้าค่ะ”
หลังจากนายหญิงใหญ่เบิ่งตามองละครตลกจนจบ จึงค่อยๆ ลูบตรงตำแหน่งหัวใจของนายหญิงผู้เฒ่า แล้วกล่าวปลอบโยนนางอย่างเอาใจใส่
อาจเพราะนายท่านผู้เฒ่าเป็ไม้ตายสุดท้าย พอนายหญิงผู้เฒ่าได้ยินเช่นนั้น ต่อให้ภายในใจโกรธจัดเพียงใดก็ยังต้องปิดปากเงียบ ก่อนหันหลังจากไปโดยไม่ยอมมองใครสักคน
ประจวบเหมาะกับที่ท่านหมอมาพอดี นายหญิงผู้เฒ่าจึงเดินตามท่านหมอเข้าไปในห้องโถงที่กั้นด้วยมู่ลี่เขียวข้างหลังที่หยวนอีเฉี่ยวนอนอยู่
จากนั้นนายหญิงใหญ่ก็รีบหันไปเอ่ยกับเยี่ยนเจาเจาและหนานิเหอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียใจ
“วันนี้เดิมนายหญิงผู้เฒ่าสุขภาพไม่ค่อยดี ยิ่งมาเห็นเฉี่ยวเจี่ยเอ๋อร์าเ็ที่แก้มก็คงปวดใจจึงได้พูดจารุนแรงไปบ้าง นายหญิงผู้เฒ่าไม่ได้เจตนา เ้าอย่าเก็บไปใส่ใจเลย ทั้งหมดเป็เพราะอาสะใภ้ทำได้ไม่ดีเอง”
คำพูดนี้ช่างพิจารณาครอบคลุมทุกอย่างเสียจริง ช่างเป็ลูกสะใภ้ใหญ่ที่โอบอ้อมอารีเสียเหลือเกิน!
แต่น่าเสียดายที่คำพูดสวยหรูของนางเป็เพียงแค่การประณามว่าเยี่ยนเจาเจากับหนานิเหอเป็คนอกตัญญูทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพื่อระงับความไม่พอใจที่ทุกคนมีต่อหยวนหยางฮุยเมื่อครู่ก็เท่านั้น
“เอาละๆ เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น เป็เพราะข้าทำได้ไม่ดีพอเอง วันนี้แยกย้ายกันก่อน สีหน้าพวกเด็กๆ ไม่ค่อยดีแล้ว ร่างกายก็มีาแ ประเดี๋ยวยังต้องเชิญหมอมาตรวจด้วย อย่ารั้งกันอยู่เลย”
ใบหน้าของนายหญิงสามหมดสนุกแล้ว เห็นชัดว่ายังดูละครฉากนี้ไม่พอ แต่จวินเกอเอ๋อร์ยังเด็กมากและเริ่มหิวด้วย นายหญิงสามจึงต้องพาลูกชายนางกลับไปก่อน
นายหญิงรองเองก็เหมือนมีบางอย่างอยากพูดกับนายหญิงใหญ่ จนไม่อาจซ่อนความในใจบนสีหน้าได้ ทว่าหลังจากที่นายหญิงใหญ่ส่งสายตาปลอบโยนหลายต่อหลายครั้ง นางจึงค่อยพาฝาแฝดรูปงามของตนกลับบ้านรองไป
สักพักต่อมา คนมากมายกว่าครึ่งก็หายไปจากห้องโถงหลัก เยี่ยนเจาเจายืนมองอยู่ด้านข้างด้วยสายตาเ็า อดอยากชมว่าดีใส่นายหญิงผู้เฒ่าไม่ได้
“ชิวเกอเอ๋อร์ อาจ้าว อาสะใภ้จัดเรือนให้พวกเ้าเรียบร้อยแล้ว อยู่เรือนข้างๆ เฉี่ยวเจี่ยเอ๋อร์และฮุยเกอเอ๋อร์ พวกเ้าคงเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ตกกลางคืนอาสะใภ้จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกเ้า ตอนนั้นต้องให้ฮุยเกอเอ๋อร์ยอมรับผิดแน่นอน”
นายหญิงใหญ่ฉลาดแพรวพราวจนแทบจะคำนวณจิตใจทุกคนได้เกือบทั้งหมด นางคิดแค่ว่าพร่ำพูดเื่ดีๆ ไป เด็กยังโตไม่เต็มวัยสองคนเบื้องหน้าอย่างไรก็น่าจะอ่อนลงบ้าง
แต่นางกลับไม่รู้ว่าเยี่ยนเจาเจาอ่านความคิดของนางออกเกือบหมดแล้ว เยี่ยนเจาเจาจึงรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาในใจ อีกทั้งบนมือหนานิเหอก็ยังมีแผลอยู่ทำให้เจาเจาไม่อยากเสียเวลาเอ่ยอะไรไร้สาระ ทำเพียงถอนหายใจแม้สีหน้าไม่ยินยอมแต่โอนอ่อนลง
“เช่นนั้นขอให้ท่านอาสะใภ้เชิญท่านหมอมาตรวจพี่ชายข้าด้วยเ้าค่ะ”
“ย่อมเป็เช่นนั้น ประเดี๋ยวจะมีบ่าวชราพาพวกเ้าไปที่เรือน อาสะใภ้ยังห่วงาแบนหน้าของเฉี่ยวเจี่ยเอ๋อร์ แต่คราวหน้าจะส่งพวกเ้ากลับเรือนด้วยตนเองแน่นอน”
นายหญิงใหญ่เป็คนมีน้ำอดน้ำทนมากกว่าคนทั่วไปจริงๆ นางในตอนนี้ยังคงเป็ห่วงเยี่ยนเจาเจาและหนานิเหอด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม ราวกับหยวนอีเฉี่ยวที่นอนร้องไห้โฮอยู่ในห้องหลังมู่ลี่ไม่ใช่เืเนื้อเชื้อไขที่นางคลอดออกมาเอง
บุคคลเยี่ยงนี้หาได้ยากในโลก หากมิใช่เพราะบุตรสองคนของนางไม่เอาไหน เกรงว่าคงผงาดขึ้นที่สูงไปนานแล้ว
เยี่ยนเจาเจารู้ว่าบีบคั้นนางเกินไปก็มิใช่เื่ดี จึงวางมือข้างเอวแล้วยอบตัวคารวะอย่างนอบน้อม นายหญิงใหญ่ถึงได้จากไปด้วยความพึงพอใจ
คนที่มาส่งเยี่ยนเจาเจาและหนานิเหอกลับเรือนคือโหม่วโหมวอบรมสองคนก่อนหน้านี้ ทั้งสองไม่เห็นว่าเยี่ยนเจาเจาเผด็จศึกในห้องโถงเมื่อครู่อย่างไร เห็นเพียงเยี่ยนเจาเจาทำให้นายหญิงใหญ่มีท่าทีอ่อนโยนยิ้มแย้มต่อนาง จึงอดใและสงสัยไม่ได้
“คุณหนูเจ็ด เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ?”
เยี่ยนเจาเจาไม่อยากสนใจพวกโหม่วโหมว นางเพิ่งจะเค้นแรงวิวาทกับคนในเรือนหลังไป ตอนนี้เลยเหนื่อยล้ามาก
โหม่วโหมวอบรมเห็นเยี่ยนเจาเจาเ็าดังเดิมจึงรู้สึกโกรธเล็กน้อย แต่สายตาของหงซิ่วยังคงจ้องพวกนางเขม็ง อีกทั้งไม่รู้อะไรดลใจพวกนางถึงไม่กล้าเอ่ยปากอีก เพียงนำทางไปอย่างเดียว
เวลาเดียวกัน ในห้องโถงหลังมู่ลี่สีเขียว
หลังจากทายาของท่านหมอไปแล้ว ความเ็ปของหยวนอีเฉี่ยวจึงชาลงชั่วคราว นางถึงได้หยุดร้องไห้ เหลือเพียงหยาดน้ำตาคลอในที่สุด
“เฉี่ยวเจี่ยเอ๋อร์ ร้องไห้ทำไม อย่าร้องเลย”
ขณะนี้ไม่มีคนเหลืออยู่ในห้องเล็กหลังมู่ลี่แล้ว นายหญิงผู้เฒ่าที่เมื่อครู่บอกจะมาดูหลานสาวก็กลับไปแล้วเช่นกัน จึงเหลือแค่คนสนิทของบ้านใหญ่เท่านั้น
ใบหน้านายหญิงใหญ่ฉายความสงสารเ็ปสุดแสนออกมา นางเพิ่งนั่งลงที่ขอบเตียงของหยวนอีเฉี่ยว หยวนอีเฉี่ยวก็หันตัวกลับไปและสะอึกสะอื้นเสียงแ่เบา “ท่านแม่ เหตุใดท่านไม่โยนสองพี่น้องไร้มารยาทนั่นออกจากจวนไปเล่า ดูสิตอนนี้มาทำร้ายใบหน้าข้า ข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร!”
“เฉี่ยวเอ๋อร์ แม่เองก็ไม่มีทางเลือก...” ก่อนที่นายหญิงใหญ่จะกล่าวจบ หยวนอีเฉี่ยวก็สะอื้นไห้เสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ไร้ทางเลือกอะไรกัน! ท่านแม่คือนายหญิงใหญ่ของสกุลหยวนเรา เหตุใดกับแค่เด็กป่าเถื่อนไร้บุพการีนั่นท่านก็ให้บทเรียนที่สาสมไม่ได้?”
หยวนอีเฉี่ยวเสียใจจริงๆ เดิมทีนางคิดว่าท่านแม่รักน้องชายมากกว่านางอยู่แล้ว พอมาวันนี้ตนถูกทำร้าย ท่านแม่กลับยังยิ้มแย้มพูดคุยกับเด็กโสโครกจากบ้านนอกสองคนนั่น ทั้งยังพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจอีก แต่เมื่อมาพูดกับนาง ท่านแม่ก็เอาแต่ตำหนิติเตียน
“ท่านแม่ ข้าต่างหากคือลูกท่าน ท่านยอมไปพูดคุยกับพวกเขา แต่กลับไม่ยอมโอ๋ข้าสักนิด แล้วข้าจะมีชีวิตไปเพื่อสิ่งใดกัน!
วันๆ ท่านบอกว่าท่านอาสะใภ้รองโง่เง่า แต่ท่านอาสะใภ้รองยังรู้จักตำหนิพวกเขาเพื่อข้า หากท่านดีกับข้าได้สักครึ่งของท่านอาสะใภ้รอง ข้าคงไม่ต้องเสียใจจนแทบสิ้นสติเช่นตอนนี้หรอก”
ปกติหยวนอีเฉี่ยวก็เป็คนอารมณ์ร้าย แต่วันนี้นางคับข้องใจจริงๆ น้ำตาในดวงตาครึ่งหนึ่งเกิดจากความเ็ป อีกครึ่งคือน้อยอกน้อยใจ ต่างก็ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย
“เฉี่ยวเจี่ยเอ๋อร์ แม่ก็ลำบากใจ
ท่านปู่ของเ้าเป็ผู้ออกปากเองว่าจะรับสองพี่น้องนั่นกลับมา ฉะนั้นใครจะด่าพวกเขาก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่พวกเรา
ใครคือบ้านใหญ่ที่ถูกต้องชอบธรรม เ้าไม่เข้าใจหรือ?
หากท่านปู่ทราบถึงการกระทำของน้องชายเ้าวันนี้ เกรงว่ากระทั่งนายหญิงผู้เฒ่าก็ยังโดนหางเลขไปด้วย หรือในใจเ้ายังไม่เข้าใจอีก?
แม่พร่ำสอนเ้ามาทั้งวันทั้งคืน เ้าโยนทิ้งไปหมดแล้วหรือไร?”
แม้ว่าสีหน้าของนายหญิงใหญ่เมื่อครู่จะดูสงบนิ่ง แต่ใจกลับโดนเยี่ยนเจาเจาทำให้โกรธจัดไปแล้ว
นางย่อมปวดใจที่เห็นบุตรสาวได้รับาเ็ ทว่านางควักหัวใจออกมาแสดงความจริงใจต่อลูกสาวขนาดนี้แล้ว ลูกสาวยังคงหาว่านางลำเอียง ใช้คำพูดนิ่มๆ เชือดเฉือนหัวใจของนางจนเจ็บช้ำด้วยความโมโห
“แม้เป็บุตรชายบุตรสาวของท่านลุง แต่ท่านลุงไม่อยู่ในผังตระกูลแล้ว ต่อให้เป็ผู้สืบทอดที่ถูกต้องตามกฎหมายแค่ไหน พวกเขาก็ไม่เท่าบ้านใหญ่ของพวกเราอยู่ดี”
หยวนอีเฉี่ยวตอนนี้ไม่ยอมฟังสิ่งใดทั้งนั้น แววตานางเต็มไปด้วยใจที่แตกสลายและความอัดอั้น
“เฉี่ยวเอ๋อร์” นายหญิงใหญ่อดนวดหว่างคิ้วไม่ได้ ก่อนจะหันตัวมากอดหยวนอีเฉี่ยวไว้ในอ้อมแขน แล้วเอ่ยเสียงแ่เบา “ปีนั้นเปิดหอบรรพชนขับไล่พวกเขาออกจากผังตระกูลไปแล้ว แต่ใครจะเดาได้เล่าว่าท่านปู่เ้าจะเปิดหอบรรพชนคืนฐานะเดิมแก่พวกเขาหรือไม่?”
คำพูดเหล่านี้ราวกับปลุกให้ตื่นจากฝัน หยวนอีเฉี่ยวเพิ่งรู้สึกว่าตนพูดผิดไป
ทว่านางได้รับาเ็จริงๆ ทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าจะทิ้งรอยแผลเป็ไว้หรือไม่ ถึงแม้ท่านแม่จะอยากเป็ลูกสะใภ้ใหญ่ที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อม แต่ก็ไม่ควรทิ้งบุตรสาวไว้ข้างหลัง หรือปล่อยให้คนอื่นมาิ่ประมาทตามอำเภอใจอยู่ดี!
หยวนอีเฉี่ยวเงียบกริบอย่างน้อยอกน้อยใจ ส่วนนายหญิงใหญ่ก็รู้สึกเหนื่อยทั้งทางกายและทางใจ
หยวนอีเฉี่ยวบอกว่านายหญิงบ้านรองปกป้องตนอยู่ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะขณะนั้นนางส่งสายตาให้นายหญิงรองเอ่ยคำ นายหญิงรองโง่งมนั่นคงไม่คิดเอ่ยสักประโยค!
ในทางกลับกัน แม้นายหญิงรองจะโง่เง่าแต่บุตรสาวที่เกิดมากลับฉลาดล้ำ หากเฉี่ยวเอ๋อร์ฉลาดได้สักครึ่งของฝาแฝดบุปผานั่น นางคงไม่จำเป็ต้องปากเปียกปากแฉะอธิบายให้มากความเช่นตอนนี้หรอก
สองคนใจสลาย ทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ
เรือนหลักเป็เช่นนี้ นายหญิงรองที่กลับบ้านรองไปก็กำลังพูดคุยกับพี่น้องรูปงามเช่นเดียวกัน
“เจินเจิน อ้ายอ้าย พวกเ้าคงเห็นแล้วว่าสองคนที่มาวันนี้เป็เด็กป่าเถื่อนไร้การศึกษา นอกจากจะทำร้ายพี่หญิงแล้วยังกระด้างกระเดื่องกับท่านย่าอีก ช่างหยาบคายน่ารังเกียจนัก ต่อไปพวกเ้าอยู่ให้ห่างจากพวกเขาหน่อยจะได้ไม่าเ็!”
ฝาแฝดหน้าคล้ายคลึงทั้งสองสบตากัน รอยยิ้มในแววตากระเพื่อมไหวเล็กน้อย ก่อนประคองมือซ้ายขวาของนายหญิงรองคนละข้าง แล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวล “คำพูดท่านแม่ผิดแล้วเ้าค่ะ”
