เมื่อลู่เต้ามาถึง ก็เห็นว่าหงฝูเดินลงไปในทะเลสาบ ม้วนแขนเสื้อ แล้วก้มตัวลงคลำหาอะไรบางอย่างอยู่ใต้น้ำ
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” ลู่เต้าถาม
“แปลก... ข้าเห็นมันอยู่ตรงนี้แท้ๆ” หงฝูคลำไปมาใต้น้ำด้วยความร้อนใจ ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะพลางดึงคันเบ็ดที่หักออกมาจากน้ำ “เจอแล้ว!”
หงฮวามองพี่ชายทำลายแผนการของนางเพียงเพราะเื่เล็กน้อยเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกขุ่นเคืองจนถือโอกาสบ่น “คันเบ็ดหักๆ จะมีอะไรน่าตื่นเต้นกัน”
“ไม่ใช่อย่างนั้น หงฮวา” ลู่เต้ามีสายตาเฉียบแหลมมองเห็นความผิดปกติบางอย่าง “ปลายคันเบ็ดมีสายเบ็ดผูกอยู่ แถมยังขยับได้ด้วย!”
“หนักจัง!” หงฝูถือคันเบ็ดที่เหลือเพียงแค่ส่วนด้ามจับไว้ในมือ รู้สึกว่ามันหนักอึ้งนัก
เขาก้าวถอยหลังขึ้นฝั่งทีละก้าว พร้อมกับดึงสายเบ็ดกลับมาอย่างช้าๆ ปลาตัวสีดำวาววับตัวใหญ่ที่ปากติดเบ็ดมีสาหร่ายพันอยู่เต็มตัว ก่อนจะค่อยๆ ถูกดึงขึ้นมาจากกองสาหร่าย
ถึงแม้ปลาตัวสีดำวาววับจะยังหายใจรวยริน แต่มันคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน มันลอยตัวเอียงข้างอยู่บนผิวน้ำอย่างอ่อนแรง
หงฮวาเบิกตากว้าง รีบเดินลงไปในทะเลสาบโดยไม่สนใจว่าเสื้อผ้าจะเปียกน้ำ ก่อนจะไปที่ข้างๆ ปลาตัวสีดำวาววับ แล้วดึงสาหร่ายที่พันอยู่รอบตัวมันออก
“เกล็ดปลาที่แวววาวดุจปลากระดี่มุกดำเช่นนี้ ไม่ผิดแน่...” หงฮวาหันไปมองลู่เต้าแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “นี่คือปลาในตำนานที่พวกเรากำลังตามหา ปลากระดี่มุกดำ!”
หงฮวาคิดว่าตนเองกำลังฝันไป จึงถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “พี่ชาย ท่านทำได้อย่างไรกัน”
“เอ๋?” หงฝูครุ่นคิดสักพักแล้วตอบ “ข้าแค่เห็นคันเบ็ด แล้วก็ดึงมันขึ้นมาเท่านั้นเอง”
“จะง่ายเกินไปแล้ว!” ลู่เต้าถึงกับอ้าปากค้าง
“ข้าก็คิดว่าโชคของข้าน่าจะดีกว่าคนอื่นอยู่บ้าง” หงฝูเอานิ้วชี้กับนิ้วโป้งชนกันด้วยความเขินอาย
ไป๋เสียที่อยู่ในร่างพึมพำ “ไม่... นี่ไม่ใช่แค่ดีกว่าเล็กน้อยแล้ว”
“นี่ เ้าหนู ลองต่อยมันสักหมัดสิ”
“เอ๋” ลู่เต้าพูดอย่างไม่เต็มใจ “อยู่ๆ จะไปต่อยเขาทำไมเล่า”
“เพราะข้าพนันได้เลยว่าเ้าทำไม่ได้” เขาพูดอย่างมั่นใจ
“แค่ต่อยหมัดเดียว ทำไมจะทำไม่ได้” เมื่อถูกลู่เต้าพูดเช่นนี้ ลู่เต้าก็รู้สึกไม่พอใจ จึงคิดจะต่อยหงฝูเบาๆ เพื่อไม่ให้เขาาเ็ จะได้พิสูจน์จะจะว่าไป๋เสียคิดผิด
ขณะที่เขาคิดเช่นนั้นและกำลังจะชูกำปั้นขึ้น ทันใดนั้นก็มีก้อนหินพุ่งแหวกอากาศมาโดนหน้าผากของลู่เต้าเข้าอย่างจัง
โอ๊ย! ลู่เต้าร้องด้วยความเ็ป เขาก้มลงเก็บก้อนหินขึ้นมาแล้วถามด้วยความโกรธ “ใครกัน!”
ไป๋เสียเบิกตากว้างมองหงฝูที่ดูท่าทางอ้วนกลมไร้พิษสงราวกับไม่ทำร้ายใคร เขาคิดว่าเื่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญอย่างแน่นอน เขาพึมพำเบาๆ “ในอีกแง่ เ้านี่อาจจะร้ายกาจกว่าข้าเสียอีก...”
“ปล่อย!” หวังเหล่ยและหลี่หูปรากฏตัวต่อหน้าลู่เต้าและคนอื่นๆ พวกเขาแผดเสียงเดือด “ปลากระดี่มุกดำนั่นเป็ของข้า!!”
“ไร้สาระ!” ลู่เต้าแย้งทันควัน “เนื้อปลานั่นสลักชื่อเ้าไว้หรือไง”
“บนตัวปลาไม่มี แต่บนเบ็ดตกปลามี!” หลี่หูเบียดเข้ามาช่วยพูด “ไม่เชื่อก็ดูสิ!”
ลู่เต้าไม่เชื่ออยู่แล้ว เขาส่งสายตาให้หงฝูเป็เชิงบอกให้เขาตรวจดู
หงฝูตรวจดูแล้วก็พบว่ามีอักขระสี่ตัวยุ่งเหยิงสลักอยู่้าจริงๆ
หวังเหล่ยกล่าวอย่างมั่นใจ “นั่นข้าใช้เล็บขูดไว้ตอนตกปลาเบื่อๆ ปลาตัวนี้ข้าตกได้ แค่เผลอปล่อยมันหลุดมือไป!”
“ในเมื่อมันหลุดมือไปแล้ว จะถือว่าเป็ของเ้าได้อย่างไร” ลู่เต้าถามทันที
เท่าที่เขาจำได้ ลู่เต้าไม่ได้ฉลาดเฉลียวและพูดจาเหน็บแนมเช่นนี้นี่
‘ปากเ้านี่ดีกว่าแต่ก่อนเยอะเลย’ หวังเหล่ยเพิ่งรู้ว่าตนเองพลั้งพูดไป ลิ้นก็พันกัน เลยพูดคำซ้ำๆ ไม่หยุด “นี่...นี่...”
หวังเหล่ยคงนึกไม่ถึงว่าที่ลู่เต้าพูดจาฉับไวเช่นนี้เป็เพราะเขามักจะเถียงกับไป๋เสียผู้ปราดเปรื่องอยู่เสมอ จึงทำให้ความสามารถในการโต้เถียงและความคิดของเขาพัฒนาไปด้วย
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบลง ลู่เต้าจึงรู้ว่าตนเองจี้ถูกจุดแล้ว จึงได้ทีขี่แพะไล่ “ว่าอย่างไรเล่า”
หวังเหล่ยเถียงไม่ออก เขามองหลี่หูที่อยู่ข้างๆ หวังว่าอีกฝ่ายจะช่วยพูด แต่หลี่หูกลับโบกมือเป็เชิงว่าหมดหนทาง เขาจึงโกรธจนหน้าแดงก่ำ เดินเข้าไปหาลู่เต้าด้วยท่าทางหาเื่ “ข้าว่าตอนนี้เ้าอวดดีไม่น้อยเลยนะ!”
ทั้งสองคนจ้องหน้ากันด้วยสายตาอาฆาต และไม่ยอมกันและกัน
บรรยากาศคุกรุ่นอย่างรุนแรง ราวกับจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
และในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะเปิดฉากต่อสู้ หงฮวาก็เข้ามาขวางไว้ตรงกลางแล้วแยกทั้งสองคนออกจากกัน “อย่าทะเลาะกันเลยเ้าเ้าค่ะ!”
หวังเหล่ยเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีหญิงสาวที่งดงามอ่อนโยนอยู่ข้างกายลู่เต้า เขาถูกดวงตาที่สดใสของหงฮวาตรึงไว้ทันที แม้จะสวมหน้ากากเงินอยู่ ก็มิอาจปกปิดผิวขาวผ่องและรูปร่างที่งดงามได้
เมื่อมองหลี่หูที่อยู่ข้างกายตนเอง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าหมาจิ้งจอก[1] ดวงตาเรียวเล็ก ปากยาว เมื่อมองจากไกลๆ ก็มีเค้าโครงคล้ายหมาจิ้งจอกอยู่บ้าง
‘เราต่างก็เป็คนหมู่บ้านเมฆาขาวเหมือนกัน ไฉนลู่เต้าถึงมีสาวงามเคียงข้าง ส่วนข้างกายข้ามีแต่หลี่หูกัน’ หวังเหล่ยเริ่มตั้งคำถามกับชีวิต
หวังเหล่ยคิดครู่หนึ่ง เขาไม่อยากให้หงฮวาต้องลำบากใจที่ต้องอยู่ตรงกลางระหว่างชายสองคน เขาจึงโอนอ่อนลงก่อน “ข้าจะไม่เถียงกับเ้าแล้ว! พวกเราไม่จำเป็ต้องใช้ปลาทั้งตัว ข้าว่าแบ่งกันคนละครึ่งดีหรือไม่”
เขาจงใจพูดเหมือนตัวเองใจกว้าง หวังว่าจะสร้างความประทับใจให้หงฮวาได้มากขึ้น ตอนแรกหวังเหล่ยเพียงแค่ลองเสี่ยงดู ใครจะคิดว่าดวงตาหงฮวาจะเปล่งประกาย นางกุมมือเขาด้วยความดีใจ “จริงหรือ”
แม้หน้ากากจะหนาขนาดไหนก็ไม่อาจปกปิดรอยยิ้มของนางได้ เมื่อหวังเหล่ยเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกราวกับละลาย หัวใจเต้นแรง พยักหน้าหงึกๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “จริงสิๆ”
“ข้าก็ไม่จำเป็ต้องใช้ปลาทั้งตัวในการทำอาหารเช่นกัน” หงฮวากล่าวด้วยความยินดี “เช่นนั้นพวกเรามาแบ่งปลาตัวนี้กัน แล้วก็ยุติเื่นี้โดยสันติ จากนั้นค่อยมาประลองกันบนโต๊ะอาหารกันเถิด!”
‘ช่างเป็หญิงสาวที่รักสันติและมีจิตใจสูงส่งอะไรเช่นนี้...’ หวังเหล่ยหลงใหลนางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น บัดนี้ในสายตาเขา หงฮวาดูราวกับเทพธิดาผู้สง่างามไปแล้ว
เดิมทีลู่เต้าไม่คิดจะแบ่งเกล็ดปลาให้หวังเหล่ยแม้แต่ชิ้นเดียว แต่เมื่อเห็นว่าหงฮวาพยายามอย่างหนักเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างเขากับหวังเหล่ย เขาจึงไม่อยากให้ความพยายามของนางสูญเปล่า จึงพยักหน้าเห็นด้วย
เนื่องจากทั้งสองคนทำงานในร้านขายปลา จึงชำนิชำนาญในการแล่ปลาและขอดเกล็ด หวังเหล่ยดึงปลากระดี่มุกดำขึ้นจากน้ำ และหลี่หูก็กำลังลับมีดแล่ปลาอยู่ริมทะเลสาบ
เขาใช้สันมีดเคาะปลาจนสลบก่อน จากนั้นก็ควักเหงือก ขอดเกล็ด และเอาเครื่องในออก ก่อนแล่ปลาออกเป็สี่ส่วน ได้แก่ เนื้อปลาสองชิ้นใหญ่ หัวปลา และก้างปลา
ตามข้อตกลง หวังเหล่ยและหลี่หูได้หัวปลาและเนื้อปลาชิ้นใหญ่ไป ส่วนหงฮวาได้ก้างปลาและเนื้อปลาอีกชิ้นหนึ่ง
เมื่อเห็นหวังเหล่ยและหลี่หูถือหัวปลาจากไป ลู่เต้ารู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบ เขาบ่น “น้ำหนักระหว่างหัวปลากับก้างปลามันต่างกันมากเกินไปไม่ใช่หรือ น่าจะแบ่งปลาทั้งตัวคนละครึ่งมากกว่า”
“บางทีพวกเขาอาจจะทำอาหารที่เกี่ยวกับหัวปลาก็ได้” หงฮวาไม่ได้ใส่ใจนัก นางยิ้มพร้อมถือเนื้อปลาขาวชั้นเลิศที่ได้มาอย่างยากลำบาก “อย่างไรก็ตาม อาหารที่ข้าจะทำก็ไม่จำเป็ต้องใช้หัวปลา ให้พวกเขาไปก็ไม่เป็ไรหรอก”
เมื่ออาทิตย์ลาลับ หงฝูจากไปก่อน ลู่เต้าและหงฮวากลับไปยังสถานที่แข่งขันเพื่อเตรียมทำอาหาร
มีผู้เข้าแข่งขันอยู่ไม่กี่คน รวมทั้งพวกเขาและยามรักษาการณ์แล้ว อาจจะไม่ถึงยี่สิบคนด้วยซ้ำ ผู้ชมที่มามุงดูตอนเช้าต่างก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว บรรยากาศในสถานที่แข่งขันจึงดูเงียบเหงานัก
“ทุกคนหายไปไหนกัน” ลู่เต้าถามอย่างสงสัย
“การชิมอาหารจะเริ่มในวันพรุ่งนี้ตอนเที่ยง ตอนนี้ทำอาหารไปก็ไม่มีประโยชน์ ผู้ชมและผู้เข้าแข่งขันจะกะเวลาให้พอดีแล้วกลับมาในตอนเช้า”
“เช่นนั้นพวกเรามาทำอะไรตอนดึกดื่นเช่นนี้เล่า”
หงฮวายิ้มแห้งๆ “ไม่มีทาง อาหารของข้าต้องใช้เวลาปรุงนาน หากมาทำตอนเช้า เกรงว่าจะไม่ทัน”
หงฮวากลัวว่าลู่เต้าจะเหนื่อยเกินไป จึงเกลี้ยกล่อม “คุณชาย ท่านกลับไปพักที่จวนสกุลหงก่อน แล้วค่อยกลับมาพรุ่งนี้เช้าดีหรือไม่”
“ไม่” ลู่เต้านั่งลงกับพื้นพลางยิ้ม “ข้าจะอยู่เป็เพื่อนเ้าที่นี่”
‘เอ๊ะ’
“พวกเราเป็คู่หูกัน! ข้าจะทิ้งคู่หูของตัวเองไปนอนได้อย่างไรกัน” ลู่เต้ากล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
ความรู้สึกอุ่นๆ ปะทุอยู่ในอกหงฮวา นางยืนอยู่หน้าเตา นำตำราอาหารที่มารดาของนางมอบให้ออกมาจากอกแล้วเปิดอ่าน ภายในบันทึกวิธีการปรุงปลากระดี่มุกดำไว้อย่างชัดเจน
หลังจากตรวจสอบขั้นตอนอีกครั้ง หงฮวาก็พึมพำ ท่องจำซ้ำๆ แล้วเก็บตำราอาหารเข้าไป นางมองเนื้อปลาและก้างปลาสดๆ บนเขียง “ดูเหมือนว่าคืนนี้คงต้องยุ่งแล้ว”
[1] หูในชื่อหลี่หู หมายถึงจิ้งจอก
