บทที่ 157 ยาชิงหลิงอีกแล้วหรือ?
หลังจากข่าวแพร่กระจายออกไป นักพรตจำนวนนับไม่ถ้วนก็ช่วยบอกข่าวต่อๆ กันไป ไม่ใช่ว่าตระกูลลู่ได้รับความนิยมใดมากมายถึงเพียงนั้น ทว่าเป็เพราะงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะที่เขาหนิงชุยเฟิงจัดขึ้นครั้งก่อน มีผู้ได้รับผลประโยชน์จากมันจำนวนไม่น้อย คราวนี้ผู้ที่ครั้งก่อนคว้าโอกาสเอาไว้ไม่ทัน ย่อมไม่ปล่อยโอกาสครั้งนี้ให้หลุดมือไป อีกประการหนึ่ง ตระกูลลู่ก็มีนักปรุงโอสถขั้นห้าถึงสามคน หนึ่งในนั้นยังเป็นายน้อยตระกูลลู่ อัจฉริยะผู้สืบทอดเคล็ดวิชาลับ หากผู้ใดไม่คว้าโอกาสครั้งนี้ไว้ ก็นับว่าคนผู้นั้นช่างโง่เขลาเต็มทน
ผู้คนมากมายเริ่มรวบรวมเซียนหยกและสมุนไพรวิเศษตระเตรียมเอาไว้ เพราะจัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่สามารถใช้สมุนไพรวิเศษแลกโอสถได้ แม้ที่แห่งนั้นจะรับเพียงสมุนไพรหายากเป็ส่วนใหญ่ แต่หากสมุนไพรที่นำมามีคุณภาพระดับกลางขึ้นไปและมีปริมาณที่มากเพียงพอ บางทีตระกูลลู่อาจจะยอมรับแลกก็เป็ได้ อย่างมากก็อาจจะได้โอสถที่คุณภาพต่ำไปสักหน่อยเท่านั้น
ใน่ที่เขาหนิงชุยเฟิงกับตระกูลลู่เปิดศึกกัน นอกจากราคาโอสถจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว แม้แต่ราคาของอาวุธ และวัตถุดิบยาต่างๆ รวมไปถึงถ้ำและอีกหลายๆ อย่าง ล้วนได้รับผลกระทบจนราคาตกลงมาไม่น้อย ทำให้อาวุธวิเศษที่ก่อนหน้านี้มีราคาแพงจนแทบจะจับต้องไม่ได้ ไปจนถึงค่าเช่าสถานที่ในการฝึกฝนเคล็ดวิชา กลับกลายมาเป็โอกาสดีของบรรดานักพรตทั้งหลาย
ตระกูลลู่เลือกบริเวณพื้นที่เนินเขาเตี้ยๆ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบเทียนอวิ๋น เป็สถานที่จัดงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นในครั้งนี้ หลังจากปรับปรุงพื้นที่แล้ว จะสามารถรองรับเหล่านักพรตได้หนึ่งถึงสองหมื่นคน ตระกูลลู่สร้างเวทียกสูงเอาไว้บนเนินเขาลูกนั้น ทั้งยังจัดวางค่ายกลป้องกันและตำแหน่งที่นั่งไว้เสร็จสรรพ เตรียมการทุกอย่างให้พร้อมรับมือ
่เวลาสั้นๆ เพียงสองวัน ขุมกำลังน้อยใหญ่และนักพรตสันโดษที่เพิ่งจะแยกย้ายจากงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะของเขาหนิงชุยเฟิงก็พากันรุดหน้ามา พวกเขาล้วนตั้งหน้าตั้งตารอฉกฉวยผลประโยชน์ในงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นของตระกูลลู่ ผู้ที่มาร่วมงานในครั้งนี้มีจำนวนมากกว่าเมื่อครั้งงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะของเขาหนิงชุยเฟิงเกือบเท่าตัว และเมื่อพื้นที่บนเนินเขามีไม่เพียงพอ นักพรตจำนวนไม่น้อยต่างก็เรียกอาวุธของตนเองออกมา แล้วเหาะเหินรออยู่กลางอากาศ ดังนั้นเมื่อทอดมองจากที่ไกลๆ เนินเขาขนาดย่อมลูกนั้นจึงมีผู้คนรายล้อมั้แ่บนท้องนภาจรดผืนแผ่นดิน เป็ภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตายิ่งนัก
“นายน้อย พวกเราเตรียมสถานที่จัดงานตามที่ท่านสั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านคิดว่าเราควรจะเริ่มงานเมื่อไรดีเล่า?”
“เปิดงานเสียตอนนี้ ให้ผู้เฒ่าห้าเป็ผู้ดำเนินงานหลัก ถึงเวลาออกโรงเมื่อไร ข้าย่อมออกไปปรากฏตัวเอง”
ูเาเทียนฉยงของตระกูลลู่อยู่ห่างจากสถานที่จัดงานริมทะเลสาบเทียนอวิ๋นเพียงยี่สิบสามสิบลี้ สำหรับลู่อวี่ผู้ที่มีพลังยุทธ์อยู่ใน่ปลายของขั้นฟันฝ่าใช้เวลาเพียงเสี้ยวพริบตาเดียวก็ไปถึงแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รีบร้อนออกไปปรากฏตัวในยามนี้ ประเด็นหลักคือลู่อวี่ไม่ได้มองว่างานชุมนุมในครั้งนี้มีความสำคัญอะไรมากนัก หากไม่ใช่เพราะทางเขาหนิงชุยเฟิงจัดงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะตัดหน้าไปก่อน ด้วยนิสัยของคนอย่างเขา คงไม่มีทางลุกขึ้นมาจัดงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นได้แน่
แม้ว่าลู่อวี่จะเป็คนต้นคิดเื่การจัดงานชุมนุมในครั้งนี้ขึ้นมา ทว่าการจัดเตรียมงานทั้งหมดกลับเป็หน้าที่ของคนในตระกูลลู่ โดยมีลู่เหว่ยจุนผู้เป็ประมุขของตระกูลลู่ให้การสนับสนุนอย่างยิ่งใหญ่ ลู่อวี่เพียงเสนอความคิดเห็นเท่านั้น แต่เพื่อควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด เขาจึงมอบเตาหลอมโอสถระดับอาวุธวิเศษของตนเองให้ลู่หงิและศิษย์ในสำนักยืมใช้ชั่วคราว หากมีอาวุธิญญาในเตาหลอมคอยช่วยเหลือ พวกเขาน่าจะปรุงโอสถออกมาได้ครั้งละหลายพันเม็ดแบบไม่มีปัญหา
ทันใดนั้นบนท้องนภาอันห่างไกลจากพื้นที่จัดงานชุมนุมก็ปรากฏเงาร่างจำนวนหนึ่ง ลู่เหว่ยจุนในฐานะผู้ควบคุมดูแลงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นตระกูลลู่ มองปราดเดียวก็รู้ว่ากลุ่มคนเ่าั้คือคนจากเขาหนิงชุยเฟิง ผู้นำของกลุ่มนอกจากเสิ่นตานเจวี๋ยในอาภรณ์นักพรตไท่จี๋สีขาวแล้ว ยังมีชายชราแปลกหน้าผู้หนึ่งในอาภรณ์สีม่วงด้วย ซึ่งคนผู้นั้นย่อมต้องเป็หวันต่านเยวี่ยศิษย์พี่ของเขา ด้านหลังของทั้งสองคนมีศิษย์จากเขาหนิงชุยเฟิงติดตามมาด้วยสี่คน
ผู้มาเยือนย่อมเป็แขก ลู่เหว่ยจุนไม่คิดจะทำเื่เสียมารยาทต่อหน้านักพรตมากมายในเทียนตู ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็ศัตรูกับตระกูลลู่ก็ตาม ดังนั้นเขาจึงพาผู้เฒ่าที่รับหน้าที่ดูแลงานจำนวนหนึ่งออกไปต้อนรับพวกเขาที่ด้านหน้าทางเข้างานชุมนุม
เสิ่นตานเจวี๋ยกับศิษย์พี่ของเขาและบรรดาลูกศิษย์ทั้งสี่คนเดินทางมาด้วยอาวุธวิเศษรูปพยับเมฆ พวกเขาสวมอาภรณ์แขนกว้าง ชายอาภรณ์ปลิวไสวตามแรงลม มองดูแล้วคล้ายกับผู้ที่บำเพ็ญเพียรอยู่หลายส่วน
เมื่อมาถึงตรงทางเข้า ลู่เหว่ยจุนก็ปรากฏตัวแล้วประสานมือคารวะ “คิดไม่ถึงเลยว่าสหายนักพรตจากเขาหนิงชุยเฟิงจะมาร่วมงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นด้วย เชิญเข้าไปนั่งด้านในก่อน”
จุดประสงค์ของการจัดงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋น บรรดาคนจากเขาหนิงชุยเฟิงย่อมรู้ดีแก่ใจ และด้วยเหตุนี้แต่ละคนจึงมีสีหน้ามึนตึงไม่รับแขก สายตายากจะเก็บซ่อนความเป็อริเอาไว้ได้ ขอเพียงเป็ผู้ที่มีไหวพริบสักเล็กน้อย มองเพียงปราดเดียวก็จะรับรู้ได้ในทันที
เสิ่นตานเจวี๋ยยังไม่ทันจะเอ่ยตอบตามมารยาท หวันต่านเยวี่ยที่อยู่ข้างๆ ก็กวาดสายตามองไปทางสถานที่จัดงานชุมนุม คล้ายกำลังมองหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบเฉยขึ้นมาว่า “ตระกูลลู่เป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ของเทียนตู คงไม่ใช่ว่าพวกท่านไม่เข้าใจแม้แต่ธรรมเนียมขั้นพื้นฐาน? ต่อให้ลู่อวี่จะมีชื่อเสียงขจรไกลสักเพียงใด แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็ศิษย์ของเขาหนิงชุยเฟิง ข้ากับศิษย์น้องมาเยือนเช่นนี้ เหตุใดศิษย์หลานถึงไม่ยอมโผล่หน้าออกมาต้อนรับกันสักหน่อยเล่า!”
คำพูดของเขานอกจากจะทำให้บรรยากาศภายในงานเงียบสงัดลงเล็กน้อย ยังทำให้คนตระกูลลู่เกิดบันดาลโทสะขึ้นมา นายน้อยลู่อวี่ถือเป็ความภาคภูมิใจของตระกูลลู่ เมื่อครั้งอยู่เขาหนิงชุยเฟิงตัวเขาก็ไม่ได้รับการสั่งสอนอะไรสักอย่าง มิหนำซ้ำยังถูกคนเ่าั้ขับไล่กลับมาอีก ทว่ามาตอนนี้กลับกล้าวางมาดอวดเบ่งถือตนเป็อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ต่อหน้าคนตระกูลลู่ มิใช่ว่าเห็นตระกูลลู่ของพวกเขาเป็พวกอ่อนแอรังแกง่ายหรือ?
ใบหน้าที่เดิมประดับรอยยิ้มบางๆ ของลู่เหว่ยจุนพลันเยือกเย็นขึ้นในพริบตา เขาตอบด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยถ้อยคำเหน็บแนม “บุตรชายของข้าตัดขาดความเป็ศิษย์จากเขาหนิงชุยเฟิงนานแล้ว สหายนักพรตท่านนี้เห็นทีจะความจำไม่ค่อยดีสักเท่าไร!”
เสิ่นตานเจวี๋ยพลันเอ่ยเสียงเ็า “ตัดขาดอะไรกัน? เขาหนิงชุยเฟิงของข้าตอบตกลงแล้วหรือ? เขาเป็เพียงศิษย์ที่ถูกขับไล่ออกจากสำนักผู้หนึ่งก็เท่านั้น!” สีหน้าเ็าของเซินหยวนชิงและบรรดาศิษย์เขาหนิงชุยเฟิงมีรอยยิ้มเย็นเยือกปรากฏขึ้น พวกเขามาเยือนในครั้งนี้ก็เพื่อดูว่าตระกูลลู่จะใช้วิธีใดมาตอบโต้เขาหนิงชุยเฟิง ครั้งนี้มีท่านอาจารย์ลุงอยู่ที่นี่ด้วย ดูเอาเถิดว่าเ้าเด็กน้อยตระกูลลู่ยังจะกล้าโอหังอยู่อีกหรือไม่!
ลู่เหว่ยจุนเห็นว่าบรรดาผู้มาเยือนจากเขาหนิงชุยเฟิงมาเพื่อท้าทายตระกูลลู่ จึงไม่หลงเหลือความเกรงใจใดอีกต่อไป เอ่ยตอบอย่างเ็าว่า “เขาหนิงชุยเฟิงของพวกเ้าเกรงว่าจะไม่มีคุณสมบัติให้ชี้แนะและสั่งสอนบุตรชายของข้า เป็เพียงนักปรุงโอสถขั้นห้าธรรมดาๆ ผู้หนึ่งยังกล้าพูดจาอวดดีอีกหรือ มีสิ่งใดบ้างที่เขาหนิงชุยเฟิงของพวกเ้าเหนือกว่าตระกูลลู่ของข้าบ้าง? หือ บางทีอาจจะเป็เพราะตระกูลลู่หน้าบางเกินไป เทียบไม่ได้กับใครบางคนที่หน้าหนาราวกับกำแพงเมือง!”
“เ้า...” เสิ่นตานเจวี๋ยไม่คิดว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ลู่เหว่ยจุนจะกล้าเสียมารยาทต่อพวกเขา และในขณะที่กำลังจะโต้กลับไปอยู่นั้น กลับได้ยินเสียงแทรกเข้ามาว่า “เฮ้อ ทุกท่าน วันนี้เป็วันจัดงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นของตระกูลลู่ สหายนักพรตทั้งหลายมารอกันอยู่นานมากแล้ว อย่าเสียเวลาไปมากกว่านี้เลย!”
สิ้นเสียงดังกล่าว ร่างของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงกลางระหว่างเสิ่นตานเจวี๋ยกับลู่เหว่ยจุน บุรุษผู้นี้เป็ชายชรารูปร่างผอมสูง สวมใส่อาภรณ์สีคราม เขาคือผู้คุมกฎท่านหนึ่งจากตำหนักมหาเทพ และครั้งนี้เดินทางมาเข้าร่วมงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นในฐานะตัวแทนของตำหนักมหาเทพ
แม้พลังการฝึกปรือของผู้คุมกฎท่านนี้จะไม่ได้แตกต่างจากผู้เฒ่าของแต่ละตระกูลมากนัก แต่ฐานะของเขาใช่ว่าจะดูเบาได้ เพราะตำหนักมหาเทพเป็มหาอำนาจของเทียนตู ไม่มีกองกำลังใดคิดอยากจะล่วงเกิน
เมื่อเป็เช่นนั้น ลู่เหว่ยจุนกับเสิ่นตานเจวี๋ยย่อมไม่อาจพูดอะไรได้ ท่านประมุขตระกูลลู่มองว่าในเมื่อคนจากเขาหนิงชุยเฟิงอุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว เช่นนั้นก็ปล่อยพวกเขาไปเถิด แล้วมาดูกันว่าตระกูลลู่ของเขาจะตบหน้าเขาหนิงชุยเฟิงอย่างไร คิดว่าตระกูลลู่จะยอมอดทนอดกลั้นเหมือนเมื่อหลายปีก่อนกระนั้นหรือ!
ยามนี้ผู้คนในงานต่างประจำที่กันอย่างพร้อมเพรียง ผู้เฒ่าห้าของตระกูลลู่ ลู่หงิทำหน้าที่เป็ผู้ดำเนินการในพิธีต่างๆ หลังจากอธิบายเกี่ยวกับงานในวันนี้แบบคร่าวๆ แล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการปรุงโอสถโดยตรง ช่างดูเรียบง่ายและไร้พิธีรีตองอย่างยิ่ง
บนเวทียกสูงตรงกลางสถานที่จัดงาน ‘เตาหลอมเทียนซิง’ ของลู่อวี่ถูกจัดวางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
คนแรกที่ออกมาแสดงฝีมือคือลู่เหว่ยเฉินที่เพิ่งจะเลื่อนขั้นเป็นักปรุงโอสถขั้นห้าของตระกูลลู่ แม้ตัวเขาในยามนี้จะสามารถปรุงโอสถวิเศษขั้นห้าได้สองชนิด แต่เตาหลอมเทียนซิงของลู่อวี่มีอาวุธิญญาชิงเฟิงอยู่ด้วย ต่อให้ลู่เหว่ยเฉินจะปรุงโอสถไม่เป็ แต่ขอเพียงใส่วัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงโอสถลงไปในเตา ก็จะสามารถปรุงโอสถออกมาได้สำเร็จอยู่ดี ดังนั้นการปรุงโอสถครั้งนี้จึงไม่จำเป็จะต้องกังวลว่าโอกาสสำเร็จจะมีมากน้อยเพียงใด
ม่านพลังถูกเปิดใช้งาน เตาหลอมถูกอุ่นให้ร้อน สมุนไพรทั้งหมดถูกจัดเตรียมไว้อย่างเหมาะสม ขั้นตอนการปรุงโอสถไม่ได้แตกต่างจากเมื่อครั้งที่เขาหนิงชุยเฟิงปฏิบัติสักเท่าไร ทว่าใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ยามที่ลู่เหว่ยเฉินเปล่งเสียงคำรามออกมาเบาๆ โอสถขั้นห้าจำนวนหลายร้อยเม็ดก็พากันพรั่งพรูออกมา จากที่มองดูคร่าวๆ แล้วน่าจะมีจำนวนมากกว่าสองถึงสามร้อยเม็ด บรรดานักพรตที่พากันเดินทางมาร่วมงานมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มพูดคุยกันอย่างออกรส!
“นี่มัน...นี่มันไม่ใช่โอสถชิงหลิงที่าาโอสถเคยปรุงออกมาหรือ? แล้วเหตุใดตระกูลลู่ถึงปรุงออกมาได้เล่า?”
“เป็โอสถชิงหลิงจริงๆ ด้วย อีกทั้งปริมาณยังมากกว่าครั้งที่าาโอสถปรุงอีกต่างหาก ทักษะการปรุงโอสถของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าาาโอสถ อย่าบอกนะว่านักปรุงโอสถขั้นห้าที่เพิ่งจะเลื่อนขั้นหมาดๆ ของตระกูลลู่ สามารถเทียบชั้นกับาาโอสถของเขาหนิงชุยเฟิงได้?”
“พวกเ้าเห็นกันหรือไม่ อาภรณ์ของนักปรุงโอสถตระกูลลู่คล้ายคลึงกับอาภรณ์ที่าาโอสถสวมใส่ในครั้งนั้น เมื่อครู่นี้ไม่ทันได้สังเกต ครั้งนี้ดูเหมือนว่าตระกูลลู่ตั้งใจจัดงานชุมนุมเพื่อตบหน้าเขาหนิงชุยเฟิงชัดๆ!” เมื่อทุกคนสังเกตเห็นว่าอาภรณ์ที่ลู่เหว่ยเฉินสวมใส่มีความคล้ายคลึงกับชุดนักพรตไท่จี๋สีเงินของเสิ่นตานเจวี๋ยยิ่งนัก อีกประการหนึ่ง ดูจากการตัดเย็บและความแวววาวของมันแล้ว เกรงว่าจะเป็ของคุณภาพสูงกว่าที่าาโอสถเสิ่นตานเจวี๋ยสวมใส่เสียอีก
คนจำนวนไม่น้อยกำลังหันไปมองกลุ่มคนจากเขาหนิงชุยเฟิงด้วยสายตาแปลกประหลาด ความนัยที่แฝงในสายตาเ่าั้ทำให้ผู้ที่เคยสุขุมนุ่มลึกมาโดยตลอดอย่างเสิ่นตานเจวี๋ยรู้สึกเหมือนกำลังนั่งบนพรมหนาม
หวันต่านเยวี่ยแค่นเสียงเ็าแล้วถ่ายทอดเสียงไปว่า “ศิษย์น้อง ตระกูลลู่เพียงใช้วิธีการชั้นต่ำที่ไม่อาจเปิดเผยให้ผู้ใดเห็นได้ก็เท่านั้น เ้าอย่าเพิ่งหุนหันพลันแล่น! โอสถชิงหลิงนั้น ขอเพียงมีกลีบดอกของต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นเป็ส่วนประกอบ ย่อมปรุงออกมาได้อยู่แล้ว หาได้ปรุงออกมายากเย็นไม่ และต่อให้พวกเขาจะหลอมมันออกมาได้ ก็ไม่นับว่าเป็เื่ใหญ่อะไร!”
เสิ่นตานเจวี๋ยพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่แสดงพิรุธใดให้เห็น เขาพรูลมหายใจออกช้าๆ จุดยืนของเขาหนิงชุยเฟิงในปัจจุบันนี้ แม้จะไม่ถึงขั้นอยู่ร่วมโลกกับตระกูลลู่ไม่ได้ แต่ก็ไม่เหลือจุดที่สามารถผ่อนปรนให้กันและกันได้อีกต่อไป เหลือเพียงจับตาดูว่าตระกูลลู่จะสามารถจัดงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นได้ถึงระดับใด เขาไม่เชื่อว่าเ้าเด็กฟันยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างลู่อวี่ จะสามารถฝึกทั้งพลังบำเพ็ญเพียรและการปรุงโอสถไปพร้อมๆ กันได้ และถึงเขาจะสามารถปรุงโอสถขั้นสูงออกมาได้ แต่ปริมาณโอสถที่ปรุงออกมานั้นไม่มีทางสู้ตนเองกับศิษย์พี่ได้อย่างแน่นอน สำหรับเหล่านักพรตที่ไม่เข้าใจเื่การปรุงโอสถ ย่อมไม่มีทางมองความแตกต่างของโอสถเ่าั้ออก
ลู่หงิที่ยืนอยู่บนเวทีพยักหน้าเล็กน้อยด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม ตระกูลลู่ในปัจจุบันนี้ไม่จำเป็ต้องให้นายน้อยคอยหนุนหลังตลอดเวลาอีกต่อไป ด้วยคุณสมบัติของนายน้อย หากเอาแต่ทุ่มเทกับการปรุงโอสถเพียงอย่างเดียวคงเป็การเสียเวลาเปล่า มายามนี้มีคนรับ่ต่อจากเขาแล้ว ทั้งเขาและนายน้อยก็จะได้ผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
ตอนนั้นเอง ลู่เหว่ยเฉินก็สะบัดชายแขนอาภรณ์ของตนเองหนึ่งครา เพื่อเก็บรวบรวมโอสถทั้งหมดที่ถูกม่านพลังกั้นเอาไว้ ก่อนจะหันไปโค้งกายให้ผู้ชมที่อยู่รอบๆ เล็กน้อย จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งประจำตำแหน่งแล้วหลับตา ไม่ปริปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ หากไม่รู้คงคิดว่าเขาสูญเสียพลังงานในการปรุงโอสถมากเกินไป แต่ความจริงแล้วลู่เหว่ยเฉินเพียงตื่นเต้นจนประหม่า กลัวว่าหากควบคุมตัวเองได้ไม่ดี อาจจะเผลอทำเื่เสียมารยาทออกไป
ต่อมาย่อมเป็การออกโรงของลู่หงิ ผู้เฒ่าห้าของตระกูลลู่ เตาหลอมโอสถและวัตถุดิบถูกจัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
บรรดานักปรุงโอสถที่อยู่ด้านล่างเมื่อมองเห็นวัตถุดิบที่ตระกูลลู่นำออกมาก็พากันชะงักไปเล็กน้อย บางคนอดใจไม่ไหวจนหลุดปากออกมาว่า “โอสถชิงหลิงอีกแล้วหรือ?”
เสิ่นตานเจวี๋ยกับหวันต่านเยวี่ยก็อดหรี่ตามองตามไม่ได้ สีหน้าของพวกเขาในยามนี้ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรนัก
