“ย้าก...”
ตามการะเิเสียงคำรามของเยี่ยเฉินเฟิง จิติญญาสู้รบของเขาเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับสูงสุด กล้ามเนื้อทั่วร่างพากันกู่ร้อง พละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวของร่างกายแผ่ซ่านออกไปรอบทิศ
เมื่อรับรู้ถึงจิติญญาการสู้รบและพลังกายที่ไหลทะลักออกมาจากร่ายของเยี่ยเฉินเฟิง ในที่สุดสีหน้าของเซินถูเสวี่ยก็เปลี่ยนไป
เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีปัญญาจะปล่อยพลังที่น่ากลัวเช่นนี้ออกมาเลย เขารู้ได้ทันทีว่าตนเองประมาทอีกฝ่ายมากเกินไป
"พรึ่บ…"
หลังจากเพิ่มพละกำลังของตนเองจนถึงขีดสูงสุดแล้ว ใต้ฝ่าเท้าของเยี่ยเฉินเฟิงก็ปรากฏแสงสว่างวาบ ร่างเบี่ยงหลบพลองไร้เงาที่เซินถูเสวี่ยฟาดลงมาด้วยองศาท่าทางที่แปลกพิสดารและไปโผล่ตรงหน้าของเซินถูเหยี่ยที่กำลังเสียขวัญจนหน้าถอดสีแทน
"ตัดจันทร์อำพราง"
ััได้ถึงจิตสังหารในดวงตาของเยี่ยเฉินเฟิง ใจของเซินถูเหยี่ยก็หล่นวูบ กลุ่มก้อนพลังิญญาพลันไหลทะลักเข้าไปยังดาบยาวสลักลายในมือ
"นับดารา!"
เมื่อดาบยาวที่ปกคลุมด้วยพลังิญญาสีฟ้าฟาดฟันลงมา เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่คิดจะเบี่ยงตัวหนีแต่อย่างใด เขากลับยื่นนิ้วชี้ที่มีพลังิญญาไหลทะลักออกไปด้านหน้าแทน
ลำแสงดรรชนีที่สว่างวาบเหมือนแสงดาวระยิบระยับพุ่งเข้าปะทะกับเคล็ดิญญาตัดจันทร์อำพรางของเซินถูเหยี่ยที่ฟาดลงมาก่อนจะยิงโดนภาพเสมือนดาบของอีกฝ่ายจนแตกกระจุยกลางอากาศ
“พรวด!”
หน้าอกของเซินถูเหยี่ยถูกอานุภาพของดรรชนีนับดารายิงทะลุผ่าน ฝากทิ้งรอยแผลเป็รูกลวงแดงฉาน เืรินไหลกระเซ็น
การจู่โจมนี้เยี่ยเฉินเฟิงสามารถปลิดชีพเซินถูเหยี่ยได้ในชั่วพริบตาด้วยซ้ำ แต่เขายังไม่แข็งแกร่งพอจะสังหารเซินถูเสวี่ยได้ เมื่อสิ้นไร้หนทาง เขาจึงทำได้เพียงโจมตีให้อีกฝ่ายาเ็หนัก
“ปีกตัดวายุ!”
ในเสี้ยวพริบตาที่เยี่ยเฉินเฟิงทำร้ายเซินถูเหยี่ยนจนาเ็ ซั่งกวนเผิงก็เรียกใช้เคล็ดิญญาฟันลงมาใส่หลังของเขาทันที
ในตอนที่ปราณคมขวานอันแข็งแกร่งดุดันทั้งสองสายกำลังจะเฉือนร่างของเยี่ยเฉินเฟิง ใต้ฝ่าเท้าของเขาก็พลันเกิดแสงสว่างวาบ ร่างกายพลิ้วไหวดุจมัจฉาในวารี ถอยหนีห่างจากเคล็ดิญญาของซั่งกวนเผิงได้ในเสี้ยวพริบตา
“พละกำลังหนึ่งหมื่นจิน”
เสี้ยววินาทีที่เยี่ยเฉินเฟิงเบี่ยงกายหลบ พละกำลังทั่วร่างที่คล้ายคลื่นถาโถมอย่างบ้าคลั่งก็ทะลักเข้าไปในกำปั้นของเขา หนึ่งหมัดถูกซัดใส่กลางหน้าอกของซั่งกวนเผิง
แรงลมที่เกิดจากปราณหมัดหวีดหวิวราวกับพายุที่ซัดกระหน่ำ จนซั่งกวนเผิงเกิดอาการแน่นหน้าอก
หมัดยังมาไม่ถึงพลังปราณก็ทำร้ายคนได้แล้ว อานุภาพอันรุนแรงของหมัดทำให้ซั่งกวนเผิงถึงกับหน้าเปลี่ยนสีรีบร้อนยกขวานหนักสองด้ามขึ้นมาประสานตรงกลางอกเพื่อป้องกันการโจมตีด้วยหมัดของเยี่ยเฉินเฟิง
“ปัง!”
เยี่ยเฉินเฟิงใช้หมัดที่บีบอัดพลังเอาไว้จนถึงขีดสุดซัดใส่ขวานที่ซั่งกวนเผิงยกขึ้นมาขวาง พลังอันรุนแรงสั่นะเืแขนของซั่งกวนเผิงจนชาหนึบ ขวานหลุดจากมือกระแทกลงกลางอกอย่างรุนแรง
เขารู้สึกว่าหน้าอกหนักอึ้ง ลำคอหวานวูบ ร่างคนถูกแรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวดีดกระเด็นออกไปหลายสิบเมตรก่อนจะร่วงลงพื้น าเ็สาหัสอยู่ไม่น้อย
“วิชาสัทท์คำราม”
เซินถูเสวี่ยคิดไม่ถึงเลยว่าเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตา เยี่ยเฉินเฟิงจะทำร้ายซั่งกวนเผิงและเซินถูเหยี่ยจนาเ็สาหัสได้ สีหน้าพลันเคร่งเครียดขึ้นมา เงาลวงตาของจิตอสูรคางคกโลหิตปรากฏขึ้นเื้ัของเขา พลังคลื่นแสงอันแข็งแกร่งถูกพ่นออกจากปากของเขาโจมตีใส่เยี่ยเฉินเฟิงที่อยู่เบื้องหน้า
“หึ่ง……”
“วิ้ง...”
เยี่ยเฉินเฟิงที่ถูกพลังคลื่นเสียงโจมตีใส่ก็รู้สึกเหมือนจิติญญาสั่นะเื เืลมทั่วร่างตีรวนกลับตาลปัตร เส้นลมปราณได้รับความเสียหายอย่างหนัก การตอบสนองจึงเชื่องช้าลงไปเล็กน้อย
“พลองไร้เงาสะท้านฟ้า”
เซินถูเสวี่ยฉวยโอกาสในระหว่างนั้น พลองไร้เงาในมือพลันปรากฏปราณพลองออกมาจำนวนมากปกคลุมทั่วทั้งผืนฟ้า เตรียมจะทุบใส่ศีรษะของเยี่ยเฉินเฟิงซ้ำๆ อย่างรุนแรง มุ่งหวังจะให้ศีรษะของอีกฝ่ายแตกละเอียด
“ประกายแสง!”
ใน่เวลาคับขันร่างกายเยี่ยเฉินเฟิงก็ตอบสนองโดยสัญชาตญาณ ลำแสงดรรชนีราวกับพญางูสว่างวาบขึ้นกลางเวหา ยิงเข้าใส่ไม้พลองที่กำลังฟาดลงมาเพื่อลดทอนอานุภาพการโจมตีของพลองไร้เงาสะท้านฟ้า ชะลอความเร็วการโจมตีของปราณเสมือนและวูบกายหลบหนีไปอีกฝั่งได้อย่างหวุดหวิด
“เปรี๊ยะ!”
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเยี่ยเฉินเฟิงปรากฏรอยแยกลึกเกือบหนึ่งเมตรทันทีที่กระบวนท่าพลองไร้เงาสะท้านฟ้าถูกฟาดลงมา พลังรุนแรงก็สั่นะเืพื้นดินจนเลื่อนลั่น
“ดรรชนีสะท้านจิต เ้ามีเคล็ดิญญาดรรชนีสะท้านจิตของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ได้อย่างไรในเมื่อมันไม่เคยถูกเผยแพร่ให้คนนอก แล้วยังฝึกฝนจนสำเร็จถึงกระบวนท่าที่สองอีกต่างหาก” เซินถูเสวี่ยมองดรรชนีสะท้านจิตออกและรู้ด้วยว่ามันมีมูลค่ามหาศาล สีหน้าของเขาดำทะมึนยิ่งกว่าเก่า กล่าวถามด้วยน้ำเสียงเย็นะเื
เยี่ยเฉินเฟิงที่ได้รับาเ็อยู่ไม่น้อยอีกทั้งยังสูญเสียพลังิญญาไปมากเลือกจะเมินเฉยต่อคำถามของเซินถูเสวี่ย รีบโยนยาฟื้นิญญาเข้าปากและกลืนลงไป ทำการฟื้นฟูพลังิญญาที่สูญเสียไปพร้อมกับกระโจนหายเข้าไปในพุ่มไม้รกทึบเพื่อหลบหนีออกจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด
“ถังเกอ ห้ามปล่อยให้มันหนีไปได้เชียวนะ ไม่งั้นพวกเราได้เจอปัญหาใหญ่แน่” เซินถูเหยี่ยที่าเ็สาหัสเห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงกำลังจะหลบหนีจึงรีบะโขึ้นเสียงดัง
“วางใจเถอะ มันหนีไม่รอดหรอก”
“แปดก้าวไล่จักจั่น”
เซินถูเสวี่ยใช้เคล็ดิญญาเพิ่มความเร็ว ความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวของเขาจึงทะยานขึ้นสูงหลายเท่าในชั่วพริบตา ก้าวทะยานเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถย่นระยะและเข้าประชิดร่างของเยี่ยเฉินเฟิงได้แล้ว
“วิชาสัทท์คำราม”
เมื่อเข้าใกล้จนอยู่ในระยะโจมตี จิตอสูรคางคกโลหิตก็ปรากฏขึ้นซ้อนทับร่างกายของเขาอีกครั้ง พลังคลื่นเสียงะเิผ่านมวลอากาศชั้นแล้วชั้นเล่ากระแทกใส่ร่างกายของเยี่ยเฉินเฟิงอย่างรุนแรง
หลังจากถูกพลังคลื่นเสียงกระแทกใส่อย่างต่อเนื่อง เส้นลมปราณทั่วร่างของเยี่ยเฉินเฟิงก็เสียหายอย่างหนัก เืสดๆ จำนวนมากไหลซึมออกจากมุมปากของเขา
“ตายซะ”
“พลองไร้เงาสะท้านฟ้า”
มวลพลังิญญาในร่างของเซินถูเสวี่ยไหลบ่าไปรวมกันที่พลองไร้เงาแล้วใช้เคล็ดิญญาที่ทรงอานุภาพสูงสุดที่เขาอยู่ทำการโจมตีใส่เยี่ยเฉินเฟิงอีกครั้ง
“ทลายจิต”
ใน่เวลาคับขันสุดขีด เยี่ยเฉินเฟิงที่เตรียมการมาล่วงหน้าก็พลันฟื้นคืนสติ พลังิญญาทั่วร่างไหลทะลักไปสู่นิ้วชี้ข้างขวาของเขา ก่อนจะยิงดรรชนีกระบวนท่าที่สามซึ่งมีอานุภาพสูงสุดออกไป
ลำแสงดรรชนียาวประมาณหนึ่งฉื่อซึ่งโคจรเป็เป็วงกลมด้วยความเร็วสูงพุ่งยิงใส่พลองไร้เงาสะท้านฟ้าชนปะทะกับปราณเสมือนของอีกฝ่ายอย่างรุนแรงก่อนจะโจมตีทะลุผ่านไป อานุภาพที่หลุดรอดถูกยิงเข้าใส่เซินถูเสวี่ยที่หน้าเผือดสี
“ชิ้ง!”
เมื่อดรรชนีสะท้านจิตโจมตีโดนไม้พลองไร้เงาที่เซินถูเสวี่ยยกขึ้นป้องกันตรงกลางอกก็บังเกิดคลื่นพลังสะท้อนกลับอันรุนแรงขึ้นทันที สั่นสะท้านจนแขนของเขาเหน็บชาไร้ความรู้สึก จุดหูโข่วปริแตกจนเืซึมไหล
“ดรรชนีทลายจิต! นี่เ้าฝึกฝนดรรชนีสะท้านจิตได้จนครบสมบูรณ์ทุกกระบวนเชียวเรอะ เ้าเป็ใครกันแน่เนี่ย?” เซินถูเสวี่ยหลุดปากด้วยความใ เขาอึ้งเมื่อรู้ว่าเยี่ยเฉินเฟิงฝึกฝนดรรชนีสะท้านจิตที่ขึ้นชื่อว่ายากเย็นแสนเข็ญได้สมบูรณ์ทุกกระบวนท่า
แม้จะหักล้างกระบวนท่าโจมตีของเซินถูเสวี่ยได้ตลอด แต่ความแข็งแกร่งของเซินถูเสวี่ยก็ยังเป็อันตรายต่อเขามากเกินไป เมื่อคิดคำนวณจนแน่ใจแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงจึงคิดจะหลบหนีออกไปจากสถานที่วุ่นวายตรงนี้ก่อน รอให้ได้รับเม็ดยาเก้าลำนำและเพิ่มพลังที่แท้จริงให้สูงขึ้นอีกขั้นค่อยตามคิดบัญชีหนีแค้นก็ยังไม่สาย
หลังจากตัดสินใจได้ ร่างกายของเยี่ยเฉินเฟิงก็ไหววูบกระโจนหายเข้าไปในป่าไม้รกทึบอีกครั้ง
“คิดจะหนีไปไหน”
เซินถูเสวี่ยเห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะหนีอีก จึงได้เหวี่ยงพลองไร้เงาในมือออกไป ก่อเกิดเป็พลังโจมตีที่งดงามราวกับท่าร่ายรำฟาดใส่แผ่นหลังของเยี่ยเฉินเฟิง บีบบังคับให้อีกฝ่ายต้องวูบหลบอย่างไร้ทางเลือก
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงใช้เคลื่อนย้ายเงาพราย ใต้ฝ่าเท้าปรากฏลำแสงสองสายสว่างวาบและหลบหลีกการโจมตีจากพลองไร้เงาด้วยท่วงท่าพิสดารอยู่นั้น เซินถูเสวี่ยก็ใช้กระบวนท่าแปดก้าวไล่จักจั่นเข้าประชิดตัวอีกฝ่าย
กลางฝ่ามือขวาปรากฏพลังิญญาสีฟ้าอมเขียวสะท้อนออกมา เขาเรียกใช้เคล็ดิญญาโจมตีเยี่ยเฉินเฟิงในระยะประชิด
“ทลายจิต!”
เมื่อเห็นฝ่าปราณเสมือนฝ่ามือพุ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่สนใจเส้นลมปราณที่เสียหายอีกต่อไป เขาเรียกใช้เคล็ดิญญาดรรชนีทลายจิตที่อานุภาพรุนแรงและผลาญพลังิญญาอย่างมากอีกครั้ง หนึ่งดรรชนีที่ชี้ออกไปได้ทำลายเคล็ดิญญาของเซินถูเสวี่ยจนสิ้น บีบให้อีกฝ่ายจนต้องร่นถอยหลังไปอย่างไม่เต็มใจ
ก่อนจะกระโจนเข้าไปในแมกไม้รกชัฏและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยท่ามกลางสายตาเจ็บใจของพวกเซินถูเสวี่ยที่มองตามมา
