บทที่ 3 หน้าที่เบ็ดเตล็ด
เปลวแดดบ่ายคล้อยแผดเผาจนไอความร้อนระอุเต้นเร่าอยู่เหนือพื้นคอนกรีตของลานเกียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของน้ำมันเครื่อง โลหะ และฮอร์โมนดิบเถื่อนของเหล่าอัลฟ่าที่กระจุกตัวกันหนาแน่นที่สุดในมหาวิทยาลัย
สำหรับ วาโย โอเมก้ายีนด้อยจากคณะสถาปัตย์ฯ ที่คุ้นชินกับกลิ่นสีน้ำและกระดาษโมเดล ที่นี่ไม่ต่างอะไรกับถ้ำเสือที่เขาถูกบังคับให้เดินเข้ามาด้วยสองเท้าของตัวเอง
“ชักช้า ขาสั้นหรือไง?”
เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดดังขึ้นจากร่างสูงใหญ่ที่เดินนำลิ่วอยู่ข้างหน้า ั ในชุดช็อปสีเืหมูพับแขนเสื้อโชว์รอยสักและมัดกล้ามหยุดเดินแล้วหันมาขมวดคิ้วใส่คนที่เดินตามหลังต้อยๆ
วาโยกัดฟันกรอด พยายามเร่งฝีเท้าทั้งที่ในมือสองข้างเต็มไปด้วยสัมภาระ ทั้งกระเป๋าเอกสาร โน้ตบุ๊ก และแก้วกาแฟแบรนด์หรูสองแก้วที่เ้าหนี้ตัวดีสั่งให้ไปซื้อมาเซ่นไหว้
“ผมไม่ได้ขาสั้น แต่ของที่คุณให้ถือมันหนัก”
วาโยเถียงกลับเสียงเรียบ ไม่ยอมสบตาดุๆ คู่นั้น
“หนักก็ทน เป็หนี้ก็ต้องใช้แรงงาน ไม่ใช่มายืนเถียงเ้าหนี้ฉอดๆ”
ักระตุกยิ้มมุมปากที่ดูน่าหมั่นไส้ที่สุดในโลก
“เร็วเข้า เพื่อนกูรอนานแล้ว”
วาโยสูดหายใจลึก พยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจเพื่อสงบสติอารมณ์ “ให้พวกมันรอจนแห้งไปตายเลยสิ ชิ”
“บ่นอะไร!!!”
ัผู้หูดีส่งเสียงลอยมา
“ไม่ได้บ่น แต่พึมพำเบาๆ กับตัวเอง”
วาโยอุบอิบเบาๆ
นับั้แ่วันที่เซ็นสัญญาทาส (ด้วยการข่มขู่) ชีวิตนักศึกษาปีหนึ่งผู้รักสงบของเขาก็พังทลายลงไม่มีชิ้นดี เขาต้องคอยปลีกตัวจากงานที่คณะมารับใช้คุณชายเอาแต่ใจคนนี้ตามคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็เื่ไร้สาระแค่ไหนก็ตาม
เมื่อเดินมาถึงโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นจามจุรีใหญ่ซึ่งเป็ฐานทัพของกลุ่มเฮดว้ากปีสาม สายตาหลายคู่ก็พุ่งตรงมาที่ผู้มาใหม่ทันที
“เฮ้ยๆ ไอ้ัพาสัตว์เลี้ยงตัวใหม่มาเปิดตัวว่ะ”
ชายหนุ่มผมทองท่าทางยียวนกวนประสาทที่ชื่อ ‘ซัน’ เอ่ยทักขึ้นเป็คนแรกพลางพ่นควันบุหรี่สีเทาหม่นขึ้นฟ้า สายตาเ้าเล่ห์ของเขากวาดมอง วาโย ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างัอย่างพิจารณา
“นี่เหรอเด็กสถาปัตย์ที่เขาลือกัน หน้าตาจืดๆ ใส่แว่นหนาเตอะ ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน มึงเปลี่ยนรสยมไปชอบของแปลกั้แ่เมื่อไหร่?”
ถึงปากจะพูดไปอย่างนั้น แต่ในใจซันกลับรู้สึกสะดุดกับความงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทางเรียบเฉยนั้น ผิวของเด็กหนุ่มคนนี้เนียนใสไร้ที่ติราวกับกระเบื้องเคลือบ ยามต้องแสงแดดอ่อนๆ ก็ยิ่งดูผุดผ่องสะดุดตา โดยเฉพาะขนตายาวงอนที่เรียงตัวสวยเป็แพราวกับตุ๊กตา ยามที่ดวงตากลมโตหลังแว่นหนาเตอะกะพริบปริบๆ ก็ยิ่งดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างประหลาด
“สวยกว่าผู้หญิงบางคนเสียอีก” ซันอดคิดในใจไม่ได้ ความรู้สึกสนใจใคร่รู้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ภายใต้ท่าทีที่ดูถูกเหยียดหยามของเขา
เพื่อนอีกสองสามคนในกลุ่มหัวเราะครืนผสมโรง สายตาที่มองมาที่วาโยเต็มไปด้วยการประเมินค่าและดูถูกเหยียดหยามตามประสากลุ่มอัลฟ่าหัวกะทิที่มองคนอื่นต่ำกว่าเสมอ
วาโยยืนนิ่ง วางของทั้งหมดลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง เขาชินชากับสายตาแบบนี้มาทั้งชีวิต... สายตาที่มองว่าเขาเป็แค่เบต้าไร้ค่า หรือแย่กว่านั้นคือโอเมก้ายีนด้อยที่สังคมรังเกียจ
“กูไม่ได้ชอบ...”
น้ำเสียงของัราบเรียบไร้อารมณ์ แต่ทว่าการกระทำกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ทันทีที่พูดจบ มือหนาก็เอื้อมไปคว้าท่อนแขนเล็กของวาโยแล้วกระตุกรั้งแรงๆ ให้ร่างโปร่งถลามายืนชิดติดกับเก้าอี้ฝั่งที่ตนนั่งอยู่ ราวกับ้าจะใช้ร่างกายของตัวเองสร้างกำแพงกั้น ไม่ให้ไอ้ซันได้เข้าใกล้หรือใช้สายตาสกปรกมองคนของเขาได้ถนัดถนี่
ัทรุดตัวลงนั่งไขว่ห้างด้วยท่วงท่าของราชสีห์หวงถิ่น เอื้อมมือไปแย่งแก้วอเมริกาโน่เย็นจากมือวาโยมาดูดอึกใหญ่ ก่อนจะปรายตามองคนที่ยืนตัวเกร็งอยู่ข้างกายด้วยสายตาอ่านยาก
“แค่เก็บมาใช้งานแก้เบื่อ”
“ใช้งาน?”
ซันเลิกคิ้วสูง มุมปากยกยิ้มร้ายกาจ ั์ตาแพรวพราวกวาดมองวาโยที่ถูกดึงไปหลบอยู่ข้างหลังั ไล่ั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาโลมเลียที่น่าขยะแขยงและเปิดเผยเจตนาชัดเจน
“ตัวบางร่างน้อยแบบนี้จะใช้งานอะไรได้วะ นอกจากงานบน...”
“ขอโทษนะครับ”
วาโยเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่เ็าจนคนฟังชะงัก เขาขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ ก่อนจะหันไปสบตากับซันตรงๆ ดวงตาภายใต้เลนส์แว่นไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“ถ้าสมองของคุณประมวลผลได้แค่เื่ใต้สะดือ ผมแนะนำให้ย้ายจากคณะวิศวะฯ ไปเรียนชีววิทยาเื่การสืบพันธุ์ของสัตว์เซลล์เดียวนะครับ น่าจะเหมาะกับระดับสติปัญญามากกว่า”
ความเงียบเข้าปกคลุมวงสนทนาทันที ซันอ้าปากค้าง บุหรี่แทบจะร่วงจากปาก ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ที่กำลังหัวเราะถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง
“ไอ้เด็กนี่! มึงกล้าดียังไงมาปากดีกับกู!”
ซันลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธจัด ใบหน้าแดงก่ำที่ถูกเด็กปีหนึ่งหักหน้ากลางวง
วาโยไม่ถอยหนี
“ผมแค่พูดความจริง หรือว่าความจริงมันแทงใจดำครับ?”
“มึง!”
ซันง้างมือทำท่าจะพุ่งเข้ามา
ปึก!
แก้วกาแฟพลาสติกถูกกระแทกลงบนโต๊ะหินอ่อนเสียงดังสนั่น หยุดทุกการเคลื่อนไหว ันั่งนิ่ง แววตาคมกริบตวัดมองเพื่อนสนิทด้วยสายตาที่อ่านยาก
“นั่งลงไอ้ซัน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำไร้อารมณ์ แต่กดดันจนคนฟังขนลุก
“แต่มันด่ากูนะเว้ยไอ้กร!”
“กูบอกให้นั่งลง”
ักดเสียงต่ำลงอีกระดับ ปล่อยฟีโรโมนกลิ่นดินปืนออกมาจางๆ เพื่อข่มขู่
ซันชะงัก กัดฟันกรอดอย่างเสียหน้า แต่ก็ยอมทิ้งตัวลงนั่งกระแทกกระทั้นแต่โดยดี ไม่มีใครกล้าขัดใจัในโหมดนี้
ัเบนสายตากลับมามองวาโยที่ยังยืนนิ่งด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ดูอันตรายและถูกใจในเวลาเดียวกัน
เขานึกว่าลูกหนี้คนนี้จะเป็แค่กระต่ายตื่นตูมที่เอาแต่สั่นกลัว ที่ไหนได้ กลับเป็แมวป่าที่ซ่อนเล็บคมๆ ไว้ภายใต้ท่าทีสงบเสงี่ยม
“ปากเก่งใช้ได้...”
ัเอ่ยชมที่ฟังดูเหมือนประชด
“เก็บเสียงไว้ครางตอนกูคิดดอกเบี้ยดีกว่ามั้ง”
วาโยเม้มปากแน่น หูร้อนผ่าวขึ้นมากับคำพูดสองแง่สองง่ามนั้น
“ไปยืนรอที่รถ” ัสั่งไล่หลัง
“เดี๋ยวคืนนี้กูมีงานให้มึงทำต่อ”
วาโยถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันหลังเดินจากไปโดยไม่ร่ำลาใคร ทิ้งให้กลุ่มวิศวะมองตามหลังด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เด็กคนนี้ ไม่ใช่แค่ ‘ของเล่น’ ธรรมดาๆ อย่างที่คิด
ณ สนามแข่งรถเถื่อนชานเมือง เวลา 23.45 น.
บรรยากาศยามค่ำคืนที่นี่แตกต่างจากมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง มันดิบเถื่อน รุนแรง และเต็มไปด้วยอันตราย กลิ่นน้ำมันเครื่อง ยางไหม้ และกลิ่นฟีโรโมนผสมปนเปของเหล่าอัลฟ่าที่กำลังคึกคะนองคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เสียงเครื่องยนต์ซูเปอร์คาร์ดัดแปลงคำรามกระหึ่มราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังหิวกระหายชัยชนะ
วาโยในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สีเข้มยืนกอดอกพิงขอบแบริเออร์ปูนบริเวณพิทส่วนตัวขอัเขาถูกลากตัวมาที่นี่ในฐานะ ‘เบ้ส่วนตัว’ ที่ต้องคอยดูแลความเรียบร้อยให้นักแข่งวีไอพี
ร่างสูงใหญ่ของัในชุดนักแข่งหนังสีดำสนิทที่ขับเน้นรูปร่างกำยำสมส่วน กำลังยืนคุยกับทีมช่างเครื่องด้วยสีหน้าจริงจัง แสงไฟสปอตไลต์สาดส่องลงมาทำให้เขาดูโดดเด่นและทรงพลังราวกับาาแห่งสนามแข่ง
ต้องยอมรับว่า ผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ที่อันตราย ดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างให้จับจ้องไม่วางตา ไม่ว่าจะเป็โอเมก้าสาวสวยในชุดวาบหวิว หรือเบต้าหนุ่มหน้าตาดี ต่างก็พยายามส่งสายตาเชิญชวนให้ทายาทมาเฟียหนุ่ม
“เฮ้อ... น่าเบื่อ”
วาโยบ่นพึมพำ พยายามทำตัวให้จืดจางที่สุด
“น้องชาย มาคนเดียวเหรอจ๊ะ?”
เสียงทุ้มของชายแปลกหน้าคนหนึ่งดังขึ้นข้างตัว วาโยหันไปมอง พบว่าเป็อัลฟ่าร่างท้วมสวมสร้อยทองเส้นโต กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกผสมกับกลิ่นตัวแรงจนน่าเวียนหัว
“ผมมากับเ้านายครับ”
วาโยตอบเลี่ยงๆ ขยับตัวหนี
“เ้านาย?
ใครกันวะที่ปล่อยให้ของดีๆ มายืนตากน้ำค้างอยู่ตรงนี้” ชายคนนั้นหัวเราะร่วน สายตาโลมเลียมองวาโยอย่างจาบจ้วง
“สนใจไปนั่งเล่นที่รถพี่ไหมน้อง? รถพี่แอร์เย็นนะ หรือจะไปนั่งตักพี่ก็ได้ พี่เลี้ยงดูอย่างดี”
วาโยขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“ขอโทษครับ ผมไม่สะดวก”
“เล่นตัวจังวะ เป็แค่เบต้าแท้ๆ ...”
ชายร่างท้วมเริ่มหงุดหงิด เอื้อมมือมาจะคว้าแขนวาโย
หมับ!
ท่อนแขนแกร่งราวกับคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของชายร่างท้วมก่อนที่จะถึงตัววาโย แรงบีบมหาศาลจนอีกฝ่ายร้องโอดโอย
“โอ๊ย! ใครวะ!”
ชายร่างท้วมหันขวับไปมอง แล้วก็ต้องหน้าซีดเผือดเมื่อพบกับดวงตาคมกริบสีรัตติกาลที่กำลังจ้องมองลงมาด้วยแววตาที่พร้อมจะฆ่าคนได้
“มึงจะเอามือสกปรกของมึง มาแตะต้องของของกูงั้นเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำของัดังกังวานเย็นะเื กลิ่นฟีโรโมน ดินปืนผสมมินต์เย็น แผ่พุ่งออกมาอย่างรุนแรงจนบรรยากาศรอบข้างกดดันถึงขีดสุด
“คะ... คุณั! ผม... ผมไม่ทราบว่าเป็เด็กของคุณ” ชายร่างท้วมละล่ำละลัก หน้าซีดตัวสั่น
“ไสหัวไป” ัสะบัดมือทิ้งอย่างรังเกียจ “ก่อนที่กูจะหักมือมึงทิ้ง”
ชายคนนั้นรีบวิ่งหนีหายเข้าไปในฝูงชนทันที ัหันขวับมาทางวาโยที่ยืนตัวแข็งทื่อ
“ยืนบื้อให้มันลวนลามอยู่ได้ ทำไมไม่หลบ?” ัดุเสียงเข้ม ความหงุดหงิดที่เห็นคนอื่นมายุ่งกับ ‘ของเล่น’ ของเขาพุ่งพล่าน
“ผมกำลังจะหลบ... คุณนั่นแหละที่เข้ามาขวาง” วาโยเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “แล้วอีกอย่าง ผมไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่ ‘ของของใคร’ ทั้งนั้น”
“ปากดี...” ัคำรามในลำคอ ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนวาโยต้องถอยหลังไปชนรถสปอร์ตคันหรู “เป็ลูกหนี้กู ก็เท่ากับเป็สมบัติของกู... จำใส่หัวไว้ ว่ามีแค่กูคนเดียวที่แตะต้องมึงได้”
ยังไม่ทันที่วาโยจะอ้าปากเถียงต่อ เสียงประกาศเรียกนักแข่งลงสนามก็ดังขึ้น
“ขึ้นรถ” ัสั่งสั้นๆ เปิดประตูฝั่งคนนั่งให้
“ฮะ? ผมเหรอ?” วาโยตาโต
“เออ มึงนั่นแหละ คืนนี้มึงต้องลงสนามไปกับกู ในฐานะตุ๊กตาหน้ารถ”
“ไม่เอา! ผมกลัวความเร็ว!”
“ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”
ัจับวาโยยัดเข้าไปในรถแล้วคาดเข็มขัดนิรภัยให้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ
วินาทีที่ประตูปิดลง โลกภายนอกที่วุ่นวายก็ถูกตัดขาด เหลือเพียงความเงียบภายในห้องโดยสารแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายกดดันของอัลฟ่าจ่าฝูง วาโยนั่งตัวเกร็ง หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น ทั้งจากความเร็วที่กำลังจะเผชิญ และจากผู้ชายอันตรายที่นั่งอยู่ข้างๆ
...
การแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของัตามคาด รถสปอร์ตสีดำคันหรูแล่นเข้ามาจอดที่จุดสิ้นสุดท่ามกลางเสียงเชียร์กระหึ่ม
วาโยนั่งหอบหายใจหน้าซีดเผือด มือจับที่จับเหนือประตูแน่นจนข้อนิ้วขาว ความเร็วระดับนรกแตกเมื่อครู่ทำเอาเขาแทบอาเจียน
“หึ... หน้าซีดเป็ไก่ต้มเลยนะมึง” ัหันมาเยาะเย้ย ปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองออก อะดรีนาลีนจากการแข่งขันยังคงสูบฉีดพล่านไปทั่วร่างกาย ทำให้กลิ่นฟีโรโมนของเขาเข้มข้นและรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า
กลิ่นดินปืนร้อนแรงผสมกับกลิ่นมินต์เย็นจัดที่แผ่ออกมาจากตัวัในพื้นที่แคบๆ เริ่มส่งผลกระทบต่อวาโย... โอเมก้ายีนด้อยที่พยายามซ่อนเร้นตัวตน
“อึก... คุณ... เปิดหน้าต่างหน่อย... ผมเหม็น” วาโยบ่นเสียงเบา รู้สึกเวียนหัวและร้อนวูบวาบแปลกๆ ที่ท้องน้อย
“เหม็น? กลิ่นกูเนี่ยนะ?” ัเลิกคิ้ว ขยับตัวเข้ามาใกล้จนเบียดชิด “คนอื่นมีแต่บอกว่าหอม... จมูกมึงมีปัญหารึเปล่า?”
แทนที่จะถอยห่าง ักลับโน้มตัวข้ามคอนโซลกลางเข้ามาหา แขนแกร่งข้างหนึ่งเท้ากับพนักพิงเบาะของวาโย กักขังร่างเล็กไว้ในอาณาเขต
“จะ... จะทำอะไร?”
วาโยถามเสียงสั่น พยายามถดตัวหนีจนชิดประตู
“นั่งดีๆ สิ...” น้ำเสียงของัเปลี่ยนไป มันทุ้มต่ำและแหบพร่าลงอย่างจงใจ
“เบาะมันลึก เดี๋ยวกูขยับให้”
มือหนาที่ร้อนผ่าวราวกับเหล็กเผาไฟ เอื้อมลงมา ไม่ได้ปรับเบาะ แต่กลับวางทาบลงบนต้นขาเรียวของวาโยผ่านเนื้อผ้ากางเกงยีนส์
วาโยสะดุ้งเฮือก ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ััจากฝ่ามือของอัลฟ่าที่วางแหมะอยู่บนจุดที่ไวต่อความรู้สึก ทำให้ขนอ่อนทั่วร่างลุกชัน
“คุณ เอามือออกไปนะ..”
วาโยพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
“อยู่นิ่งๆ ...”
ัสั่งเสียงกระซิบ ั์ตาสีรัตติกาลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของวาโยที่สั่นไหวหลังกรอบแว่น
มือหนาเริ่มขยับ ไม่ใช่การจับธรรมดา แต่เป็การลูบไล้แ่เบาขึ้นลงตามแนวต้นขา ปลายนิ้วหยาบกร้านนวดคลึงเนื้อนิ่มผ่านกางเกงยีนส์อย่างอ้อยอิ่ง จงใจสร้างความปั่นป่วน
“อ๊ะ...”
วาโยเผลอหลุดเสียงครางแ่เบาในลำคอ รีบกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ความร้อนสายหนึ่งแล่นปราดจากจุดที่ถูกัั วิ่งพล่านไปทั่วร่างกายราวกับกระแสไฟฟ้า
ทำไม ทำไมร่างกายของเขาถึงตอบสนองต่อััของผู้ชายคนนี้?
ัสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้น มุมปากยกยิ้มร้ายกาจ เขาขยับมือสูงขึ้น ลูบไล้เข้าไปใกล้โคนขาด้านในมากขึ้นเรื่อยๆ
“เกร็งทำไม กลัวกูเหรอ?”
ัถามเย้าแหย่ โน้มหน้าเข้าไปใกล้จนจมูกโด่งคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอขาว
“ป...เปล่า... อื้อ...”
วาโยปฏิเสธเสียงไม่มั่นคง พยายามเบี่ยงหน้าหนี แต่กลิ่นฟีโรโมนของัที่เข้มข้นในระยะประชิดกลับทำให้สติของเขาเริ่มพร่ามัว
กลิ่นดินปืนที่เคยคิดว่าน่ากลัว ตอนนี้กลับรู้สึก ยั่วยวนอย่างประหลาด
“หืม?” ัชะงักมือที่กำลังลูบไล้ จมูกโด่งสูดดมฟุดฟิดที่ซอกคอของคนใต้ร่าง
ท่ามกลางกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศและกลิ่นเบาะหนัง มีกลิ่นบางอย่างแทรกซึมออกมา
กลิ่นหอมเย็นจางๆ เหมือนดอกไม้กลางคืนที่เพิ่งถูกฝนชะล้าง...
ดอกราตรี...
มันเป็กลิ่นเดียวกับที่เขาเคยได้กลิ่นในคืนแรกที่เจอกัน แต่มันชัดเจนขึ้น ชัดเจนจนสัญชาตญาณนักล่าในกายเขาคำรามก้อง
“วาโย...” ักระซิบเสียงต่ำ กดจมูกฝังลงบนชีพจรที่เต้นรัวแรงตรงคอวาโย
“กลิ่นตัวมึง หอมแปลกๆ นะ”
วาโยเบิกตากว้าง หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความลับที่เพียรซ่อนเร้นกำลังจะถูกเปิดเผยเพราะความเผลอไผลของร่างกายตัวเอง
“ม...ไม่มีอะไร ผมแค่ เหงื่อออก”
วาโยแก้ตัวน้ำขุ่นๆ พยายามผลักอกแกร่งออก
ัยอมผละออกมาเล็กน้อย แต่ดวงตาคมกริบยังคงจ้องมองวาโยอย่างจับผิดและ... หิวกระหาย
“เหรอ...”
ัยิ้มมุมปาก แววตาฉายประกายเ้าเล่ห์
“งั้นคงต้องพิสูจน์กันหน่อยแล้วมั้ง ว่ากลิ่นหอมๆ นี่มันมาจากไหน”
มือหนาบีบขยำต้นขาของวาโยแรงๆ หนึ่งทีเป็การทิ้งท้าย ก่อนจะผละกลับไปนั่งที่เบาะคนขับอย่างอารมณ์ดี
“กลับกันเถอะ คืนนี้ยังอีกยาวไกล”
ัสตาร์ทรถ เสียงเครื่องยนต์คำรามก้อง วาโยนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนเบาะข้างๆ สองมือกุมต้นขาตัวเองที่ยังคงร้อนวูบวาบจากััเมื่อครู่...
ในพื้นที่แคบๆ ของรถสปอร์ตคันหรู กลิ่นอายแห่งความลับและแรงปรารถนาที่ถูกปลุกปั่น กำลังหมุนวนรอเวลาที่จะะเิออกมา... และวาโยรู้ดีว่า เขาอาจจะหนีกรงเล็บของัตัวนี้ไม่พ้นอีกต่อไป
*****เหงื่อออกก็ยังหอมเลย ****
