ชูชิงนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง จิตใจเต็มไปด้วยความว้าวุ่นจนข่มตาหลับไม่ลง
ภาพความทรงจำในชาติก่อนยังคงตามหลอกหลอน เถาอี้เฉินต้องจบชีวิตลงเพราะเธอเป็ต้นเหตุ ในชาตินี้ เธอสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เขาไม่ควรต้องมาอายุสั้นเพราะเธออีก
หญิงสาวครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะหาทางเตือนเขาอย่างไรดี
เธอไม่อยากให้ลุงต้าลี่ต้องตกเป็เป้าความเกลียดชังของเถาอี้เฉินไปตลอดชีวิต แต่ด้วยสภาวะความทรงจำที่สับสนของคุณลุงในตอนนี้ การจะไปพูดโน้มน้าวเถาอี้เฉินคงเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้
ในเมื่อพึ่งใครไม่ได้ ชูชิงจึงตัดสินใจว่าจะต้องลงมือจัดการเื่นี้ด้วยตัวเอง
...
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น นาฬิกาบอกเวลาตีสามครึ่ง ฉินซูหลานและหลี่ต้าเหวินตื่นขึ้นมาง่วนอยู่กับการนึ่งซาลาเปา
สองตายายตั้งใจจะไม่ปลุกหลานสาวทั้งสองและต้าลี่ เพื่อให้พวกเขาได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม แต่ทว่ายังไม่ทันถึงตีสี่ ต้าลี่ก็เดินงัวเงียเข้ามาในครัวเสียก่อน ไม่นานนักชูชิงก็ตามมาสมทบ
ทั้งสี่คนร่วมแรงร่วมใจ แบ่งหน้าที่กันอย่างเป็ระบบ เสียงพูดคุยเบาๆ เคล้ากลิ่นแป้งหอมกรุ่นทำให้บรรยากาศในครัวอบอุ่น ยิ่งมีคนช่วยงาน ซาลาเปากว่าสองร้อยลูก ทั้งไส้ผักและไส้เนื้ออย่างละร้อยกว่าลูก ก็นึ่งเสร็จสรรพก่อนเวลาตีห้าครึ่ง
ทุกคนรีบรองท้องด้วยซาลาเปาร้อนๆ คนละสองลูก แบ่งส่วนหนึ่งไว้ให้ชูเฉียนน้องเล็ก ส่วนที่เหลือทั้งหมดถูกจัดเตรียมเพื่อนำไปขาย
ฉินซูหลานนำตะกร้าใบใหญ่สองใบมากรุด้วยผ้าขาวสะอาด เพื่อแยกประเภทซาลาเปาไส้เนื้อและไส้ผักอย่างชัดเจน ขณะที่ชูชิงนำกระดาษไขที่ตัดเตรียมไว้แล้วออกมาวางเรียง
ในยุคสมัยที่ถุงพลาสติกยังไม่เป็ที่นิยม การใช้กระดาษไขรองซาลาเปาจึงเป็ทางเลือกที่สะดวกและประหยัดเวลากว่าการพับถุงกระดาษมากนัก
แม้ฉินซูหลานจะเป็แม่บ้านแม่เรือนที่คล่องแคล่ว แต่เมื่อนึกภาพตัวเองต้องไปยืนส่งเสียงเรียกลูกค้ากลางตลาด ความประหม่าก็เริ่มเกาะกุมจิตใจ
“ชิงชิงยายมัวแต่ห่วงเื่นึ่งซาลาเปา จนลืมคิดไปเลยว่าจะขายยังไง หลานช่วยสอนเทคนิคการค้าขายให้ยายหน่อยได้ไหมลูก?”
จังหวะนั้น หลี่ต้าเหวินเข็นรถเข็นล้อเดียวเข้ามาพอดี “เอาน่า ยายเฒ่า ยกตะกร้าขึ้นรถก่อนเถอะ เดี๋ยวไม่ทันการณ์ เื่ขายค่อยคุยกันระหว่างทาง ตอนนี้อากาศร้อน ซาลาเปาคงไม่เย็นชืดเร็วๆ นี้หรอก แต่ถ้าเข้าหน้าหนาวเมื่อไหร่ ฉันคงต้องหาเวลาทำลังไม้เก็บความร้อนสักสองใบแล้วล่ะ”
ต้าลี่รีบยกตะกร้าขึ้นรถอย่างทะมัดทะแมง ก่อนจะหันไปแย่งรถเข็นมาจากมือหลี่ต้าเหวิน “พ่อครับ เดี๋ยวผมเข็นไปส่งแม่กับชิงชิงที่ตลาดเอง”
ฉินซูหลานรีบโบกมือห้าม “ไม่ต้องหรอกต้าลี่ ให้พ่อแกไปส่งพวกเรานั่นแหละดีแล้ว แม่เตรียมมื้อเช้าไว้ให้แกแล้วนะ กินเสร็จก็พักผ่อนสักหน่อย อย่าเพิ่งรีบเข้าป่าไปถางที่ รอพ่อเขากลับมาก่อน แล้วค่อยพากันไปปลูกข้าวโพดบนเขา”
ต้าลี่เกาหัวแกรกๆ ด้วยความเกรงใจ “แม่ครับ ผมยังไม่หิวเลย ทุกคนก็ยังไม่ได้กินข้าวกันดีๆ ผมจะกินคนเดียวได้ยังไง เดี๋ยวผมไปลงนาก่อนแล้วค่อยกลับมากินพร้อมแม่ดีกว่า”
หญิงชรายิ้มอ่อนโยน พลางตบไหล่ชายร่างใหญ่เบาๆ “เมื่อก่อนตอนแกเป็แขก แม่ถึงต้องรอให้กินพร้อมหน้า แต่ตอนนี้แกเป็คนในครอบครัวแล้วนะ บ้านนี้แม่ใหญ่สุด แม่สั่งให้ใครกิน คนนั้นก็ต้องกิน ตกลงตามนี้นะ อยู่เฝ้าบ้านแล้วจัดการซาลาเปาแป้งหยาบพวกนั้นให้หมด ถ้าไม่หมดห้ามไปไหนเด็ดขาด!”
ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วหัวใจของต้าลี่ “ครับแม่... แต่ต่อไปผมกินแค่หมั่นโถวข้าวโพดก็พอครับ ซาลาเปาแป้งหยาบมันเปลืองเงิน”
ด้วยความที่ต้าลี่เป็คนกินจุและกินนานกว่าคนอื่น การจัดแจงของฉินซูหลานจึงสมเหตุสมผลที่สุด หลี่ต้าเหวินเองก็สนับสนุนเต็มที่
“ต้าลี่เอ๊ย กินเข้าไปเถอะ บ้านตระกูลเถาส่งเงินมาให้ตั้งเยอะ แถมตอนนี้บ้านเราก็เริ่มค้าขายแล้ว ต่อไปความเป็อยู่ปากท้องของทุกคนก็จะดีขึ้นเพราะแกนี่แหละ รีบไปล้างมือกินข้าวซะ พวกเราไปก่อนนะ”
ต้าลี่ไม่ดื้อดึงอีกต่อไป เขามองตามรถเข็นพลางตั้งปณิธานในใจว่า พอกินข้าวเสร็จ เขาจะรีบลงมือทำลังไม้เก็บความร้อนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด
...
ระหว่างทางไปตลาด ชูชิงหันไปกำชับยาย “ยายไม่ต้องกังวลนะคะ ค้าขายไม่ยากอย่างที่คิดหรอก พอถึงตลาด หนูร้องเรียกลูกค้ายังไง ยายก็แค่ะโตาม หน้าที่ยายคือรับเงิน ส่วนหนูจะคอยคีบซาลาเปาเองค่ะ”
ฉินซูหลานยังคงมีสีหน้ากังวล “ได้จ้ะ... แล้วมีอะไรอีกไหมลูก?”
ชูชิงยิ้มหวาน “มีแค่นี้แหละค่ะ”
“แค่นี้เองเหรอ?” ยายเลิกคิ้วสูง
“แค่นี้จริงๆ ค่ะยาย รับรองว่าซาลาเปาของเราต้องขายหมดเกลี้ยงแน่นอน เดี๋ยวคอยดูสิคะ”
ด้วยความที่กลับชาติมาเกิดใหม่ ชูชิงย่อมรู้ดีว่า่เวลานี้สินค้าอะไรที่กำลังเป็ที่้า ตอนนี้ในตลาดยังไม่มีเ้าไหนขายซาลาเปา พวกเธอถือเป็เ้าแรกที่บุกเบิก อีกทั้งการปรุงรสไส้ซาลาเปาก็เป็สูตรลับเฉพาะ ต่อให้ในอนาคตมีคู่แข่งผุดขึ้นมา ก็ยากที่จะเลียนแบบรสชาติอันเป็เอกลักษณ์ของบ้านเธอได้
เมื่อเห็นความมั่นใจของหลานสาว ความวิตกของฉินซูหลานก็เริ่มคลายลง
ยี่สิบนาทีต่อมา ณ ถนนสายหลักในตัวเมือง ชูชิงเริ่มะโเรียกลูกค้าด้วยน้ำเสียงสดใส
“ซาลาเปาจ้า ซาลาเปาร้อนๆ ลูกใหญ่ไส้แน่นมาแล้วจ้า ไส้เนื้อลูกละห้าเฟิน ไส้ผักสี่เฟินเท่านั้น เร่เข้ามาเลยจ้า!”
ฉินซูหลานหน้าแดงก่ำ ยืนบิดไปมาด้วยความขัดเขิน หลี่ต้าเหวินเห็นท่าไม่ดีจึงกระซิบกระตุ้น “แม่เฒ่าเอ๊ย! รีบะโตามหลานสิ!”
หญิงชรายืนขาแข็ง ปากคอสั่น จะให้อ้าปากะโกลางตลาดคนเยอะแยะแบบนี้มันยากเสียเหลือเกิน เธอหันไปค้อนขวับใส่สามี “ตาแก่นี! จ้องฉันอยู่ได้ ถ้าเก่งนักก็ะโเองสิ!”
หลี่ต้าเหวินไม่รอช้า เขาป้องปากะโเสียงดังฟังชัด “ซาลาเปาจ้า ซาลาเปาร้อนๆ หอมอร่อยมาแล้วจ้า”
พอเห็นสามีกล้าเปิดฉาก ฉินซูหลานก็รวบรวมความกล้า ะโตามไปแบบเก้ๆ กังๆ “ซาลา...เปาจ้า ขายซาลาเปาจ้า...”
ชูชิงส่งยิ้มและสายตาให้กำลังใจ ตาหลี่เองก็หัวเราะชอบใจ “ชูชูดูสิ ยายแกก้าวผ่านกำแพงความอายได้แล้วนะ”
ยิ่งะโ ความประหม่าก็ยิ่งลดลง เสียงของฉินซูหลานเริ่มดังและคล่องปากขึ้นเรื่อยๆ “ซาลาเปาจ้า ซาลาเปาร้อนๆ จ้า!”
ขบวนรถเข็นขายซาลาเปาไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าตลาด แต่ตาหลี่เข็นมุ่งหน้าไปยังชุมชนหมู่บ้านเป่ยซิน ไม่นานนัก ลูกค้ารายแรกก็เข้ามาประเดิมด้วยซาลาเปาไส้เนื้อสามลูก และเมื่อมีหนึ่งย่อมมีสอง มีสาม...
เวลาผ่านไปเพียงสองชั่วโมง ซาลาเปาขายดิบขายดีจนเหลือไส้เนื้อเพียงสี่ลูกและไส้ผักสามลูก
ฉินซูหลานยิ้มแก้มปริ “ชิงชิง ไหนๆ หลานก็จะแวะไปโรงพยาบาลในอำเภออยู่แล้ว ที่เหลือเราไม่ขายแล้วนะ เก็บเอาไปฝากพ่อกับแม่หลานเถอะ”
ชูชิงพยักหน้าเห็นด้วย “ได้ค่ะยาย”
ขณะที่กำลังจะเก็บร้าน สายตาของชูชิงก็สะดุดเข้ากับเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่ง เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่น ร่างกายมอมแมม แต่ดวงตากลมโตดำขลับคู่สวยนั้นกลับจ้องมองซาลาเปาตาไม่กะพริบ
เด็กคนนี้ดูแล้วน่าจะอายุราวๆ เจ็ดแปดขวบ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังนก ใบหน้าเปรอะเปื้อนจนแทบดูไม่ออกว่าหน้าตาเป็อย่างไร แต่ดวงตาคู่นั้น... มันช่างคุ้นตาชูชิงเหลือเกิน เหมือนเธอเคยเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิตที่แล้ว แต่ก็นึกไม่ออก
หญิงสาวกระซิบถามยาย “ยายคะ เราแบ่งซาลาเปาให้เขากินสักหน่อยดีไหม?”
ฉินซูหลานพยักหน้าทันทีด้วยความสงสาร
ชูชิงหยิบซาลาเปาไส้เนื้อสองลูกห่อด้วยกระดาษไข แล้วยื่นให้เด็กน้อย “นี่จ้ะ... พี่ให้”
ดวงตาของเด็กชายฉายแววตื่นเต้น แต่เขากลับส่ายหน้าและถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ขอบคุณครับ แต่...ผมไม่มีเงิน”
ชูชิงยิ้มบางๆ “พี่ให้ฟรีจ้ะ ไม่คิดเงิน รับไปเถอะ”
เด็กน้อยยังคงยืนกรานปฏิเสธ “พ่อสอนว่าห้ามกินของใครฟรีๆ ครับ”
ฉินซูหลานเห็นดังนั้นจึงยิ้มอย่างเอ็นดู “เอาอย่างนี้นะพ่อหนุ่มน้อย กินซาลาเปาสองลูกนี้ให้มีแรงก่อน แล้วช่วยยายเข็นรถกลับไปส่งที่หมู่บ้านเป่ยซิน ถือซะว่าซาลาเปานี้เป็ค่าจ้าง ตกลงไหม?”
คราวนี้เด็กชายพยักหน้าหงึกๆ อย่างกระตือรือร้น รับซาลาเปาไปกินด้วยความหิวโหย
ระหว่างนั้น ชูชิงนำซาลาเปาที่เหลืออีกห้าลูกห่อใส่ผ้าขาว เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปโรงพยาบาล
เด็กชายเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะเงยหน้าพูดขึ้นว่า “พี่สาวคนสวยใจดีจัง ผมชื่อ เหลียนซาน ครับ พี่สาวชื่ออะไรครับ?”
ชูชิงยิ้มตอบ “พี่ชื่อชูชิง... ชู ที่แปลว่าชัดเจน ชิง ที่แปลว่าแจ่มใส”
เด็กน้อยพึมพำทวนชื่อ “ชู...ชิง ผมจำได้แล้ว”
ชูชิงนึกสนุกจึงล้อเลียนท่าทางของเขา “เหลียน...ซาน พี่ก็จำได้แล้วเหมือนกัน!”
ทันใดนั้นเอง... ชื่อนี้ก็เหมือนกุญแจที่ไขความทรงจำบางอย่างให้เปิดออก
เหลียนซาน...
ดวงตาของชูชิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อภาพจากชาติที่แล้วซ้อนทับขึ้นมา เด็กมอมแมมตรงหน้าคนนี้ ในอนาคตเขาคือ 'เหลียนซาน' มหาเศรษฐีเ้าพ่อวงการบันเทิงผู้มีทรัพย์สินนับพันล้าน!
