หลังจากที่หลีเหย่จากไป เนี่ยเทียนทำความเข้าใจกับข้อมูลของอาณาจักรเลี่ยคงที่เขาเล่าให้ฟังอยู่พักหนึ่งก็ลงมือฝึกบำเพ็ญตบะ
ค่ำคืนหนึ่งผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
เช้าตรู่ เมื่อท้องฟ้าสว่างขึ้นเป็สีขมุกขมัว เนี่ยเทียนกำหินวิเศษที่ปริแตกสองก้อนไว้ในมือ เงียบงันไม่พูดจา
การฝึกฝนที่ผ่านไปครึ่งคืน เขาใช้หินวิเศษไปแล้วสองก้อน ใช้ปราณิญญาที่อยู่ในหินวิเศษมาหลอมมหาสมุทริญญาจุดตันเถียนทีละนิด
เมื่อฝ่าทะลุสู่ขอบเขตท้าย์่ท้าย มหาสมุทริญญาจุดตันเถียนของเขาก็ขยายกว้างออกไปอีกครั้ง ทั้งยังกลั่นหลอมและรวบรวมปราณิญญาในมหาสมุทริญญาจุดตันเถียนได้ใหม่อีกรอบ
ขั้นตอนนี้อาจจำเป็ต้องสั่งสมเวลา่หนึ่งที่ค่อนข้างยาวนานถึงจะสามารถขยายมหาสมุทริญญาไปได้ถึงขีดสุด แล้วชำระล้างกลั่นหลอมปราณิญญาให้สะอาดไปทีละรอบ
เมื่อถึงท้ายที่สุด บางทีเขาอาจไปถึงจุดคอขวดที่จะฝ่าทะลุสู่ขอบเขตกลาง์ และเมื่อใช้ใจไปทำความเข้าใจกับมันก็น่าจะฝ่าทะลุไปได้อย่างราบรื่น
ที่พูดว่าบางทีนั่นก็เพราะมหาสมุทริญญาจุดตันเถียนของเขา นอกจากน้ำวนปราณิญญาสามลูกแล้ว ยังมีน้ำวนดวงดาว น้ำวนเปลวเพลิง และน้ำวนพืชหญ้าอยู่ด้วย
นี่หมายความว่าเวลาที่เขาจำเป็ต้องใช้กว่าจะฝ่าทะลุขอบเขตท้าย์ได้ย่อมช้ากว่าคนที่มีธาตุเดียวเยอะมาก
เนื่องจากเมืองโพ่เมี่ยไม่มีปราณิญญาฟ้าดินให้ใช้ การฝึกฝนของเขาจึงต้องอาศัยแค่หินวิเศษเท่านั้น เวลาครึ่งคืน การฝึกฝนของเขาก็เผาผลาญหินวิเศษไปแล้วถึงสองก้อน หากเขาฝึกเต็มวัน อาจจำเป็ต้องใช้หินวิเศษแปดก้อนถึงจะเอาอยู่
แต่ในกำไลเก็บของของเขามีหินวิเศษแค่สามร้อยกว่าก้อน หากฝึกบำเพ็ญตบะเต็มกำลังด้วยความเร็วเช่นนี้ หินวิเศษของเขาก็จะพอใช้ได้แค่หนึ่งเดือนกว่า
แผ่นป้ายตัวตนที่หัวมู่มอบให้เขาก็มีเวลาจำกัดอยู่แค่สามเดือน สามเดือนให้หลัง ป้ายตัวตนก็จะหมดเขตการใช้งาน
เมื่อถึงเวลานั้นเขายังจำเป็ต้องใช้หินวิเศษมาต่อเวลากับกะโหลกเืใหม่อีกครั้ง
“หินวิเศษอยู่ห่างจากคำว่าพอมากนัก” เนี่ยเทียนแอบปวดหัว
“เ้าตื่นแล้วหรือ?” หลีเหย่ไม่ได้เคาะประตู แต่ผลักเข้ามาตรงๆ หลังจากที่เดินเข้ามาในห้องหิน เขาก็โยนท่อนไม้สีเขียวเข้มหลายท่อนออกมาจากในแหวนเก็บของ แล้วพูดกับเนี่ยเทียนด้วยเสียงอันดังว่า “นับแต่วันนี้เป็ต้นไป เ้ามีหน้าที่รับผิดชอบจัดการทำธุระให้แก่ข้า และข้าจะมอบหินวิเศษให้กับเ้าโดยดูจากความขยันของเ้าเอง”
เนี่ยเทียนที่กำลังกลุ้มเื่หินวิเศษไม่พอดวงตาพลันเปล่งประกาย กล่าวด้วยความตื่นเต้น “ทำอย่างไร?”
“ง่ายมาก”
หลีเหย่โยนกริชเล่มหนึ่งให้กับเขา แล้วก็หยิบแผ่นไม้รูปสี่เหลี่ยมออกมาอีกหนึ่งชิ้น จากนั้นก็หยิบท่อนไม้สีเขียวเข้มท่อนหนึ่งขึ้นมาผ่าออกเป็แผ่นๆ ให้เนี่ยเทียนดู
“ไม้เฮยอิ๋นนี้คือวัตถุวิเศษระดับกลางขั้นสาม สามารถนำมาสร้างค่ายกล เ้าเอาไม้เฮยอิ๋นพวกนี้มาผ่าให้เป็แผ่นไม้เล็กๆ แบบนี้ร้อยแผ่น สามารถนำมาแลกหินวิเศษจากข้าได้หนึ่งก้อน”
“ไม้เฮยอิ๋นพวกนี้ที่ข้าเอามาให้เ้า ขอแค่เ้าไม่ทำเสียเยอะเกินไปก็มากพอจะผ่าออกมาเป็แผ่นไม้แบบนี้ได้หนึ่งร้อยห้าสิบแผ่น หากน้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบแผ่นก็เท่ากับว่าเ้าสิ้นเปลืองวัตถุดิบของข้า และข้าจะไม่ให้หินวิเศษกับเ้าแม้แต่ก้อนเดียว!”
“อีกอย่างกริชเล่มนี้แค่ให้เ้ายืมใช้เท่านั้น เสร็จแล้วยังต้องคืนให้ข้าด้วย”
หลังจากหลีเหย่อธิบายเสร็จก็โยนกริชเล่มนั้นให้กับเนี่ยเทียน บอกเป็นัยให้เนี่ยเทียนทดลองทำ
พอเนี่ยเทียนคว้ากริชเอาไว้ก็รู้สึกหนักอึ้ง ทั้งยังััได้ถึงไอความเย็นที่แผ่ออกมาด้วย
เขาตระหนักได้ทันทีว่ากริชเล่มนี้คงไม่ใช้วัตถุระดับต่ำ และไม่ใช่วัตถุธรรมดาแน่นอน
ถือกริชไว้มั่น หยิบเอาไม้เฮยอิ๋นท่อนหนึ่งออกมา เขาเอาแผ่นไม้ที่ทำสำเร็จแล้ววางไว้ด้านหน้า เริ่มค่อยๆ ผ่าไม้เฮยอิ๋นท่อนนั้นอย่างระมัดระวังตามวิธีการของหลีเหย่
เมื่อกดกริชลงไป เขาออกแรงประมาณห้าส่วน ไม้เฮยอิ๋นท่อนนั้นแค่เกิดเป็รอยปริเท่านั้น ไม่ได้ผ่าออกจากกัน
“เอ๊ะ!”
เนี่ยเทียนอุทานเบาๆ หนึ่งครั้ง จำต้องเพิ่มแรงลงไปอีกเป็สิบส่วน จากนั้นเสียง “เปรี๊ยะ” ถึงได้ดังออกมาและไม้เฮยอิ๋นก็ถูกผ่าออก
“ไม้เฮยอิ๋นนี่แข็งจัง ร้ายกาจยิ่งกว่าหินมากมายที่แข็งแกร่งทนทานเสียอีก” หลังจากเนี่ยเทียนผ่าออกได้หนึ่งท่อนก็แอบตะลึง จากนั้นก็เริ่มตัดมุมของมันตามรูปแบบของแผ่นไม้ตัวอย่างต่อหน้าหลีเหย่
ใช้เวลาครึ่งชั่วยามเต็ม เขาถึงตัดออกมาเป็แผ่นไม้ที่มีขนาดเท่ากันภายใต้การจับตามองของหลีเหย่
ท่ามกลางขั้นตอนนี้ หลีเหย่เอาแต่มองเขาตาไม่กะพริบโดยไม่ได้พูดอะไร
รอจนเขาตัดแผ่นไม้หนึ่งแผ่นสำเร็จ หลีเหย่ถึงพูดว่า “เ้านี่แรงเยอะไม่เบา”
“ทำไมหรือ?” เนี่ยเทียนเงยหน้า
“ไม่มีอะไรหรอก” หลีเหย่ลูบจมูก พูดพึมพำ “โดยทั่วไปแล้วคนที่มีตบะท้าย์ หากคิดจะผ่าไม้เฮยอิ๋นจำเป็ต้องใช้พลังิญญาในร่างกาย มีเพียงใช้พลังิญญามาจับกริชเอาไว้เท่านั้นถึงจะสามารถผ่าไม้เฮยอิ๋นให้แตกออกได้ เ้าไม่ได้ใช้พลังิญญาแม้แต่เส้นเดียว ลำพังเพียงแค่กำลังมือก็สามารถผ่าไม้เฮยอิ๋นได้แล้ว นี่หมายความว่าเ้ามีแรงเยอะมาก”
“ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง” เนี่ยเทียนยิ้ม “ข้าแรงเยอะจริงๆ นั่นแหละ”
“ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าแปลก” หลีเหย่เบ้ปาก คร้านจะสนใจเขาอีกจึงพูดว่า “ข้าไปก่อนล่ะ ก่อนฟ้ามืดข้าจะมาอีกครั้ง ถึงเวลานั้นก็ค่อยมาดูผลงานของเ้าแล้วกัน”
“อ้อ” เนี่ยเทียนพยักหน้า
พอหลีเหย่จากไป เนี่ยเทียนก็มุ่งมั่นตั้งใจผ่าไม้เฮยอิ๋นให้เป็แผ่นไม้ขนาดเท่ากันเพื่อหวัง่ชิงหินวิเศษที่เขาขาดไป
ไม้เฮยอิ๋นท่อนหนึ่ง เมื่ออยู่ท่ามกลางความตั้งใจของเขาก็กลายมาเป็แผ่นไม้สิบกว่าแผ่น
“จ๊อก!”
เขาที่มุมานะในการทำงานพลันได้ยินเสียงกระเพาะของตัวเองร้องดังขึ้นมา จึงหยิบเอาเนื้อสัตว์วิเศษส่วนหนึ่งออกมาจากในกำไลเก็บของแล้วเริ่มกัดกิน
เมื่อมองไปนอกหน้าต่างเขาก็พบว่าโดยไม่ทันรู้ตัว่สายันต์ก็มาถึงแล้ว
การผ่าแผ่นไม้สิบกว่าท่อนกลับสิ้นเปลืองเวลาของเขาไปเกินครึ่งวัน นี่ทำให้เขารู้สึกหดหู่ขึ้นมาเล็กน้อย
เขาจึงส่ายศีรษะ แล้วผ่าแผ่นไม้ต่อไปด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้น หมายแลกมาด้วยหินวิเศษที่จำเป็สำหรับการฝึกตน
ก่อนฟ้ามืด หลีเหย่ก็มาเยือนอย่างที่บอกไว้ เขามองแผ่นไม้ที่เนี่ยเทียนทำได้แล้วตรวจนับ “ยี่สิบแผ่นพอดี ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้วว่าหนึ่งร้อยแผ่นถึงจะแลกหินวิเศษได้หนึ่งก้อน เ้าคงต้องขยันต่อไปแล้วล่ะ”
เขาเก็บแผ่นไม้ทั้งยี่สิบแผ่นนั้นมา แล้วจึงส่ายหัวเดินจากไปโดยไม่ได้สนใจเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนมีสีหน้าจนใจ คืนนั้นเขาหยุดบำเพ็ญตบะ แต่ใช้แรงกายทั้งหมดไปกับการผ่าแผ่นไม้เ่าั้
สองวันต่อมา
เนี่ยเทียนที่ใช้แรงกายจนหมดสิ้นทุกหยาดหยด ในที่สุดก็รวบรวมแผ่นไม้ได้ครบหนึ่งร้อยแผ่น แล้วแลกหินวิเศษก้อนหนึ่งมาจากหลีเหย่
“เ้าจะเป็แบบนี้ไม่ได้นะ” หลีเหย่ดื่มเหล้าจนเมามาย กล่าวว่า “เ้าทำช้าเกินไปแล้ว แถมเอาแต่มุ่งมั่นทำงานแลกหินวิเศษ ละทิ้งการฝึกตนของตัวเอง หากข้าเป็เ้า จะทำงานตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนก็ตั้งใจฝึกตน”
“หินวิเศษที่ข้าได้มาไม่มีทางตามทันความเร็วในการเผาผลาญ” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างโกรธๆ
“นั่นมันก็เป็เื่ของเ้าแล้วล่ะ” หลีเหย่หัวเราะฮ่าๆ “ใครใช้ให้เ้าไม่มีความสามารถ ทั้งยังหลอมอาวุธไม่เป็จนต้องมาทำงานที่ง่ายที่สุดและได้หินวิเศษน้อยนิดแบบนี้ล่ะ” หลังจากที่เอ่ยเย้ยหยันเนี่ยเทียนสองสามประโยคเขาก็จากไปด้วยอารมณ์ที่ไม่เลว
ครึ่งเดือนต่อมาเนี่ยเทียนก็เดาได้ว่าหลีเหย่ต้องตั้งใจกลั่นแกล้งเขาแน่นอน จึงไม่ได้เอาแต่ทำงานแลกหินวิเศษ แต่ตอนกลางวันจะผ่าไม้เฮยอิ๋น และใช้หินวิเศษที่ตนเก็บสะสมมาตั้งใจฝึกบำเพ็ญตบะในตอนกลางคืน
เวลาครึ่งเดือนเขาแลกหินวิเศษมาได้จากหลีเหย่อีกห้าก้อน
ทว่าเขาใช้หินวิเศษหมดไปแล้วห้าสิบก้อน นี่ทำให้จำนวนหินวิเศษในถุงเก็บของของเขาเหลือแค่ประมาณสองร้อยแปดสิบก้อนเท่านั้น
ตอนกลางคืนเขายังทดลองใช้คาถาสะเก็ดดาวมาชักนำแสงดวงดาว เพื่อให้มันมารวมกันที่น้ำวนดวงดาวใน มหาสมุทริญญา
แต่น่าเสียดาย ทั้งๆ ที่เขาสามารถมองลอดม่านแสงของเมืองโพ่เมี่ยไปเห็นดวงดาวดารดาษที่เปล่งประกายเต็มฟ้า ทว่าเป็เพราะการดำรงอยู่ของม่านแสงนั้นเขาจึงไม่สามารถรวบรวมแสงดาวมาได้ แม้แต่น้ำวนดวงดาวก็ยังไม่สามารถกลั่นหลอมและเคลื่อนโคจร
ภายหลังเนื่องจากจำนวนของหินวิเศษขาดแคลน เขาจำต้องใช้หินผลึกอัคคีที่เหลืออยู่ไม่มากมาฝึกคาถาเปลวเพลิง เพื่อเพิ่มพลังเปลวเพลิงของน้ำวนเปลวเพลิง
่เวลานี้เขาแทบจะไม่เคยก้าวเท้าออกจากบ้าน แม้แต่เงาร่างของเผยฉีฉีเขาก็ไม่เคยได้เห็น
วันนี้หลีเหย่มาเยือนอีกครั้ง แล้วก็เก็บแผ่นไม้ทั้งร้อยแผ่นกลับไป หลังจากโยนหินวิเศษทิ้งไว้ให้เนี่ยเทียนหนึ่งก้อนเขาก็พลันโพล่งขึ้นมาว่า “รู้สึกว่าได้น้อยเกินไปใช่หรือไม่?”
“อืม” เนี่ยเทียนตอบ
“อยากรวยหรือไม่?” ั์ตาหลีเหย่เปล่งแสงวาบ
“มีวิธีใด?” เนี่ยเทียนตื่นเต้น
“ข้าเห็นว่าเ้าเป็คนซื่อสัตย์พอตัวเลยจะให้โอกาสเ้าหนึ่งครั้ง ขอแค่เ้ายอมเชื่อฟังข้าแต่โดยดี ข้ารับรองว่าหินวิเศษที่เ้าจะได้รับต้องมากกว่าจำนวนรวมตลอดครึ่งเดือนนี้แน่นอน!” หลีเหย่พูดล่อลวง
“ไหนลองว่ามาสิ” เนี่ยเทียนพูด
“เ้ามีแรงเยอะไม่เบา ค่อนข้างมีประโยชน์ต่อข้า เ้าตามข้าไปที่เทือกเขาฮ่วนคงสักรอบ ข้า้าจะเอาของบางอย่างออกมา” หลีเหย่กล่าว
“ออกจากเมืองโพ่เมี่ยไปยังเทือกเขาฮ่วนคง?” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี
“ไม่ต้องตื่นตระหนก ข้ามีวิธีการของข้า แน่นอนว่าพวกเราย่อมไม่ได้เดินเท้าไป พวกเราสามารถใช้ค่ายกลนำส่งแห่งมิติของเมืองโพ่เมี่ยไปโผล่ที่ด้านในเทือกเขาฮ่วนคงได้โดยตรง หลีกเลี่ยงเ้าพวกเศษสวะที่ป้วนเปี้ยนอยู่นอกเมืองนั่น” หลีเหย่หัวเราะหึหึ “ศิษย์พี่หญิงเผยก็จะไปด้วย นางสร้างค่ายกลนำส่งเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่ในเทือกเขาฮ่วนคง ทำให้พวกเราสามารถเข้าออกระหว่างเมืองโพ่เมี่ยและเทือกเขาฮ่วนคงได้”
“ตกลง!”
-----
