เล่มที่ 3 บทที่ 81 กระบี่โบราณตื่นขึ้นอีกครั้ง
ปราณกระบี่สีทองนั้น เกิดมาจากแร่ขั้นเซียนเทียน
นอกจากนี้เคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนยังสามารถหลอมละลายได้ทุกสิ่ง ต่อให้เป็พลังปราณของกายเย่หัวแต่กำเนิดที่สามารถบงการแสงจันทร์ ก็ไม่อาจทนต่อการหลอมละลายทีละน้อยจากปราณกระบี่ไท่อี๋ทั้งสามสิบหกเล่มได้ ตอนนี้หลินเฟยจึงดูเหมือนกำลังจะได้รับชัยชนะแล้ว เพียงแค่รอเวลาเท่านั้น…
“แย่แล้วๆ…” ในตอนนี้เหล่าผู้ชมต่างหากันลุกฮือขึ้นมา บางคนถึงขั้นนับถอยหลังรอเวลาประกาศชัยชนะของหลินเฟยแล้ว…
ทุกคนต่างรู้ดีว่าหลินเฟยมีปราณกระบี่สองสายอยู่ในมือ
สำหรับงานประลองศิษย์สายตรงในครั้งนี้ ปราณกระบี่สีทองได้ปรากฏออกมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่ทำลายภาพนิมิตขวานทุนเทียน และครั้งที่สองก็คือตอนที่สามารถเอาชนะเคล็ดวิชากระบี่ดับโชคได้ บัดนี้มันได้กลายเป็ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนสามสิบหกเล่ม กำลังปิดล้อมชิวเย่หัวที่ไร้กระบี่โบราณคู่กาย ไม่มีผู้ใดที่จะรู้วิธีการรับมือกับหลินเฟยในตอนนี้ได้อีกแล้ว
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าปราณกระบี่สีทองนี้แข็งแกร่งเพียงใด
หวังหลินก็ไม่สามารถต้านทานเอาไว้ได้ สือเหอเองก็เช่นกัน
แม้แต่ถังเทียนตูเองก็ยังพ่ายแพ้ให้เขามาแล้ว
แล้วชิวเย่หัวล่ะ จะรับมือได้หรือไม่?
เวลากำลังผ่านไปช้าๆ พร้อมกับดวงจันทร์ที่ลอยอยู่เหนือชิวเย่หัวที่หม่นแสงลงเรื่อยๆ…
ม่านหมอกแสงจันทร์ที่ปกคลุมแท่นประลองก็กำลังสลายไปช้าๆ
ขณะที่ทุกคนกำลังคิดว่าหลินเฟยกำลังจะชนะอยู่นั้น
ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม…
เพราะคนทั้งคู่ที่อยู่บนแท่นประลองกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย
ใบหน้าชิวเย่หัวยังสงบนิ่งเช่นเดิม ต่อให้ปราณกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มจะบินเฉียดผ่านตัวไป นางก็ไม่สนใจจะหันไปมองแม้แต่น้อย เปลือกตาทั้งสองยังคงปิดสนิท ปล่อยให้แสงจันทร์ส่องลงมากระทบใบหน้า
ขณะเดียวกันหลินเฟยที่มือหนึ่งกุมกระบี่ อีกมือหนึ่งบงการค่ายกลอยู่ กลับมีใบหน้าเคร่งเครียดขึ้น…
ทันใดนั้นก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นทำลายบรรยากาศเงียบสงบบนแท่นประลอง
“ดูนั่นเร็ว กระบี่โบราณกำลังจะออกจากฝักแล้ว!” เหล่าศิษย์ที่ชมการประลองต่างพากันอุทานด้วยความใกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
และแล้ว…
ท่ามกลางเสียงใมากมาย กระบี่โบราณที่ไม่เคยออกจากฝักของชิวเย่หัวก็ส่งเสียงร้องออกมาพร้อมกับพุ่งตัวออกมาจากฝักทันที…
ไม่นานก็มีแรงกดดันมหาศาลแพร่กระจายออกมา แรงกดดันนี้ต่อให้อยู่ไกลนับร้อยจ้าง ก็ยังสามารถรับรู้ถึงความรุนแรงได้อย่างชัดเจน…
“ยอดศาสตราวุธ!”
หลังจากที่กระบี่โบราณปรากฏโฉมออกจากฝัก ก็เกิดเป็ลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งมาโดยพลัน
เพียงสายเดียวเท่านั้น…
ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนที่ปิดล้อมอย่างแ่า บัดนี้ถูกพุ่งชนจนเกิดเป็ช่องโหว่…
เกิดเป็ภาพของแสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องโหว่นั้นออกมา...ดวงจันทร์ที่หม่นแสงในตอนแรกก็กลับเรืองรองขึ้นมาทันที ชิวเย่หัวค่อยๆลืมตาขึ้น บัดนี้ดวงตาคู่สวยได้ทอประกายไปพร้อมกับแสงจันทร์…
หลินเฟยรู้ดีว่าถ้ากระบี่โบราณนั่นพุ่งชนอีกครั้งเดียว ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนจะต้องแตกสลายเป็แน่ ถึงเวลานั้นกระบี่โบราณก็จะกลับไปอยู่ในมือชิวเย่หัวอีกครั้ง หากคิดจะเอาชนะก็คงจะยากเกินไปแล้ว
และแล้วก็เป็เช่นนั้น…
ระหว่างที่หลินเฟยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น กระบี่โบราณก็ส่งเสียงขึ้นมาอีกครั้ง…
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของยอดศาสตราวุธได้แผ่กระจายไปทั่วบริเวณแท่นประลอง หลินเฟยไม่แม้แต่จะถอย เขากลับพุ่งเข้าใส่ไปเต็มๆ หวังจะใช้ร่างกายตนเองปิดช่องโหว่นั้นแทน…
ลำแสงกระบี่สูงนับสิบจ้างสายหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้น…
ถึงแม้จะอยู่ไกลนับร้อยจ้างก็ยังรับรู้ได้ถึงไอสังหารและความโกรธที่แฝงอยู่อย่างมหาศาล
ไม่นานก็ได้ยินเสียงะเิรุนแรงขึ้น…
ลำแสงกระบี่นั่นสะบั้นใส่ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนอย่างหนักหน่วง…
เกิดเป็แสงจ้าที่บดบังทุกสิ่งบนแท่นประลอง…
ทั่วทั้งยอดหุบเวิ่นเจี้ยนพลันเงียบสงบลงอีกครั้ง…
ทุกคนต่างชะเง้อมองดูว่าเกิดอะไรขึ้นบนแท่นประลอง
ราวกับเวลาผ่านไปนับปี เปลวไฟและแสงจันทร์แสบตาจึงได้สลายไป ก่อนจะปรากฏเป็ภาพใครบางคนในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น…
“แค่ก…” หลินเฟยกระอักเืออกมา แต่ก็ยังปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าถึงแม้จะดูอิดโรยมากก็ตาม
หลินเฟยในตอนนี้ดูสะบักสะบอมกว่าทุกครั้ง
อาภรณ์บนร่างถูกปราณกระบี่สะบั้นจนเสียหายหนัก เหลือเพียงเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยห้อยระโยงระยาง ทั้งตัวก็เต็มไปด้วยาแ และมีหลายแผลที่เกือบจะถูกจุดสำคัญเข้า ตามรอยแผลนั้นยังมีเืที่ไหลออกมาเป็ทางอีกด้วย ทั่วทั้งร่างนั้นราวกับถูกชโลมไปด้วยเื กระบี่หงส์คำรนก็หล่นออกไปไกลนับสิบจ้าง เปลวไฟที่เคยลุกโชติ่ ตอนนี้กลับดูอ่อนแรงราวกับว่าพร้อมจะดับได้ทุกเมื่อ
มีเพียงควันดำสายหนึ่งเท่านั้น ที่เขายังกุมไว้แน่น…
สิ่งนั้นก็คืออักขระกระบี่หยินหลี…
เพราะได้ต้านการโจมตีของยอดศาสตราวุธเมื่อครู่ จึงทำให้อักขระกระบี่หยินหลีที่เริ่มก่อตัวมาถึงขีดจำกัด ดูอับแสงและเจือจางราวกับกำลังจะสลายไป
ทว่าบริเวณด้านหลังของหลินเฟย…
กลับปรากฏค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนที่ยังคงอยู่ พวกมันกำลังบินวนปิดล้อมชิวเย่หัวเอาไว้อย่างแน่นขนัด
และสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงจนถึงที่สุดก็คือ
กระบี่โบราณที่สามารถสะบั้นจนเกิดเป็ลำแสงกระบี่สองสายที่มีพลังเพียงพอจะทำลายทุกสิ่งให้พินาศ อีกทั้งยังเกือบจะทำลายค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนได้อีกด้วย บัดนี้กลับนอนแน่นิ่งอยู่บนแท่นประลอง ไม่หลงเหลือกลิ่นอายของพลังที่น่าสะพรึงกลัวอีกต่อไป…
เกิดอะไรขึ้น?
กระบี่โบราณหลับใหลลงไปอีกครั้ง…
“พรูดดด…” หลินเฟยกระอักเืออกมาอีกครั้ง ใบหน้าถอดสีจนซีดขาวราวกระดาษ ทว่าแววตาของหลินเฟยตอนนี้กลับเป็ประกายอย่างมาก…
หลินเฟยค่อยๆโงนเงนลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล สายตาพลางมองไปทางชิวเย่หัวที่ยังติดอยู่ในค่ายกลกระบี่หุ้นหยวน ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง
“อย่าลืมสิว่าข้ายังมีปราณกระบี่อีกสาย…”
ในเวลานี้เองทุกคนถึงได้เห็นว่าที่ช่องโหว่ของค่ายกลกระบี่หุ้นหยวน ได้มีปราณกระบี่สีขาวเข้าไปเติมเต็ม…
ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนที่สมบูรณ์แบบ บัดนี้กำลังทยอยทำลายแสงจันทร์ไปทีละนิด เวลาค่อยๆผ่านไปเรื่อยๆ แสงจันทร์ที่สาดส่องบนตัวชิวเย่หัวก็อับแสงลงทุกที รัศมีวงโคจรของค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนก็แคบลงเรื่อยๆ เหลือเพียงสิบจ้าง แปดจ้าง ห้าจ้าง สามจ้าง…
สุดท้ายก็หดแคบเหลือเพียงหนึ่งจ้างเท่านั้น จนสามารถปิดล้อมชิวเย่หัวไว้อย่างแ่า…
ราวกับเวลากำลังหยุดนิ่ง…
ชิวเย่หัวยืนมองปราณกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่ม ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม
“ข้าแพ้แล้ว”
“ล่วงเลยเกินพอแล้ว”
สิ้นเสียงหลินเฟย เขาก็พ่นเืออกมาเฮือกใหญ่ คราวนี้เขาอาเจียนเอาเศษอวัยวะภายในบางส่วนออกมาพร้อมกับเืแดงสดนั้นด้วย ร่างกายโงนเงนไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคง ท้ายที่สุดจึงหมดสติล้มตัวลงบนแท่นประลอง
จากนั้นทุกคนก็ช่วยกันหามหลินเฟยออกไป
หลายหมื่นปีมานี้ หลินเฟยกลับเป็คนแรกที่สามารถชนะงานประลองศิษย์สายตรงได้ แต่ต้องให้คนหามออกไปแทน
แต่เื่พวกนี้ล้วนไม่สำคัญอะไรหรอก
เพราะทุกคนรู้ดีว่านับจากนี้...สำนักเวิ่นเจี้ยนจะมีศิษย์สายตรงคนที่สิบสี่แล้ว
นั่นก็คือ “หลินเฟย จากหุบเขาอวี้เหิง”
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
