ฟู่ถิงเย่ปล่อยนางในทันที!
หวาชิงเสวี่ยมองเขาด้วยความงุนงงอยู่นาน...
สายตาของนางค่อยๆ เลื่อนลงต่ำ
ภายใต้เสื้อคลุมตัวนอก ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ เว้นแต่จะแนบชิดกันจนััได้ถึงความผิดปกติข้างใน...
หวาชิงเสวี่ยแม้จะไร้เดียงสาเพียงใด ตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่านั่นคือ ‘กระบี่’ ของท่านแม่ทัพ!
ปึง!
ใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยแดงก่ำขึ้นมาทันที!
จำเป็ต้องตอบสนองรุนแรงถึงขนาดนี้เลยหรือ?! นางแค่โอบกอดเขาเบาๆ เท่านั้น! แค่นั้นจริงๆ นะ!
ฟู่ถิงเย่ก็ดูเหมือนจะประหลาดใจเช่นกัน เขารีบเปิดม่านกระโจม! หันหลังเดินออกไปแล้ว!
เดินออกไปแล้ว...
ไป...แล้ว...
หลังจากนั้นก็ไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลยตลอดสองวัน
...
บางครั้งหวาชิงเสวี่ยก็อดคิดไม่ได้ว่า คนอย่างเ้าเคราเฟิ้มผู้นี้ เขินอายเป็ด้วย?
อืม...
เขาเป็คนหยิ่งในศักดิ์ศรีขนาดนั้น การที่ต้องมาเสียหน้าต่อหน้าสตรีของตน คงจะทำให้รู้สึกท้อแท้มาก รู้สึกอับอายขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน?
“ฟุ่บ...” พอหวาชิงเสวี่ยนึกถึงแผ่นหลังของเขาที่วิ่งหนีไปอย่างเร่งรีบ ก็อดหัวเราะไม่ได้
“หัวเราะอะไร?” บุรุษผู้หนึ่งเปิดม่านเข้ามา
หลังจากหายตัวไปสองวัน ในที่สุดวันที่สาม ท่านแม่ทัพก็ปรากฏตัวแล้ว
ยังคงองอาจสง่างามเช่นเคย แม้ไม่ได้อยู่ในอารมณ์โกรธก็ยังแผ่ความน่าเกรงขามออกมา
“ไม่ได้หัวเราะสักหน่อย...” มุมปากของหวาชิงเสวี่ยกระตุกขึ้น เขายิ่งทำตัวจริงจังมากเพียงใด นางก็ยิ่งรู้สึกว่าตลก
ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาอย่างไม่ใส่ใจ ในมือถือตะกร้าสานทรงกลม ในตะกร้ามีส้มกองอยู่เจ็ดแปดผล
“ทางใต้เพิ่งมีส้มเข้ามาใหม่ เ้าชิมดูสิ” เขาเอาส้มวางลงบนโต๊ะ แล้วหยิบส้มผลหนึ่งยื่นให้หวาชิงเสวี่ย ราวกับว่าที่มาวันนี้เพียงเพื่อเอาส้มมาส่งให้
“หอมจัง!” หวาชิงเสวี่ยรับมาถือไว้ ยกขึ้นมาแนบจมูกแล้วสูดดม มีกลิ่นสดชื่นของผลไม้ที่สดใหม่
“แค่ก แค่ก” ฟู่ถิงเย่ไอสองครั้ง แล้วกล่าวช้าๆ “เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน...เ้าอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ”
หวาชิงเสวี่ยเม้มริมฝีปากแล้วยิ้ม นี่เขาจะมาขอโทษสำหรับความหุนหันพลันแล่นของเขาหรือ?
“ข้าล่วงเกินเ้ามากเกินไปแล้ว หากทำให้เ้าใ ต่อไปนี้ ข้าจะพยายามควบคุมตัวเอง...” หาได้ยากที่ฟู่ถิงเย่จะแสดงท่าทีลำบากใจออกมา และคำพูดยังไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา “เ้าสบายใจได้ ก่อนแต่งงาน ข้าจะไม่ทำให้เ้าต้องอึดอัดใจ”
“อืม...” หวาชิงเสวี่ยตอบรับด้วยท่าทีเขินอาย ไม่กล้าพูดอะไรมาก เลยแสร้งทำเป็เขินอาย อืม...ที่จริงนางก็เขินอายจริงๆ นั่นแหละ
ฟู่ถิงเย่เห็นว่าหวาชิงเสวี่ยไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง ก็รู้สึกโล่งใจ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงกังวลขนาดนี้ หากเป็สตรีหัวโบราณคนอื่น เมื่อเจอเื่แบบนี้ คงจะรู้สึกอับอายจนอยากตาย!
“กินส้มเถอะ” เขาพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบส้มจากมือนาง บีบขยี้ๆ สักพัก แล้วก็เริ่มปอกให้
เปลือกส้มปล่อยกลิ่นส้มเข้มข้นออกมาเพราะแรงบีบ
หวาชิงเสวี่ยมองเขาปอกส้มให้ ก็รู้สึกอบอุ่นในใจ
ฟู่ถิงเย่วางเปลือกส้มที่ปอกแล้วเอาไว้ด้านข้าง หวาชิงเสวี่ยมองเปลือกส้มสีเหลืองสว่าง ภายในใจก็เกิดความคิดขึ้นมา จึงลงมือเก็บเปลือกส้มเ่าั้ทั้งหมดขึ้นมา
ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้วขณะมองนาง “ไม่กินหรือ?”
“กินสิ” หวาชิงเสวี่ยรับเนื้อส้มมาจากมือเขา แล้วแบ่งออกเป็สองซีก ส่งให้เขาครึ่งหนึ่ง แล้วหยิบใส่ปากตัวเองหนึ่งกลีบ “อืม...หวานจังเลย”
ฟู่ถิงเย่ก็กินบ้างหนึ่งกลีบแล้วถามว่า “เ้าจะเอาเปลือกส้มไปทำอะไร? เอาไปชงดื่มหรือ? ไม่ต้องเสียเวลาขนาดนั้นหรอก หากเ้าอยากได้ ข้าจะให้คนไปซื้อมาให้”
หวาชิงเสวี่ยส่ายหน้า “ข้าอยากทำสีผึ้งบำรุงปากเ้าค่ะ แต่ตอนนี้ยังไม่มีวิธีสกัดน้ำมันหอม เปลือกส้มน่าจะเอามาใช้ได้พอดี...กลิ่นหอมดีเหลือเกิน”
นางหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมา บีบเบาๆ แล้วก็ขมวดคิ้ว “ข้า้าครกบดยาเ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีทางเอาน้ำออกจากเปลือกได้ทั้งหมด”
“เื่แค่นี้มีอะไรยาก”
ฟู่ถิงเย่ยื่นมือไปหยิบเปลือกส้มหลายชิ้น ออกแรงบีบอย่างแรง—
น้ำคั้นสีเหลืองหยดออกมาทีละหยด!
หวาชิงเสวี่ยใจนพูดไม่ออก!
นี่...นี่มันไม่ใช่ส้มนะ! แต่มันคือเปลือกส้ม! ยังจะบีบจนน้ำไหลออกมาได้?
สมกับเป็คนที่สามารถดึงธนูหนักแปดตั้นได้จริงๆ ...
สีหน้าตกตะลึงของหวาชิงเสวี่ยทำให้จิตใจของท่านแม่ทัพที่มีความคิดชายเป็ใหญ่พองโตขึ้นมา
เขาโยนเปลือกส้มทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ คว้าผ้าเช็ดหน้าของหวาชิงเสวี่ยมาเช็ดมือ สีหน้าเหมือนกำลังบอกว่า ‘เื่เล็กน้อย ไม่ต้องชื่นชมข้ามากขนาดนั้น’
หวาชิงเสวี่ยเม้มริมฝีปาก อุ้มตะกร้าส้มบนโต๊ะทั้งหมดมา “ท่านแม่ทัพ...”
นางหยิบส้มผลใหม่ยื่นให้เขาด้วยความเขินอาย “ปอกให้ข้าทั้งหมดได้ไหมเ้าคะ?”
ไม่สามารถปฏิเสธได้เลย!
ฟู่ถิงเย่ก็หยิบส้มขึ้นมาด้วยความกล้าหาญ แล้วเริ่มปอกให้ทีละผล!
หวาชิงเสวี่ยหยิบขวดกระเบื้องสวยงามอันเล็กๆ เท่านิ้วชี้ออกมา นางเปิดจุกไม้แล้วมองไปที่ฟู่ถิงเย่ด้วยความคาดหวัง
ฟู่ถิงเย่จะปล่อยให้สตรีของตนต้องผิดหวังได้อย่างไร?
เขาปอกส้มให้ทีละผลจนได้เปลือกส้มกองโต แล้วเริ่มคั้นน้ำให้หวาชิงเสวี่ย!
ทั่วทั้งกระโจมอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเปลือกส้ม
มือของฟู่ถิงเย่ก็เป็สีเหลืองไปด้วย
ด้วยความพยายามของท่านแม่ทัพ หวาชิงเสวี่ยก็เก็บน้ำคั้นจากส้มได้สำเร็จหนึ่งในสามของขวด นางระบายรอยยิ้มสดใสแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณท่านแม่ทัพมากเ้าค่ะ!”
ฟู่ถิงเย่ปล่อยมือที่ออกแรงมากเกินไปจนเมื่อยล้าลงอย่างไม่ใส่ใจ แล้วพูดว่า “เ้ากินส้มก่อนเถอะ ข้าจะกลับกระโจมแล้ว”
“อืม!” หวาชิงเสวี่ยใส่จุกไม้ แล้วส่งฟู่ถิงเย่ที่ประตู จากนั้นก็ถามเขาว่า “พรุ่งนี้ ท่านจะนำส้มมาให้ข้าอีกได้ไหมเ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ได้ พรุ่งนี้ข้าจะเอามาให้อีก”
หากแม้แต่ความ้าจากสตรีของตนเองยังทำให้ไม่ได้ แล้วจะเรียกได้ว่าเป็บุรุษได้อย่างไร?! แค่น้ำจากเปลือกส้มเท่านั้นเอง เื่ง่ายๆ!
เอ่อ...เื่ง่ายๆ ...
ฟู่ถิงเย่ก้มลงมองมือที่สั่นเทาเล็กน้อยของตนเอง...
งานนี้ ไม่ได้ง่ายไปกว่าการน้าวสายธนูเลย...
เปลือกส้มเล็กๆ ทั้งบางทั้งลื่น มือแทบแหลกถึงจะบีบน้ำมันออกมาได้สักสองสามหยด...
ทว่า เมื่อเห็นใบหน้าที่สดใสของหวาชิงเสวี่ยแล้ว ฟู่ถิงเย่ก็รู้สึกว่ามัน คุ้มค่าแล้ว!
...
ในวันรุ่งขึ้น ฟู่ถิงเย่ก็นำส้มมาให้อีกหนึ่งตะกร้าจริงๆ
หวาชิงเสวี่ยยิ้มจนตาหยีแล้วยกเข็มขึ้นมา “ข้าจะเจาะเปลือกส้มด้วยเข็มก่อน ตอนที่ท่านบีบจะได้ง่ายขึ้น”
ฟู่ถิงเย่รู้สึกราวกับหัวใจของตนกำลังจะถูกหลอมละลาย!
—ช่างเอาใจใส่ สมกับเป็สตรีที่ข้าหมายปองไว้!
หวาชิงเสวี่ยตั้งใจเจาะรูเล็กๆ ถี่ๆ ให้พรุนไปทั่วเปลือกส้ม คราวนี้ฟู่ถิงเย่บีบง่ายขึ้นมาก ไม่นานขวดกระเบื้องเล็กๆ ของหวาชิงเสวี่ยก็เต็มแล้ว
เขากำลังจะบีบต่อ แต่ถูกหวาชิงเสวี่ยจับมือเอาไว้
“พอแล้วเ้าค่ะ เท่านี้ก็พอแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยโยนเปลือกส้มลงในเตาไฟทองเหลือง กลิ่นส้มหอมอบอวลไปทั่ว
บนเตามีน้ำร้อนเตรียมไว้ นางเทน้ำลงในอ่าง แล้วผสมน้ำเย็นเล็กน้อย ให้น้ำอุ่นกำลังดี แล้วยกไปตั้งไว้ข้างหน้าหาฟู่ถิงเย่ วางลงอย่างนุ่มนวล
“ท่านแม่ทัพแช่มือเถอะเ้าค่ะ จะได้ผ่อนคลายหน่อย” นางพูดพลางเอื้อมมือไปจับมือที่หนาและใหญ่ของเขา จุ่มลงในน้ำ
กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดคลายออกในทันที ฟู่ถิงเย่ไม่เพียงแต่รู้สึกสบายมือเท่านั้น ในใจก็สบายมากเช่นกัน เขาจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน
หวาชิงเสวี่ยก้มหน้าลง เส้นโค้งของแนวคางดูงดงาม อาจจะเพราะความรู้สึกเขินอาย จึงไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองเขาเสียที
นางหยิบผ้าฝ้ายสีขาวมา ชุบน้ำร้อน แล้ววางลงบนมือของฟู่ถิงเย่ จากนั้นก็ใช้นวดฝ่ามือของเขาช้าๆ ผ่านเนื้อผ้าอย่างแ่เบา
“กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดอยู่ตลอดเวลาจะทำให้เมื่อยล้า หากหนักเข้าก็อาจจะเกิดตะคริวได้นะเ้าคะ” นางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าจะนวดให้ท่านเ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่รู้สึกสบายเมื่อถูกนวด เขานิ่งอยู่กับที่ไม่ขัดขืน
จากมุมนี้ เมื่อมองท่าทางที่อ่อนโยนทั้งยังน่ารักของนาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดฟุ้งซ่านไปถึงความรู้สึกตอนที่ได้โอบกอดนางไว้ในอ้อมแขน...
นุ่มนิ่ม...
หอมกรุ่น...
ในใจยังรู้สึกคันยุบยิบ...
อยากจะลองอีกสักครั้ง
ฟู่ถิงเย่รู้สึกนึกเสียใจเล็กน้อย ตอนนั้นเหตุใดเขาถึงได้พูดปิดช่องทางของตัวเองไปอย่างนั้น พวกเขาได้ตกลงปลงใจกันแล้ว การมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกันบ้างเป็ครั้งคราว คงไม่เสียหายอะไรหรอกกระมัง?
อีกอย่าง...ดูจากท่าทางของนางแล้ว เหมือนว่าจะไม่ปฏิเสธ...
อืม...
ครั้งหน้าค่อยลองดูก็แล้วกัน...
...
หลังจากที่ได้แบกไม้มารับโทษเมื่อคราวก่อน รองหัวหน้าเว่ยก็เหมือนหายตัวไป ไม่ค่อยปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนเลย
เมื่อเห็นว่าธนูในตำนานใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว การเผยแพร่การตีเหล็กแบบพับทบก็เป็ไปอย่างราบรื่น รองหัวหน้าเว่ยในฐานะหัวหน้ากรมสรรพาวุธ ก็ปรากฏตัวขึ้นในที่สุด
เขาประกาศให้ช่างของกรมสรรพาวุธหยุดงานหนึ่งวันเต็ม!
โดยให้เหตุผลว่าเพื่อฉลองความสำเร็จแก่แม่นางหวา!
หัวหน้าเสมียนรู้สึกว่าไม่เหมาะสม เอ่ยอย่างลังเลว่า “เื่นี้...ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่กระมัง? ตอนนี้ธนูก็ยังไม่ได้ผ่านการยิงทดสอบเลย ควรจะรอให้การแข่งเพื่อทดสอบธนูจบลงก่อน แล้วค่อยจัดงานจะดีกว่าหรือไม่? อีกอย่าง หากท่านแม่ทัพมีแผนการอื่น...”
“จะไม่เหมาะสมได้อย่างไรกัน?! งานฉลองนี้ต้องมีอยู่แล้ว จัดตอนนี้เลยก็ถือว่าเป็การปลุกขวัญกำลังใจให้กับทุกคน!” เว่ยฮั่นกล่าวด้วยรอยยิ้มสุภาพ “ใต้เท้าสวี ข้ารู้ว่าท่านกลัวว่าหากลองธนูแล้วไม่สำเร็จจะดูไม่ดี แต่ผลงานของแม่นางหวา่นี้ทุกคนก็เห็นอยู่แล้ว แม้จะไม่สำเร็จ งานฉลองนี้ก็ยังควรมี!”
หัวหน้าเสมียนตอบอึกอักว่า “ธนูที่ยิงได้ไกลสี่ร้อยก้าวไม่เคยมีมาก่อน ข้าแค่รู้สึกว่าคิดอย่างรอบคอบไว้ก่อนน่าจะดีกว่า”
“ไปเตรียมงานเลี้ยงฉลองเถอะ ทุกคนเหนื่อยมานานขนาดนั้นแล้ว ถึงเวลาจัดงานเลี้ยงเพื่อเติมกำลังใจ!” เว่ยฮั่นตบไหล่อีกฝ่าย “วางใจเถอะ ทางฝั่งท่านแม่ทัพ ข้าจะไปบอกเอง”
“ท่านรองหัวหน้ากล่าวได้ถูกต้อง ข้าจะไปจัดเตรียมคน เดี๋ยวจะเริ่มเตรียมงานเลย”
รองหัวหน้าเว่ยมองหัวหน้าเสมียนจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าก็จางหายลง
เขาดูออกแล้วว่าฟู่ถิงเย่กับหวาชิงเสวี่ยมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา และเขาก็เห็นด้วยว่าฟู่ถิงเย่ตั้งใจที่จะสนับสนุนหวาชิงเสวี่ยและยกระดับสถานะของนาง
“หึ แค่สตรีนางหนึ่ง...” รองหัวหน้าเว่ยมองไปนอกประตูด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
ในเมื่ออยากจะสนับสนุนนาง เขาจะช่วยสนับสนุนให้นางสูงขึ้นไปอีก!
ยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็จะยิ่งตกลงมากระแทกพื้นแรงขึ้นเท่านั้น! เมื่อลองธนูไม่สำเร็จ นางก็จะต้องจากกรมสรรพาวุธไปด้วยความอับอาย!
เป็แค่สตรีนางหนึ่ง กลับกล้าเข้ามาแทรกแซงงานของกรมสรรพาวุธ ช่างน่าขันเสียจริง!
รองหัวหน้าเว่ยรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เป็สตรี! ควรจะอยู่แต่ในเรือน ดูแลสามีเลี้ยงลูก! ต่อให้นางจะมีพร์มากเพียงใด ก็ไม่ควรจะเข้ามาอยู่ในค่ายทหารอย่างเปิดเผยเช่นนี้! ช่างไร้สาระสิ้นดี!
และที่ไร้สาระยิ่งกว่าก็คือ ฟู่ถิงเย่ซึ่งเป็แม่ทัพใหญ่ของค่ายชิงโจว กลับปล่อยให้นางทำเช่นนี้?!
สิ่งที่ฟู่ถิงเย่ทำ ไม่ต่างอะไรกับกษัตริย์ที่ลุ่มหลงหญิงงามเ่าั้!
รองหัวหน้าเว่ยแค้นใจที่ตนไม่มีปากมีเสียงมากพอที่จะเรียกสติฟู่ถิงเย่ที่ไม่รับรู้สิ่งใดเช่นนี้ได้!
ครั้นคิดอีกที ถ้า...หากหวาชิงเสวี่ยทำสำเร็จขึ้นมาจริงๆ เล่า?
สีหน้าของรองหัวหน้าเว่ยเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด
หากนางทำสำเร็จจริงๆ ...ไม่ ไม่! ไม่มีทาง!
ธนูที่ยิงได้สี่ร้อยก้าวไม่มีทางเป็ไปได้แน่ๆ! นอกจากธนูของนางจะมีปีกแล้วบินได้!
คอยดูเถอะ!
วันทดสอบธนูนั่นแหละ คือวันที่นางต้องเปิดเผยธาตุแท้ออกมา!
