เมื่อทุกคนได้ยินเขาเตือนก็รู้สึกตัวพร้อมกัน ส่วนฉู่ชีซีก็รีบะโลงจากเก้าอี้ ใบหน้าสวยของนางซีดเผือด “พี่สาม ท่านรีบพูดออกมาเร็วเข้า!”
พี่สามสกุลฉู่ไม่มีทางเลือกจึงพูดว่า “เด็กคนนั้นเป็ลูกแท้ๆ ของหญิงคนนั้น แต่ดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกับท่านแม่ทัพ ได้ยินว่าตอนที่มาปรนนิบัติรับใช้ท่านแม่ทัพนางก็ตั้งครรภ์อยู่แล้ว!”
“เช่นนั้นแล้วทำไมนางยังแต่งตัวเป็หญิงสาวละ?” พี่ใหญ่สกุลฉู่ชี้ให้เห็นถึงจุดสำคัญของปัญหาอย่างหนักแน่นเช่นเคย พี่สามสกุลฉู่มองไปที่น้องสาวของตนเอง แล้วตอบอย่างคลุมเครือว่า “บางทีอาจมีเื่ที่ไม่สามารถพูดได้ก็เป็ได้”
แต่ฉู่ชีซีเป็คนใจร้อน ในใจเหมือนมีแมวน้อยมาข่วนหลายชั่วยามแล้ว จนตอนนี้ทนไม่ไหวอีกต่อไป “เดาไปเดามาเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไร? ข้าจะไปถามเอง!”
พูดจบนางก็วิ่งออกไปเหมือนลมพัด พี่น้องสกุลฉู่พยายามจะหยุด แต่ก็ไม่ทัน น้องสาววิ่งออกจากประตูไปแล้ว พวกเขาทำอะไรไม่ได้จึงต้องปล่อยไป แม้ตลอดหลายปีมานี้พวกเขาจะตามใจน้องสาวจนเคยตัว และน้องสาวก็มักก่อเื่เล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ แต่เพราะน้องสาวมีจิตใจดีและซื่อตรงกับความรู้สึกเกินไป พวกเขาจึงไม่กังวลว่านางจะก่อเื่ใหญ่โตอะไรขึ้นมา
ติงเหว่ยใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วยามในครัว นางตุ๋นหมูสามชั้นน้ำแดงเต็มหม้อดินใบใหญ่ เมื่อคิดจะหาคนช่วยก็จำได้ว่าไล่แม่ครัวสองคนออกไปแล้ว ดังนั้นจึงหาผ้าสองผืนมาและยกหม้อดินไปที่ห้องฝั่งตะวันตก
เพิ่งออกจากประตูก็เห็นหญิงสาวชุดแดงคนหนึ่งถือแส้เข้ามาในลาน ต่อให้นางจะขี้ลืมแค่ไหน แต่ก็จำได้ว่านี่คือหญิงสาวที่ทำให้นางหงุดหงิดมาตลอดบ่าย ดังนั้นนางจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เอ่ยถามว่า “แม่นาง ที่นี่คือเรือนหลัง หากท่าน้าพบท่านแม่ทัพ เชิญไปที่จวนด้านหน้า”
ฉู่ชีซีกำลังหันมองรอบๆ ทันใดนั้นได้ยินเสียงมาจากข้างหลังก็ใ นางหันกลับมาอย่างรวดเร็วก็เห็นติงเหว่ยสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีดอกบัวและกระโปรงจีบสีขาวนวลดั่งแสงจันทร์ ผมดำถูกมัดอย่างเรียบง่ายและประดับไว้ด้วยปิ่นหยก เนื่องจากเข้าครัวแขนเสื้อทั้งสองข้างจึงถูกพับขึ้นเผยให้เห็นข้อมือที่ขาวละเอียด รับกับใบหน้าขาวเนียนทำให้คิ้วเรียวยิ่งดูโค้งสวย ดวงตายิ่งดูสดใส จมูกยิ่งดูโด่ง และแก้มยิ่งดูแดงก่ำ…
ฉู่ชีซีมองจนตะลึงไปชั่วขณะ นางรู้สึกแปลกใจแม้ว่านางจะตามพ่อและพี่ชายเดินทางไปทั่ว และเคยอาศัยอยู่ในเมืองหลวงหลายปี เห็นหญิงงามมามากมาย แม้กระทั่งโสเภณีที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง นางก็เคยปลอมตัวเป็บุรุษและบีบบังคับให้พี่ชายพาไปดูมาแล้ว แต่หญิงสาวตรงหน้านี้แม้จะไม่ได้สวยสะดุดตามาก แต่ดวงตาที่สงบนิ่งและคำพูดที่อ่อนโยนของนางกลับทำให้ฉู่ชีซีไม่รู้สึกโกรธเลย กลับกันนางกลับรู้สึกใกล้ชิดอย่างน่าประหลาด
กฎของทหารที่สำคัญที่สุดคือห้ามพูดถึงความพ่ายแพ้ก่อนที่จะออกศึก ฉู่ชีซีตั้งใจจะเป็แม่ทัพหญิงมาั้แ่เด็ก ดังนั้นนางจึงไม่ยอมให้ตัวเองพ่ายแพ้ั้แ่แรกเจอ นางจึงกำแส้แน่นพร้อมขึ้นเสียงทำท่าทางดุดันแล้วะโว่า “เ้าสกุลติงใช่ไหม? ข้าก็มาหาเ้านี่แหละ! บอกข้ามาเ้าเป็นางสนมของพี่เทียนเป่าหรือเปล่า ลูกของเ้าเป็ลูกของพี่เทียนเป่าหรือเปล่า? รีบตอบมาตามความจริง ไม่งั้น…ไม่งั้นข้าจะเฆี่ยนเ้าด้วยแส้นี่!”
ติงเหว่ยมองดูท่าทางข่มขู่ของนางแล้วกลับรู้สึกแปลกใจที่ไม่รู้สึกโกรธเลย นางรู้สึกเหมือนกับตอนที่เด็กข้างบ้านทิ้งก้อนหินลงในน้ำและกระเซ็นเปียกรองเท้า แม้จะโกรธแต่ก็รู้สึกว่าคงไม่คุ้มค่าที่จะไปเถียงกัน
“แม่นางมาเพื่อถามเื่นี้อย่างนั้นหรือ งั้นก็เชิญเข้ามาก่อนเถอะ”
ติงเหว่ยยิ้มออกมาน้อยๆ และหันหน้าไปเปิดประตูห้องฝั่งตะวันตก
“นี่ ข้าถามเ้าอยู่นะ ทำไมถึงเดินหนีไปล่ะ?” ฉู่ชีซีกระทืบเท้า หัวของนางส่ายไปมาจนผมยุ่งไปหมด จากนั้นก็เดินตามเข้าไปด้วย
อวิ๋นอิ่งได้ยินเสียงดัง นางอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไว้ในอ้อมแขน เ้าเด็กอ้วนไม่รู้เลยว่า “เถาฮวา[1]” ของพ่อเขาจะมาที่ประตูแล้ว เขายังยิ้มแย้มและยื่นมือเพื่อขอให้แม่อุ้ม ติงเหว่ยเปิดฝาหม้อออกก่อนแล้วจึงอุ้มลูกชายไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็สั่งอวิ๋นอิ่งว่า “ไปที่ครัวเอาข้าวสวยและอาหารอื่นๆ มา”
อวิ๋นอิ่งเหลือบตามองฉู่ชีซีหนึ่งที รู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เดินออกจากประตูไป
ติงเหว่ยส่งสัญญาณให้ฉู่ชีซีนั่งลง จากนั้นจึงยิ้มอย่างเรียบเฉยแล้วพูดว่า “แม่นางตั้งใจมาที่นี่เพื่อถามแค่สองประโยคนั้นหรือ? งั้นข้าจะบอกเ้าให้ ข้าไม่ใช่นางบำเรอของท่านแม่ทัพใหญ่ และลูกของข้าก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับท่านแม่ทัพใหญ่ด้วย!”
“จริงหรือ?” ฉู่ชีซียังรู้สึกไม่เชื่อ และกำลังจะพูดอีก แต่จู่ๆ ก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อกและมีสีหน้าแดงขึ้นเมื่อมองไปที่หม้อดินที่มีควันลอยออกมาก็พูดอย่างหงุดหงิดว่า “เ้าตุ๋นเนื้ออะไรในหม้อกันแน่ ทำไมถึงได้หอมขนาดนี้?!”
อันที่จริงแล้วเมื่อติงเหว่ยเปิดฝาหม้อดิน กลิ่นหอมของหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงก็ลอยฟุ้งออกมา และไม่นานก็กระจายไปทั่วทั้งห้องเล็กๆ ฉู่ชีซีที่เติบโตในชายแดนตะวันตกและเคยชินกับการกินเนื้อย่างชิ้นใหญ่ จึงไม่สามารถทนต่อความเย้ายวนของกลิ่นหอมหวานผสมเค็มนี้ได้ นางที่วิ่งมาถามด้วยความโกรธ แต่ความโกรธของนางกลับถูกหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงในหม้อที่หอมกรุ่นนี้ทำให้หายไปหมด
ติงเหว่ยเห็นนางทำจมูกฟุดฟิดไปมาและกลืนน้ำลายไม่หยุด แต่พยายามไม่มองไปที่หม้ออย่างสุดความสามารถ ดูเหมือนแมวตัวน้อยที่ถูกล่อด้วยปลาเค็มจนแทบบ้าคลั่ง ทำให้รู้สึกขำขันมาก ดังนั้นนางจึงพูดอย่างเ้าเล่ห์ว่า “แม่นางฉู่ไม่เคยกินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงหรือ? นี่คืออาหารจานเด็ดของข้า เนื้อหมูสามชั้นที่มีทั้งมันและเนื้อแดงตัดเป็ชิ้นใหญ่ๆ แล้วปรุงด้วยเครื่องเทศ ต้องใช้เวลาเคี่ยวในหม้อดินด้วยไฟอ่อนๆ เป็ชั่วยามกว่าจะสุกดี การกินอาหารจานนี้ดีที่สุดคือกินคู่กับข้าวสวย และราดด้วยน้ำแกงหมูเข้มข้น จากนั้นบดเนื้อหมูให้ละเอียด เนื้อมันไม่มันเกินไป เนื้อแดงก็ไม่แข็งกระด้าง เคี้ยวแล้วละลายในปาก รสชาติอร่อยมากจริงๆ”
“เอื๊อก เอื๊อก!”
ฉู่ชีซีอดทนไม่ไหวกลืนน้ำลายไปสองครั้งแล้วรีบวิ่งไปที่ขอบโต๊ะ ดวงตาทั้งสองข้างของนางเพ่งมองหม้อดินจนไม่สามารถขยับออกไปได้อีก
เนื้อหมูชิ้นใหญ่สีน้ำตาลแดงนั้นเคลือบด้วยชั้นมันเงางาม นางอาจชนโต๊ะเล็กน้อยตอนที่เดินเข้าไปใกล้โต๊ะเมื่อครู่นี้ จึงทำให้เนื้อหมู้าสั่นะเื และหยดน้ำมันใสก็ไหลลงมาตามผนังหม้อ ทำให้นางแทบอยากจะยื่นลิ้นออกไปเลีย
นางคิดอยากจะขอข้าวด้วยแต่ก็รู้สึกว่าที่ผ่านมานางได้ทำตัวไม่สุภาพโดยวิ่งมาถามอย่างไร้มารยาท ตอนนี้จึงรู้สึกไม่ดีที่จะเอ่ยปากขออย่างไร้ยางอาย
ใน่ที่รู้สึกอึดอัดและลังเลนั้น อวิ๋นอิ่งก็เข้ามาพร้อมกับเครื่องเคียงและข้าวสวย นางกังวลอยู่นานเพราะเกรงว่าติงเหว่ยสองแม่ลูกจะถูกลูกสาวที่เอาแต่ใจของแม่ทัพรังแกเอาได้ คิดไม่ถึงว่าเมื่อเข้ามาในห้องกลับเห็นแม่นางจอมดื้อดึงนั่งน้ำลายไหลมองไปที่หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงเหมือนสุนัขตัวน้อย ส่วนติงเหว่ยก็ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางเป็หญิงร้ายกาจที่ล่อลวงสุนัขคนนั้น
นางถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก และก็รู้สึกตลกเช่นกัน
ติงเหว่ยไม่มีเจตนาร้ายต่อฉู่ชีซีที่มีนิสัยตรงไปตรงมา และนางก็ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว ดังนั้นจึงให้ลูกนั่งลงและตักข้าวสวยใส่ชามแล้ววางข้างๆ มือฉู่ชีซี พร้อมยิ้มและเชิญชวนว่า “มาแล้วล้วนเป็แขก หากแม่นางไม่รังเกียจก็กินข้าวด้วยกันเถอะ”
“เอ๋?” ฉู่ชีซีรู้สึกใและเงยหน้าขึ้นทันที นางเห็นท่าทางยิ้มแย้มของติงเหว่ย นางยังคิดจะปฏิเสธอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านทานความเย้ายวนของหมูสามชั้นน้ำแดงได้ นางจึงตัดสินใจแหกกฎและยอมรับไป
“ดี เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว!” ในขณะที่พูดอยู่นางก็นั่งลงข้างโต๊ะอย่างรวดเร็ว และยื่นตะเกียบออกไปคีบชิ้นหมูสามชั้นใส่ปากอย่างหิวโหยทันที
กลิ่นหอมของหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่เต็มอยู่ในปาก ทำให้ลำคอรู้สึกสบายขึ้นและช่วยระงับความหิวในท้องได้อย่างเต็มที่ ราวกับน้ำแข็งเย็นๆ ในวันที่ร้อนระอุ หรือเตาผิงอุ่นๆ ท่ามกลางลมหนาว โดยรวมแล้วทำให้นางรู้สึกพอใจจนเกือบจะกรีดร้องออกมา
“ไอ๊หยา อร่อยมากจริงๆ ช่างอร่อยเกินไปแล้ว!”
ฉู่ชีซีมีความสุขจนขมวดคิ้ว นางพยายามอดกลั้นไม่ให้ยกหม้อหมูสามชั้นน้ำแดงทั้งหม้อมาที่ตนเอง แต่ตะเกียบในมือกลับควบคุมไม่ได้ นางคีบเนื้อหมูใส่ปากอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็ว่าชิ้นหมูสวยๆ ค่อยๆ หายไปในปากเล็กๆ อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่นานก็ไม่เหลือแม้แต่เงา…
ติงเหว่ยและอวิ๋นอิ่งมองหน้ากันด้วยความรู้สึกขำขัน ทั้งสองเริ่มรู้สึกไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี อย่างไรก็ตามพวกนางก็ทิ้งความระมัดระวังทั้งหมดไป เพราะพบว่านี่เป็เพียงแม่นางน้อยข้างบ้านที่กินจุและไม่มีภัยคุกคามแต่อย่างใด
ฉู่ชีซีกำลังกินข้าวและหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงอย่างมีความสุขสุดๆ บางครั้งระหว่างเคี้ยวนางยังอุทานออกมาว่า “ฮือฮือ! ช่างอร่อยมากจริงๆ! ท่านพ่อและท่านพี่ต่างไม่เคยพาข้าไปกินของอร่อยๆ เช่นนี้ ฮือฮือ ช่างอร่อยจริงๆ!”
อันเกอเอ๋อร์อายุยังน้อยและเดินทางมาตลอดทั้ง่เช้า ท้องน้อยๆ ของเขาจึงร้องจ๊อกๆ ตอนนี้เมื่อเห็นพี่สาวฝั่งตรงข้ามกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็ทำตาโตและยื่นมือเล็กๆ ไปคว้าอาหารในจานเช่นกัน
ติงเหว่ยรีบอุ้มลูกชายไปล้างมือ จากนั้นวางเขาบนตักแล้วตักไข่ตุ๋นมาเป่าให้เย็นและป้อนให้เขา บางครั้งก็เติมเนื้อชิ้นเล็กๆ เข้าไปในปากของเขาด้วย
เ้าเด็กอ้วนกินอย่างมีความสุข ในปากเต็มไปด้วยอาหาร แก้มของเขาป่องเหมือนกระรอกน้อยจะกละ
ฉู่ชีซีกินอย่างรวดเร็วเหมือนพายุพัดผ่านอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็รู้สึกอิ่มถึงแปดส่วนแล้ว นางเงยหน้าขึ้นเห็นติงเหว่ยและลูกชายกินกันอย่างสนุกสนานและอบอุ่น ไม่รู้ทำไมนางถึงรู้สึกหวิวในใจ และจึงค่อยๆ ลดความเร็วในการใช้ตะเกียบลง
ติงเหว่ยเห็นเข้าโดยบังเอิญจึงเปลี่ยนตะเกียบและคีบหน่อกระเทียมผัดไข่ให้นางสองสามคำ พร้อมกับพูดว่า “ผักสดในฤดูหนาวหายากนะ เ้าเองก็กินอีกสักหน่อยสิ ส่วนหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงนั้นทำง่าย ถ้าอยากกินอีกก็เชิญมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
“เอ่อ…” ฉู่ชีซีกินหน่อกระเทียมผัดไข่อย่างเงียบๆ แล้วจู่ๆ ก็เริ่มมีน้ำตาคลอ “ฮือๆ เ้าทำดีกับข้าขนาดนี้ทำไม? ข้ามาหาเื่เ้าและข้ายังคิดจะฟาดเ้าด้วยแส้อีก! เ้าแย่งพี่เทียนเป่าของข้าไป…”
หากน้องสาวที่ดื้อรั้นคนนี้ตั้งใจจะมาหาเื่จริงๆ ก็คงไม่เป็ไร แต่ท่าทางที่นางกินเหมือนลูกหมาน้อยน่ารัก แล้วจู่ๆ ก็ร้องไห้เหมือนลูกแมวน้อย ทำให้ติงเหว่ยไม่รู้จะรับมืออย่างไรดี นางรีบวางลูกชายลง แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดหน้าฉู่ชีซี พร้อมทั้งปลอบอย่างขำขันว่า “แม่นางชีซี อย่าร้องไห้อีกเลย ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าจะคิดว่าข้ารังแกเ้า แต่จริงๆ แล้วคนที่เกือบโดนแส้เ้าฟาดคือข้านะ!”
ฉู่ชีซีน้ำตาไหลออกมา พอได้ยินคำพูดนั้นก็หน้าแดง นางรีบเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ว่า “ข้าแค่คิดถึงท่านแม่ที่เสียไปแล้ว อีกอย่าง...ข้ายังไม่ได้ฟาดเ้าจริงๆ สักหน่อย!”
“ก็ได้ๆ ยังไม่ได้ฟาด แต่เ้าก็กินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงไปครึ่งหม้อก็คงถือว่าทดแทนการฟาดแส้แล้วใช่ไหม?” ติงเหว่ยพูดพลางมองไปที่หม้อดินที่เหลือเนื้อหมูอยู่เพียงครึ่งเดียว ทำให้ฉู่ชีซีรู้สึกเขินอายจนต้องกอดท้องไว้และหน้าแดงขึ้นกว่าเดิม
นางเป็คนที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา จึงตัดสินใจไม่อายอีกต่อไปแล้วชี้ไปที่หม้อดินและพูดว่า “ถ้าเ้าเอาหม้อที่เหลือครึ่งนี้ให้ข้าเอากลับไป ข้าจะ…เอ่อ จะยกโทษให้เ้าอย่างสิ้นเชิง และจะไม่ฟาดเ้าด้วยแส้อีกแล้ว!”
หลังพูดจบนางยังเลียริมฝีปากด้วยลิ้นอย่างละเมียดละไม ท่าทางอยากกินของนางนั้นช่างน่าขบขันจริงๆ
ติงเหว่ยหัวเราะอย่างมีความสุขจนตัวสั่น ั้แ่ที่นางมาโลกใบนี้นี่เป็ครั้งแรกที่ได้เจอเด็กสาวที่มีความจริงใจเช่นนี้ แม้ก่อนหน้านี้จะมีความไม่พอใจบ้าง แต่ก็ไม่สามารถโกรธนางได้เลย นางจึงตัดสินใจที่จะใจกว้างสักครั้งหนึ่ง “ตกลง ถ้าเ้าชอบกินก็เอาไปเถอะ ต่อไปถ้าอยากกินอีกก็มาหาข้าได้เสมอ!”
-----------------------------------------
[1] เถาฮวา 桃花 หมายถึง ดอกท้อ ซึ่งเป็สัญลักษณ์ของความรัก ใช้เปรียบเปรยว่าจะมีคนมาจีบหรือจะมีความรัก
