ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงัด กลิ่นหอมของน้ำแกงไก่และไก่ย่างลอยอวลไปทั่วทั้งบ้านสกุลหยวน กลิ่นนั้นทะลุผ่านหน้าต่างเข้าไปในบ้าน ผู้เฒ่าหยวนได้กลิ่นหอมก็ลอบกลืนน้ำลาย นานแล้วที่เขาไม่ได้กินน้ำแกงไก่
“พวกเราฆ่าไก่มาทำน้ำแกงั้แ่เมื่อใด” เขาถาม
“กินอันใดกันเล่า แม่ไก่กำลังจะออกไข่ หากนำมาทำอาหารเวลานี้ ไม่เท่ากับเลี้ยงเสียเปล่าหรือ” หวางซื่อกล่าวตอบ
“เฮอะ! เดิมทีสินสอดที่สกุลกู้ให้มาอยู่ในมือพวกเราแท้ๆ แต่เ้ารองกลับบอกว่า ถ้าไม่ให้จะไม่ยินยอมให้เ้าหกสลับการแต่งงานกับเ้าใหญ่ เ้าว่าข้าติดหนี้มันั้แ่ชาติปางก่อนหรืออย่างไร มันถึงตามเอาคืนข้าในชาตินี้ หากพวกเราได้เงินเ่าั้ไว้ ไม่ว่าข้าอยากจะกินไก่กี่ตัวก็ย่อมได้ เฮ้อ ความจริง...ช่างเถิด ไม่พูดแล้ว นอนเถอะ” เขาถอนหายใจแล้วตัดบท
ภายในห้องนอนอีกห้อง เจียงซื่อกับหยวนเหล่าต้านอนพลิกตัวไปมา อย่างไรก็นอนไม่หลับ จะให้หลับได้อย่างไร กลิ่นที่โชยเข้ามาทางหน้าต่างมันช่างหอมหวนเหลือเกิน นานแล้วที่พวกเขาไม่ได้กินเนื้อ ได้กลิ่นเนื้อแต่กลับกินไม่ได้ ช่างทรมานใจเสียนี่กระไร!
“หากไม่ใช่เพราะต้องให้เงินชดเชยแก่เ้ารองยี่สิบตำลึง ป่านนี้พวกเราคงมีเงินเอาไปแอบซื้อเนื้อกลับมาทำอาหารแล้ว” หยวนเหล่าต้าบ่นอย่างเ็ปใจ เงินตั้งยี่สิบตำลึงเชียวนะ พวกเขาเก็บอยู่นานกว่าจะได้ ทว่าจู่ๆ เ้าร้องกลับมาชุบมือเปิบเอาไปเสียนี่ ช่างน่าตายโดยแท้!
เช้าวันต่อมา ครั้นคนสกุลหยวนตื่นนอนออกจากห้อง พบว่าหลังบ้านมีเศษขนไก่เต็มไปหมด
“ท่านพ่อ ครั้งนี้หากมีคนมาเอาเื่เ้ารองอีก ท่านห้ามใจอ่อนนะขอรับ ห้ามช่วยชดใช้ให้เป็อันขาด แต่ต้องเอาตัวคนทำผิดไปให้หัวหน้าหมู่บ้านกับผู้นำสกุลช่วยตัดสิน” หยวนเหล่าต้าชี้ไปยังเศษขนไก่ซึ่งเลอะเต็มพื้นไปหมด เมื่อคืนกว่าเขาจะนอนหลับลงมิใช่เื่ง่าย กลับต้องมาฝันว่ากำลังแทะขาไก่ ทว่าขาไก่นั้นกลับมีกลิ่นเหม็นอย่างมาก พอลืมตาขึ้นก็พบว่าที่เขาแทะอยู่หาใช่ขาไก่ไม่ แต่เป็ขาของภรรยา!
“ใช่เ้าค่ะ อย่างไรสุนัขก็มิอาจเลิกกินมูลของมันได้[1] ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเ้ารองกินข้าวที่บ้านสกุลกู้มาหรือยัง หากยังไม่ได้กิน ไฉนถึงไม่ปลุกท่านแม่ให้มาเปิดตู้หยิบข้าวสารให้ เหตุใดต้องขโมยด้วย หน้าตาของสกุลเราถูกเ้ารองทำลายจนไม่เหลือแล้ว!” เจียงซื่อที่อยู่ด้านข้างพูดใส่ไฟ นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจยิ่ง เมื่อคืนนอนอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็ถูกสามีถีบตกเตียง ทั้งยังพบอีกว่าที่ขาเปียกชื้น!
หนำซ้ำสามียังต่อว่านางอีกว่า ไฉนถึงนอนฝั่งนั้น ก็เป็เพราะเขามิใช่หรือที่ปลุกนางตื่นขึ้นในตอนดึก แล้วบอกว่านางนอนกรนเลยอยากสลับที่นอน นางสะกดกลั้นโทสะนี้อยู่ทั้งคืน ทว่าภายในบ้านไม่มีใครให้ระบายได้ มีแต่เ้ารองที่นางสามารถระบายโทสะใส่ได้!
หวางซื่อหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องครัวพลางบ่นพึมพำ “ถึงครั้งนี้มันจะไม่ยอม อย่างไรข้าก็ต้องไล่มันออกไปให้ได้ เศษขนไก่พวกนี้ทิ้งเอาไว้เช่นนี้ก่อน ห้ามผู้ใดทำความสะอาดทั้งสิ้น!”
“ได้เ้าค่ะ” เจียงซื่อยิ้มรับคำหน้าชื่น ก่อนจะมองไปยังบ้านรอง ช่างน่าแปลกแท้ พวกเขาพูดเสียงดังถึงเพียงนี้ ไฉนคนในบ้านนั้นถึงยังเงียบอยู่อีก
“ต้องไปสนใจทำไมว่าบ้านรองกำลังทำสิ่งใดอยู่ ยังไม่รีบไปให้อาหารไก่อีก” หยวนเหล่าต้าต่อว่าผู้เป็ภรรยา
“แต่งานนี้คืองานของสะใภ้รอง…” เจียงซื่อตัดพ้อเสียงอ่อน ก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินไปที่บ้านรอง ครั้นเปิดประตูดู พบว่าข้างในไม่มีผู้ใดอยู่สักคนเดียว
“เ้ารองกับสะใภ้รองไม่อยู่บ้าน” นางอุทานอย่างตกตะลึง
คนที่เหลือรีบตามไปดู พวกเขาไม่อยู่จริงด้วย ช่างน่าแปลกโดยแท้!
หยวนเหล่าต้ากล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก “ไม่อยู่ก็ไม่อยู่สิ จะใอันใดกัน”
เจียงซื่อยิ้มแหย ก่อนจะรีบไปให้อาหารไก่ที่หลังบ้าน ทว่าพอไปถึงก็พลันส่งเสียงกรีดร้องออกมาดังลั่น คนที่เหลือรีบวิ่งมาดู นางชี้ไปยังเล้าไก่พลางเอ่ย “แม่ไก่หายไปสองตัว!”
“เ้าลูกคนนี้ ถึงกับขโมยไก่บ้านตัวเองกินเชียวหรือ!” หวางซื่อโมโหจนตัวสั่นไปทั้งตัว
ยามนี้เจียงซื่อรู้สึกเสียอกเสียใจเหลือเกิน หากรู้ว่าเ้าร้องฆ่าไก่ของที่บ้านมาทำอาหารกิน เมื่อคืนมีหรือที่นางจะยอมอดทนอยู่ทั้งคืน
เ้าใหญ่ในเวลานี้มีสีหน้านิ่งขรึม บ้านรองช่างเ้าเล่ห์นัก นางไม่มีทางยอมให้คนบ้านนั้นรอดพ้นหายนะครั้งนี้ไปได้เป็อันขาด นางสงบสติอารมณ์แล้วเดินไปด้านข้างท่านย่า เอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ท่านย่า อย่าโมโหไปเลยเ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ หากท่านย่าเป็อะไรไป ท่านอารองกับอาสะใภ้รองจะชดใช้อย่างไรก็มิอาจทำได้ ท่านอาทั้งสองไม่รู้ความก็เลยกินไก่สองตัวนี้เข้าไป เช่นนั้นเย็นนี้เอาไก่ที่เหลือเหล่านี้ไปขังไว้ในบ้านของท่านอาสามดีหรือไม่เ้าคะ อย่างไรเื่นี้ก็เป็เื่ภายในบ้าน หากจะไปหาผู้นำสกุลก็เกรงว่าจะดูไม่ดี หากคนอื่นรู้เข้าอาจหัวเราะเยาะเอาได้ จะหาว่าพวกเราหวงไก่มากกว่าคนในครอบครัว”
“เหตุใดจะไปหาผู้นำสกุลมิได้ ข้าจะไปหาผู้นำสกุลประเดี๋ยวนี้!” กล่าวจบหวางซื่อรีบเดินออกไปทันที ลืมว่าต้องทำอาหารเช้าไปเสียสนิท
หยวนเหล่าต้าส่งสัญญาณทางสายตาให้เจียงซื่อรีบตามไป เ้าใหญ่ก็ตามไปเช่นกัน ทว่าไม่ได้ตามทั้งคู่ไป แต่กลับเดินออกทางหลังบ้าน เลี้ยวไปทางบ้านสกุลหลิ่วแทน
ในเวลาเดียวกัน กู้ซิ่วไฉ หยวนเหล่าเอ้อร์ และเ้าหกนั่งอยู่บนเกวียนเทียมวัวซึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าไปในอำเภอ เดิมทีทั้งคู่ไม่ได้คิดจะพาเ้าหกมาด้วย แต่เด็กหญิงงอแงจะตามมาให้ได้ ผุ้เป็บิดาเลยต้องอุ้มขึ้นเกวียนเทียมวัวมาด้วย
ใครใช้ให้นางคือ ‘ผู้เลี้ยง’ เล่า เมื่อเป็เช่นนี้มีแต่จะต้องตามใจนางเท่านั้น
เพียงแค่นึกถึงหลินจือและโสมที่เขาโยนทิ้งไปก่อนหน้า ก็ให้รู้สึกเ็ปจนแทบหายใจไม่ออก และที่หยวนเหล่าเอ้อร์ไม่อยากจะนึกถึงอีกเื่คือหายนะที่รอเขาอยู่ที่บ้านนั่นเอง
ครั้นมาถึงในอำเภอ เ้าหกตาโตมองไปรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ ผู้คนมากหน้าหลายตาเหลือเกิน นางไม่เคยออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนมาก่อน เคยได้ยินแต่พี่สาวสุนัขจิ้งจอกเล่าให้ฟังว่า ที่ถนนแห่งนั้นแห่งนี้มีผู้คนมากมาย ยามนี้พอได้มาเห็นกับตาเลยพาให้รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง อีกทั้งไม่ว่าเห็นสิ่งใดก็อยากได้ไปเสียหมด
หยวนเหล่าเอ้อร์พกเงินในกระเป๋ามายี่สิบตำลึง เป็เงินที่ขอมาจากบ้านใหญ่เมื่อครั้งก่อน เขายังมิได้ให้คืนแต่แอบเก็บเอาไว้ที่อื่น บ้านใหญ่เลยหาไม่เจอ เช่นนั้นวันนี้หากเ้าหก้าซื้อสิ่งใดก็ย่อมได้ ทั้งยังซื้อทีละสองชุด เ้าหกหนึ่งชุด เขาหนึ่งชุด แม้แต่กังหันและเมี่ยนเหริน[2] ก็ซื้อกับบุตรสาวคนละตัวเช่นกัน
พ่อลูกยิ้มแย้มไปตลอดทาง เจอสิ่งใดน่าแปลกก็ตาโตอย่างประหลาดใจ เห็นสิ่งใดน่าสนุกก็หัวเราะออกมาเสียงดัง มิได้เกรงใจคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย
กู้ซิ่วไฉที่เดินอยู่ด้านข้างเห็นภาพนั้นให้รู้สึกอิจฉายิ่งนัก อวี้เอ้อร์เป็คนเงียบขรึมมาั้แ่เด็ก ไม่เคยหัวเราะเสียงดังเช่นนี้มาก่อน และแน่นอนว่าตัวเขาเองก็ไม่กล้ากระทำเช่นเดียวกับหยวนเหล่าเอ้อร์ ที่หัวเราะเสียงดังเป็เพื่อนบุตรสาวโดยมิได้สนใจภาพลักษณ์แต่อย่างใด
ทั้งสามคนเดี๋ยวเดินเดี๋ยวหยุดแวะดูของจึงใช้เวลานานกว่าจะถึงร้านยา กู้ซิ่วไฉรู้จักกับเ้าของร้านเป็อย่างดี ครั้นเข้ามาในร้านจึงแจ้งความประสงค์กับเสี่ยวเอ้อร์ว่า้าพบผู้ดูแลร้าน เสี่ยวเอ้อร์รีบพาทั้งสามคนเข้าไปรอยังห้องรับรองเล็กด้านในพร้อมกับยกน้ำชามาให้ทันที
ไม่นานต่อมาผู้ดูแลเหยาก็เดินเข้ามา กู้ซิ่วไฉพูดคุยทักทายอีกฝ่ายสองสามประโยค ก่อนจะเอ่ยจุดประสงค์ที่มาในวันนี้ “นี่คือฉินเจียกงของข้า เขาเจอโสมหนึ่งต้นบนูเา เลยอยากจะนำมาให้ท่านลองคำนวณราคาดู”
หยวนเหล่าเอ้อร์หยิบโสมออกมาวางบนโต๊ะ ผู้ดูแลเหยาเห็นหยวนเหล่าเอ้อร์หยิบเอาโสมออกมาอย่างไม่ทะนุถนอมก็อดเอ่ยอย่างปวดใจไม่ได้ว่า “เบามือหน่อยๆ”
ผู้ดูแลเหยาหยิบโสมขึ้นมาพิจารณาดู ก่อนจะกล่าวว่า “โสมต้นนี้อย่างน้อยก็ต้องมีอายุสองร้อยปี หากอยู่ในสภาพสมบูรณ์อย่างต่ำสุดสามารถขายได้ถึงหกร้อยตำลึงเลยทีเดียว แต่พวกท่านดูนี่ รากของมันขาดไปหลายเส้น ตัวโสมก็มีรอย หาก้าขาย ข้าให้ราคาสูงสุดที่สองร้อยตำลึง หรือถ้าจะลองเปลี่ยนเป็ร้านอื่นเขาอาจให้ได้แค่หนึ่งร้อยตำลึงเท่านั้น น่าเสียดาย ช่างน่าเสียดายจริงๆ หากตอนขุดระมัดระวังมากกว่านี้ละก็...”
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดจบ หยวนเหล่าเอ้อร์เอามือกุมที่หัวใจพลางเอ่ยอย่างปวดใจ “ผู้ดูแลเหยา ได้โปรดอย่าพูดอีกเลย…” เวลานี้เขารู้สึกเหมือนมีเืลมสายหนึ่งมาจุกอยู่ตรงอกพาให้รู้สึกหายใจไม่ออกขึ้นมากะทันหัน
[1] สุนัขมิอาจเลิกกินมูลของมันได้ ใช้ด่าว่าคนที่มีนิสัยแย่หรือคนที่ไม่อาจเปลี่ยนนิสัยแย่ๆ ของตัวเองได้
[2] เมี่ยนเหริน รูปปั้นซึ่งปั้นเป็รูปต่างๆ ทำจากแป้งข้าวเหนียว
