ตอนที่ 7 ปฏิบัติการเปิดตลาดเมืองหลวง
“เงินทองไม่ใช่รากเหง้าของความชั่วร้าย แต่ความโง่เขลาที่มาพร้อมความโลภต่างหาก คือหลุมศพที่ขุดไว้รอฝังตัวเอง”
รุ่งสางวันใหม่พัดพาเอากลิ่นหอมสะอาดของดินหลังฝนตกและกลิ่นไออุ่นของพืชพรรณที่เติบโตอย่างก้าวะโ หลินชิงเหอลืมตาขึ้นในความสลัวของกระท่อมร้าง เธอไม่ได้รู้สึกเพลียเหมือนทุกเช้าที่ผ่านมา พลังจากน้ำทิพย์และแต้มความมั่งคั่งที่ไหลเวียนอยู่ในระบบทำให้เธอรู้สึกเหมือนนักรบที่เพิ่งลับดาบจนคมกริบ
เธอเดินออกไปหน้ากระท่อม ภาพตรงหน้าทำให้เธอต้องระบายยิ้มออกมา แปลงผักที่เธอลงมือปลูกไว้เมื่อสามวันที่แล้ว ด้วยเมล็ดพันธุ์ผักโตไว บัดนี้เขียวขจีชูช่อรับแสงแดด ผักกาดขาวห่อตัวแ่า ผักบุ้งต้นอวบน้ำ และยอดอ่อนของถั่วลันเตาที่ดูราวกับมรกตแกะสลัก ท่ามกลางที่ดินที่ชาวบ้านตราหน้าว่าเป็สุสานร้าง ผืนดินตรงนี้กลับดูเหมือน์ที่หล่นลงมากลางป่า
“ท่านแม่! ผักพวกนี้... มันโตเร็วกว่าที่บ้านใหญ่ปลูกไว้เป็เดือนเลยนะขอรับ!” อาเป่าวิ่งออกมาขยี้ตา มองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่ง
“มนต์วิเศษของแม่ยังไงล่ะจ๊ะ” หลินชิงเหอลูบหัวลูกชาย “อาเป่า ช่วยแม่เก็บผักที่สวยที่สุดใส่ตะกร้านะลูก วันนี้เราจะเอาทองคำสีเขียว พวกนี้ไปเปลี่ยนเป็เงินทองของจริงกัน”
โจวเฉิงพยุงตัวลุกขึ้นยืนที่ประตู แผลที่ขาของเขาเกือบหายดีแล้ว ถูกพันไว้ด้วยผ้าสะอาด แม้จะยังเดินกะเผลกแต่ความแข็งแรงของเขาก็กลับมาเกือบเจ็ดส่วน เขาจ้องมองภรรยาที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ในแปลงผักด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากผู้หญิงที่เคยเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้เมื่อเจอปัญหา บัดนี้หลินชิงเหอดูสง่างามและมีรัศมีของความมั่นใจแผ่ออกมาจนเขารู้สึกประหม่า
“ชิงเหอ ให้ผมช่วยเถอะ” เขาเรียกเธอด้วยสรรพนาม ผมตามที่เธอเคยขอไว้ แม้จะยังไม่ชินปากแต่เขาก็เต็มใจที่จะเปลี่ยน
“คุณพักเถอะค่ะโจวเฉิง หน้าที่แบกของหนักเป็ของคุณแน่ แต่ตอนนี้คุณต้องถนอมร่างกายไว้ก่อน” เธอหันมายิ้มให้เขา แววตานั้นคมปลาบแต่แฝงความอบอุ่น “อาเป่าลูกรัก ไปหยิบถุงผ้าที่แม่วางไว้บนแคร่ออกมาที”
ภายในถุงนั้นคือ ถ้วยชาดินสีชา (Zisha) ต้นแบบสามใบที่เธอแอบอบด้วย เตาอบพกพา จากระบบเมื่อคืน แม้จะไม่ได้เผาด้วยเตาัขนาดใหญ่ แต่ด้วยอุณหภูมิที่ควบคุมได้อย่างแม่นยำจากระบบ ผิวััของถ้วยชาจึงเนียนละเอียดและมีสีแดงก่ำดุจเืนก สวยงามจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็งานศิลปะ
ในขณะที่ครอบครัวรองกำลังเตรียมตัวเดินทางเข้าเมือง มีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาจากพุ่มไม้ไกลๆ จางซื่อในสภาพผ้าพันแผลรอบศีรษะจนดูเหมือนมัมมี่ที่เพิ่งขุดขึ้นมาจากหลุม ใบหน้าอวบอัดเต็มไปด้วยรอยแดงจากการเกา และฟันหน้าที่แหว่งไปทำให้นางดูน่าเวทนาปนตลกขบขัน แต่ั์ตาคู่นั้นกลับวาวโรจน์ด้วยความริษยาอาฆาต
“นังตัวแสบ... มันไปเอาผักพวกนั้นมาจากไหนกัน!” จางซื่อพึมพำลอดไรฟันที่เหลืออยู่ กลิ่นคาวเืในปากยังไม่จางหาย แต่กลิ่นเงินที่ลอยมาจากแปลงผักบ้านรองนั้นแรงกว่า
นางเห็นกับตาว่าผักพวกนั้นเขียวชอุ่มผิดธรรมชาติ ในฤดูหนาวที่แม้แต่หญ้ายังแห้งตาย แต่นังสะใภ้รองกลับมีผักกาดขาวต้นอวบใหญ่ขนาดนั้น!
“ต้องเป็เพราะทองที่มันแอบขุดไปแน่ๆ มันเอาเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผัก์มาปลูก!” จางซื่อสรุปเอาเองตามความโลภที่บดบังทัศนวิสัย นางไม่สนเื่ ผีบรรพบุรุษ อีกต่อไป เพราะความอยากได้อยากมีมันค้ำคอ
นางเห็นหลินชิงเหอและโจวเฉิงช่วยกันยกตะกร้าขึ้นเกวียนลากไม้ผุๆ ที่ซ่อมแซมพอใช้ได้ แล้วมุ่งหน้าออกสู่ถนนเส้นหลักที่มุ่งสู่ตัวเมือง จางซื่อไม่รอช้า นางรีบกระชากผ้าพันแผลที่หน้าออกบางส่วนเพื่อความคล่องตัว แล้วแอบสะกดรอยตามไปห่างๆ
ตัวเมือง ชิงสุ่ย ยามเช้าช่างคึกคักสมเป็ศูนย์กลางการค้า กลิ่นเครื่องเทศหอมฟุ้งลอยปนมากับกลิ่นถ่านหินและเสียงะโเรียกแขก หลินชิงเหอในชุดผ้าป่านปะชุนเดินเคียงคู่กับสามีที่แม้จะเดินกระเพลกเพราะยังไม่หายดี แต่เขาก็ช่วยกันเข่นรถที่มีตะกร้าผักใบใหญ่เข้ามา โดยมีอาเป่าเกาะแขนเสื้อเดินตาแป๋ว
ภาพครอบครัวที่ดูซอมซ่อนี้มักจะถูกสายตาดูแคลนจากคนเมืองเสมอ
“ดูนั่นสิ พวกบ้านนอกเข้ากรุงหรือเปล่า? ชุดอย่างกับผ้าขี้ริ้ว” เสียงซุบซิบจากหญิงรับใช้ในคฤหาสน์หรูดังแว่วมา
โจวเฉิงกำหมัดแน่น ใบหน้าคมเข้มก้มลงต่ำด้วยความรู้สึกอัปยศที่ปกป้องครอบครัวไม่ได้ดีกว่านี้ แต่หลินชิงเหอกลับเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง มือเรียวของเธอวางลงบนมือของสามีเบาๆ
“อย่าไปใส่ใจคำพูดของคนที่มองเห็นแค่เปลือกเลยค่ะคุณ อีกไม่นาน ชุดที่พวกเขาใส่อยู่ เราจะเอามาใช้เป็ผ้าถูพื้นในบ้านใหม่ของเรา” เธอพูดเสียงเรียบแต่ทรงพลัง
ท่ามกลางกระแสฝูงคนที่เดินขวักไขว่ในเมืองชิงสุ่ย หลินชิงเหอหยุดฝีเท้าลงหน้าตรอกใหญ่ เธอมองสำรวจไปทั่วทิศทางด้วยสายตาของนักธุรกิจที่กำลังประเมินสถานการณ์ ขณะที่โจวเฉิงกระชับสายตะกร้าบนรถเข่นผักพลางมองภรรยาด้วยความสงสัย
“เราจะเอาผักพวกนี้ไปเดินเร่ขายตามตลาดหรือชิงเหอ? หรือจะไปฝากขายที่ร้านขายของชำดี?”
หลินชิงเหอยังไม่ทันตอบ เสียงใสแจ๋วของระบบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในโสตประสาทของเธอทันที
[ติ๊ง! ระบบตรวจพบพิกัดทำเลทอง เริ่มทำการสแกนฐานข้อมูลเศรษฐกิจในพื้นที่เมืองชิงสุ่ย]
ภาพโฮโลแกรมกึ่งโปร่งใสปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ (ซึ่งมีเพียงเธอที่เห็น) มันเป็แผนที่ความร้อน แสดงจุดที่มีกำลังซื้อสูงสุดในเมือง ก่อนที่ลูกศรสีทองจะพุ่งไปหยุดอยู่ที่อาคารไม้สักสามชั้นหลังมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่หัวมุมถนนหลัก
[คำแนะนำจากระบบ: โฮสต์ไม่ควรเสียเวลากับการขายปลีกในตลาดสด เนื่องจาก ผักหยก์ ของท่านมีมูลค่าสารอาหารและรูปลักษณ์ระดับพรีเมียม การขายในที่ต่ำจะทำให้เสียราคา]
[เป้าหมายแนะนำ: หอสุราเมามาย]
หลินชิงเหอกระตุกยิ้มที่มุมปาก แววตาของเธอวาวโรจน์ขึ้นมาทันที “วิเคราะห์ได้เยี่ยมมากระบบ แบบนี้ค่อยคุยกันรู้เื่หน่อย”
“เราไม่เดินเร่ขายให้เมื่อยขาหรอกค่ะคุณ” เธอหันไปบอกโจวเฉิงด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “เราจะไปที่นั่น หอสุราเมามาย”
โจวเฉิงมองตามนิ้วเรียวของภรรยาแล้วถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “หอสุราเมามายนั่นน่ะหรือ? ชิงเหอ... ที่นั่นมันที่รวมของพวกขุนนางและเศรษฐีนะ คนสภาพอย่างเรา... แค่เฉียดเข้าไปใกล้เขาก็อาจจะเรียกคนมาไล่ตะเพิดแล้ว”
“เขาจะไล่เราถ้าเราไปแบบคนขอทานค่ะคุณ” หลินชิงเหอจัดระเบียบปกเสื้อที่ปะชุนของเธอให้เข้าที่ แม้ชุดจะเก่าแต่ท่าทางของเธอกลับดูสง่างามจนน่าประหลาด
“แต่ถ้าเราไปในฐานะ ผู้ช่วยชีวิต เขาจะแทบเดินมาอุ้มเราเข้าไปข้างในเลยล่ะ”
เธอก้มลงมองอาเป่าที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับร้านรวงรอบข้าง
“อาเป่าลูกรัก จำไว้นะ ของดีต้องวางให้ถูกที่ ถ้าเ้าเอาเพชรไปวางขายในกองขยะ มันก็เป็ได้แค่ก้อนหิน แต่ถ้าเ้าเอาไปวางบนกำมะหยี่ในวัง มันคือสมบัติล้ำค่า วันนี้แม่จะโชว์ให้เ้าดูว่า ปัญญา ของแม่ เปลี่ยนผักกาดขาวให้เป็ทองคำได้อย่างไร”
“อาเป่าจะรอดูท่านแม่เสกทองขอรับ!” เด็กน้อยร้องบอกเสียงใส
หลินชิงเหอไม่รอช้า เธอมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายที่วางไว้ หอสุราเมามาย ร้านอาหารที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองด้วยก้าวย่างที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน โดยมีระบบคอยรายงานสถานะอารมณ์ของพนักงานหน้าร้านให้เธอทราบเป็ระยะๆ ราวกับเครื่องตรวจจับเรดาร์
“ถ้าจะมาขอทานก็ไปทางหลังร้านไป้!” ผู้ดูแลหน้าร้านโบกมือไล่อย่างรำคาญเมื่อเห็นสภาพของพวกเขา
หลินชิงเหอไม่โกรธ เธอเพียงแค่เปิดตะกร้าใบหนึ่งออก ความเขียวขจีที่ดูราวกับมรกตและหยาดน้ำค้างที่ยังเกาะอยู่บนยอดผักกาดขาวทำให้ผู้ดูแลร้านถึงกับชะงัก
“ฉันไม่ได้มาขอทาน แต่ฉันมาเพื่อช่วยชีวิต เถ้าแก่ของคุณต่างหาก”
“ช่วยชีวิตเถ้าแก่ข้า? เ้าพูดเื่บ้าอะไร!” ผู้ดูแลร้านยังคงท่าทีแข็งกร้าว
“่นี้เมืองชิงสุ่ยขาดแคลนผักสดในหน้าหนาวอย่างหนัก ผู้นำเมืองกำลังจะมีแเื่คนสำคัญมาจากเมืองหลวง และฉันได้ข่าวมาว่าเถ้าแก่หลิวรับปากจะจัดงานเลี้ยง ที่รวมยอดอาหารรสเลิศเอาไว้ แต่ถ้าไม่มีผักสดชั้นยอดมาชูรสเนื้อสัตว์ที่เลี่ยนมัน งานเลี้ยงครั้งนี้จะกลายเป็ความล้มเหลวครั้งใหญ่ และเถ้าแก่ของคุณอาจจะต้องเสียชื่อที่สั่งสมมาทั้งชีวิต จริงไหมคะ?”
คำพูดของหลินชิงเหอเหมือนลูกศรที่พุ่งตรงเข้าจุดตาย ผู้ดูแลร้านหน้าถอดสี เพราะสิ่งที่เธอพูดคือ ความลับทางการค้า ที่กำลังเป็ปัญหาใหญ่ของหอสุราในขณะนี้
“เ้า... เ้ารู้ได้อย่างไร?”
“คนที่มีปัญญา เขาไม่ได้มองแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าหรอกค่ะ” เธอปิดตะกร้าลง
“จะพาฉันไปหาเถ้าแก่หลิว หรือจะให้ฉันเดินไปที่หอสุราคู่แข่งฝั่งตรงข้ามแทน?”
“รอ... รอเดี๋ยวนะแม่นาง!”
ในขณะที่หลินชิงเหอกำลังเจรจาธุรกิจอยู่ภายในร้าน จางซื่อที่แอบตามมาก็ยืนซุ่มอยู่ข้างถังขยะข้างร้าน นางเห็นท่าทางที่ทำตัวเหมือนคนสำคัญของหลินชิงเหอก็ยิ่งหมั่นไส้
“นังสะใภ้รอง! แกแอบเอาของในบ้านมาขายรวยคนเดียวล่ะสิ อย่าหวังเลย!”
จางซื่อตัดสินใจพุ่งเข้าไปหวังจะฉีกหน้าหลินชิงเหอกลางร้านอาหาร “ช่วยด้วยเ้าค่ะ! นังผู้หญิงคนนี้มันเป็โจร! มันขโมยสมบัติบรรพบุรุษของข้ามาขาย!”
จางซื่อะโโวยวายกลางห้องโถงที่กำลังเงียบสงัด ทำให้แเื่หันมามองเป็ตาเดียว หลินชิงเหอที่กำลังเจรจากับเถ้าแก่หลิวอยู่หันมามองด้วยกับสีหน้าเรียบเฉย
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านยัง คันไม่พออีกหรือคะ?” หลินชิงเหอถามเสียงเบาแต่ได้ยินกันทั่ว
“แก! แกอย่ามาทำเป็พูดดี เอาเงินที่แกได้มาจากเถ้าแก่มาให้ข้าเดี๋ยวนี้! ในฐานะที่ข้าเป็สะใภ้ใหญ่ของตระกูลโจว ข้ามีสิทธิ์”
เพี๊ยะ!
ไม่ใช่เสียงตบหน้า แต่เป็เสียงเถ้าแก่หลิวตบโต๊ะเสียงดังสนั่น!
“ใครกันที่มาส่งเสียงดังรบกวนแขกของข้า!” เถ้าแก่หลิวเดินออกมาด้วยท่าทางดุดัน “แม่นางหลินคือคู่ค้าคนสำคัญที่นำ ผักหยก์ มาให้ข้า ส่วนเ้าสภาพอย่างกับขอทานหลงฝูง ยิ่งกว่านั้นยังกล้ากล่าวหาคนดีๆ อย่างแม่นางหลินอีก”
“ข้าพูดจริงนะเ้าคะ! นางแยกบ้านออกไปตัวเปล่า จะมีผักสวยๆ แบบนี้ได้ยังไง!”
หลินชิงเหอหยิบ หนังสือแยกบ้าน ที่เธอพกติดตัวไว้ออกมาให้เถ้าแก่หลิวและแขกทุกคนดู
“ในนี้ระบุชัดเจนว่าเราแยกขาดจากกัน และที่ดินที่ฉันทำกินเป็ที่ดินรกร้างที่ท่านแม่สามียกให้เพราะเห็นว่าเป็ขยะ พี่สะใภ้คะ ถ้าฉันขโมยผักมาจากบ้านใหญ่จริง รบกวนช่วยพาคนไปดูแปลงผักบ้านใหญ่หน่อยได้ไหมคะ ว่ามีผักสักต้นไหมที่เขียวได้เท่าครึ่งหนึ่งของผักของฉันหรือเปล่า?”
ชาวบ้านที่หันมามองเหตุการณ์ เริ่มหัวเราะเยาะจางซื่อ “จะขโมยได้ยังไง ในเมื่อหน้าหนาวแบบนี้บ้านไหนๆ ก็ปลูกผักไม่ขึ้น นอกจากบ้านรองที่มี วาสนา”
“เอาตัวนางออกไป!” เถ้าแก่หลิวสั่งคนรับใช้
“และจำหน้าคนคนนี้ไว้ ห้ามให้นางเหยียบเข้ามาในหอสุราเมามายของข้าอีกเป็อันขาด!”
สิ้นเสียงกัมปนาทของเถ้าแก่หลิว ชายฉกรรจ์ร่างั์สองคนที่เป็ผู้ดูแลความเรียบร้อยของร้านก็ปราดเข้ามาหิ้วปีกจางซื่อขึ้นทันที มือนางที่พยายามจะตะเกียกตะกายหาหลินชิงเหอกลายเป็เพียงแรงดิ้นรนที่ไร้ค่า
“ปล่อยข้านะ! นังรอง! แกนังสารเลว แกโกงข้า! อื้ออออ!”
จางซื่อร้องไห้โฮจนน้ำตาผสมกับคราบฝุ่นบนใบหน้าดูน่าเกลียดน่ากลัว นางถูกโยนออกมานอกร้านอย่างไม่ใยดีร่างอวบอัดกระแทกพื้นถนนจนฝุ่นคลุ้ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะและสายตาดูิ่ของชาวเมืองที่ยืนมุงดู
“คนเราหากไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขที่พยายามเห่าใบไม้แห้ง สุดท้ายก็ได้แค่ความว่างเปล่าและรอยช้ำ” หลินชิงเหอมองภาพนั้นจากหน้าต่างหอสุราด้วยสายตาเย็นเยียบ เธอไม่มีความสงสารแม้แต่น้อย เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าสถานการณ์กลับกัน จางซื่อจะเหยียบย่ำเธอให้จมดินยิ่งกว่านี้ร้อยเท่า
“ขออภัยที่ทำให้แม่นางหลินต้องขุ่นเคืองใจ” เถ้าแก่หลิวหันกลับมาประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม แววตาที่เคยมองอย่างสงสัยในตอนแรกบัดนี้กลายเป็ความเลื่อมใส “ผักพวกนี้ ข้าขอยอมรับจากใจจริงว่าเกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น ผักกาดที่ทั้งขาวนวลและกรอบเด้งราวกับหยกสลักเช่นนี้ ข้าให้ราคาสูงกว่าผักทั่วไปห้าเท่า!”
หลินชิงเหอยิ้มบางๆ มือเรียวขยับไปหยิบถุงผ้าที่ใส่ ถ้วยชาดินสีชา ออกมาวางบนโต๊ะไม้พะยูงอย่างแ่เบา “เงินทองเป็เื่รองค่ะเถ้าแก่หลิว สิ่งที่ฉัน้าคือ ความมั่นคง ของครอบครัว และนอกจากผักพวกนี้แล้ว ฉันยังมีของขวัญพิเศษมาให้ท่านดูด้วย”
เมื่อถุงผ้าถูกเปิดออก ถ้วยชาสีแดงก่ำดุจเืนกสามใบก็ปรากฏต่อสายตาเถ้าแก่หลิว แสงเทียนในร้านสะท้อนกับผิวััที่เนียนละเอียดราวกับผิวกายของทารก กลิ่นอายของดินเก่าแก่และความสง่างามแผ่ออกมาจนเถ้าแก่หลิวถึงกับเผลอกลั้นหายใจ
“นี่มัน ดินสีชา (Zisha)!” เถ้าแก่หลิวอุทาน มือที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบถ้วยขึ้นมาพิจารณา “งานฝีมือประณีตเช่นนี้ แม้แต่ในเมืองหลวงยังหาได้ยากยิ่ง! แม่นางหลิน ท่านเป็ใครกันแน่?”
“ฉันก็แค่สะใภ้ชาวนาที่อยากให้ลูกและสามีมีข้าวกินอิ่มท้องเท่านั้นค่ะ” หลินชิงเหอจิบน้ำชาอย่างใจเย็น “ดินพวกนี้ฉันพบในที่ดินของฉันเอง หากเถ้าแก่สนใจ ฉันจะส่งเครื่องปั้นเหล่านี้ให้หอสุราของท่านเป็ที่แรก เพื่อใช้รับรองแเื่ผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวง ท่านคิดว่า ความพิเศษนี้จะช่วยส่งเสริมชื่อเสียงของหอสุราเมามายได้มากแค่ไหนคะ?”
เถ้าแก่หลิวหัวเราะร่าด้วยความดีใจ “ฉลาด! แม่นางหลินท่านฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก! ตกลง! ผักพวกนี้ข้ารับทั้งหมดในราคา 20 ตำลึงเงิน และถ้วยชาสามใบนี้ข้าขอซื้อในราคาใบละ 10 ตำลึงเงิน!”
โจวเฉิงที่ยืนอยู่ข้างหลังถึงกับเซไปเล็กน้อย 50 ตำลึงเงิน! นั่นคือจำนวนเงินที่เขาต้องทำงานหนักทั้งชีวิตก็อาจจะหาไม่ได้ แต่นี่ภรรยาของเขาเพียงแค่ใช้เวลาไม่กี่วันก็สามารถหามาได้แล้ว
หลังจากจบการเจรจา หลินชิงเหอเดินออกมาจากหอสุราด้วยกระเป๋าที่หนักอึ้งไปด้วยเงินทอง เธอหันไปมองโจวเฉิงที่ยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง
“คุณคะ พวกเราไปช้อปปิ้งกันเถอะค่ะ”
“ช้อป… ปิ้ง?” โจวเฉิงทวนคำอย่างงงๆ
“อ้อ... ฉันหมายถึง ไปซื้อของเข้าบ้านกันค่ะ” เธอกลั้วหัวเราะ ก่อนจะจูงมือสามีและลูกชายมุ่งหน้าไปยังร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในตลาด
หลินชิงเหอไม่รอช้า เธอจูงมือสามีและลูกชายมุ่งหน้าไปยัง หอไหมวิจิตร ร้านขายผ้าและเครื่องนุ่งห่มที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชิงสุ่ย สภาพของทั้งสามคนในตอนนี้ เสื้อผ้าปะชุนจนไม่เหลือเนื้อเดิม รองเท้าฟางที่ขาดรุ่งริ่ง และใบหน้าที่มอมแมมจากการทำงานหนัก ช่างขัดกับป้ายชื่อร้านที่สลักด้วยตัวอักษรทองคำเสียเหลือเกิน
ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกุหลาบที่ใช้รมผ้าโชยมาปะทะจมูก พนักงานขายหญิงคนหนึ่งที่กำลังพับผ้าไหมเนื้อดีอยู่เงยหน้าขึ้นมอง เพียงแค่เห็นสภาพของแขกผู้มาเยือน นางก็เบ้ปากทันทีพลางวางผ้าในมือลงอย่างกระแทกกระทั้น
“นี่พวกเ้า! เข้าผิดร้านหรือเปล่า? ร้านผ้ากระสอบสำหรับคนงานเหมืองอยู่ตรอกถัดไปโน่น ที่นี่มีแต่ผ้าไหมซูโจวและขนสัตว์นำเข้า ลำพังแค่เศษด้ายที่ตกพื้น พวกเ้าทำงานทั้งปียังซื้อไม่ได้เลย!”
โจวเฉิงหน้าชาวาบ เขาพยายามจะดึงมือหลินชิงเหอออก “ชิงเหอ เราไปที่อื่นเถอะ ที่นี่มัน”
