“รับได้ รับได้เพคะ ฉางไทเฮาสามารถรับได้แน่นอนเพคะ” ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงกล่าวอย่างเร่งรีบ “ไทเฮา ไม่ว่าอย่างไร ครั้งนี้ไทเฮาต้องช่วยหม่อมฉันนะเพคะ ช่วยเหลือตระกูลหนานกงด้วยเพคะ”
“ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกง เ้ามานั่งคุยกันก่อนเถิด” ฉางไทเฮาตรัสอย่างราบเรียบ
ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็นั่งลงตรงจุดที่ใกล้กับฉางไทเฮามากที่สุด “ไทเฮาเพคะ วันนั้นเื่ที่เกิดขึ้นในจวนเหนียน พระนางเองก็ทรงอยู่ที่นั่นด้วย ‘หนานกงเยวี่ย’ บุตรสาวของหม่อมฉัน เดิมทีนางเป็สตรีที่ฉลาดไหวพริบดี แต่หม่อมฉันไหนเลยจะรู้ว่า บุตรสาวที่นางอบรมมา จิตใจยังไม่เป็ผู้ใหญ่พอ อีหลานนาง...ใสซื่อเกินไป จึงทำให้ฮองเฮาบันดาลโทสะ...”
ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงเอ่ยอย่างไม่อ้อมค้อม ยามที่กล่าวถึงเื่นี้ จิตใจของนางเต็มไปด้วยความกังวลใจอย่างห้ามไม่ได้
“คุณหนูใหญ่สกุลเหนียนช่างบุ่มบ่ามเกินไปเสียจริง” ฉางไทเฮาจิบชา พลางกล่าวอย่างไม่กังวลสิ่งใด จากการแสดงออกของเหนียนอีหลานในวันนั้น ช่างผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
ความกระด้างกระเดื่องของนางตอนนั้น ตนขอปรบมือให้ ทว่านางกลับข่มอารมณ์ไว้ไม่ได้ ทั้งยังทำอะไรไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ หากฮองเฮาอวี่เหวินสิ้นลมไปในสวนร้อยสัตว์นั่นได้ ก็ไม่ได้อะไร ทว่า...
สวนร้อยสัตว์...
ฉางไทเฮาขมวดคิ้ว มีบางสิ่งไม่ชัดเจนแวบผ่านั์ตาสงบนิ่งคู่นั้น เร็วมากเสียจนผู้คนมิทันสังเกต
“ไทเฮาเพคะ อีหลาน นางยังเด็กนัก หม่อมฉันคิดว่านางประสบเหตุการณ์ครานี้แล้วคงจะจดจำไว้เป็บทเรียน และหลังจากนี้ ยามทำสิ่งใดคงจะรู้ตัวว่าควรมีสติ ทว่า…” ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงกล่าวอย่างกระตือรือร้นเพื่อเหนียนอีหลาน เพราะเกิดความกลัวว่าฉางไทเฮาจะดูแคลนเหนียนอีหลาน ครั้นนึกถึงสถานการณ์ของเหนียนอีหลานในตอนนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงจึงเหลือบมองฉางไทเฮา พลางเอ่ยต่อไปว่า “วันนั้นอีหลานโดนเฆี่ยนสามสิบทีจนสลบไป ฮองเฮาทรงตรัสว่าจะพาตัวอีหลานเข้าไปในวัง เพื่อให้หมอหลวงรักษาาแนาง ทว่านี่ก็ผ่านมาสองวันแล้ว พวกเรายังไม่ได้ยินสถานการณ์อะไรของอีหลานเลยเพคะ”
“ทำไม? ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เชื่อใจฮองเฮางั้นหรือ?” ฉางไทเฮาตรัสอย่างราบเรียบ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงชะงักงันเล็กน้อย พลันส่ายหัวอย่างเร่งรีบ “ไม่ ไม่ ไม่เพคะ หม่อมฉันจะไม่เชื่อใจฮองเฮาได้อย่างไรเพคะ? ฮองเฮาทรงอนุญาตให้หมอหลวงรักษาอีหลาน นับว่าเป็ของกำนัลอันใหญ่หลวงที่ทรงประทานให้เหนียนอีหลานและตระกูลหนานกง ทว่าอย่างไรเสียอีหลานเป็แค่เด็กสาว นางได้รับาเ็หนักเพียงนั้น ในใจของหม่อมฉันจึงเป็กังวลยิ่งนักเพคะ”
“คุณหนูใหญ่สกุลเหนียนช่างโชคดีเสียจริงที่มีท่านยายที่รักใคร่นางถึงเพียงนี้ วางใจเถิดฮูหยินผู้เฒ่า ใน่สองวันที่ผ่านมา หมอหลวงได้เข้าไปที่ตำหนักชีอู๋ทุกระยะ คิดว่าคงจะดูาแให้คุณหนูใหญ่แล้ว” บนใบหน้าของฉางไทเฮาแย้มยิ้มอ่อนโยน เอ่ยปลอบโยนพลางมองดูฮูหยินผู้เฒ่าหนานกง
“เช่นนั้นหรือเพคะ? หากเป็เช่นนั้นคงจะดียิ่งนัก” ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ในครู่ต่อมา สิ่งที่ฉางไทเฮาตรัสกลับทำให้สีหน้าของนางพลันมืดมนอีกครั้ง
“ทว่า...” ฉางไทเฮาขมวดคิ้ว มองดูสีหน้าของเห็นฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงที่ดูชะงักงันไปเล็กน้อย “สองคืนนี้ ข้าอยู่ในวังแล้วรู้สึกนอนหลับได้ไม่ดีนัก มักจะได้ยินเสียงคนกรีดร้องตลอด เ้าเองก็รู้ว่า นางกำนัลในวังแห่งนี้ มีมากมาย หากผู้ใดทำผิด เ้านายของนางกำนัลผู้นั้นก็ลงโทษ เป็เื่ธรรมดานัก ทว่าวันนี้ข้าบังเอิญได้ยินคนในวังพูดคุยกันว่า เสียงกรีดร้องนั้นเหมือนจะดังมาจากตำหนักชีอู๋…”
ฉางไทเฮากล่าวถึงตรงนี้และมิได้เอ่ยต่อ แต่มันก็เพียงพอแล้ว
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงพลันแปรเปลี่ยนไปทันที
“ตำหนักชีอู๋...” มือที่ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงกำไม้เท้าสั่นเทาไปครู่หนึ่ง อีหลานถูกฮองเฮาอวี่เหวินจัดแจงให้อยู่ในตำหนักชีอู๋ เสียงกรีดร้องนั่น เป็ไปได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหนียนอีหลาน?
กรีดร้อง...
ยิ่งฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงคิดมากเท่าใด นางก็ยิ่งมั่นใจการคาดเดานี้มากขึ้นเท่านั้น นางหันไปมองฉางไทเฮาตามจิตใต้สำนึกทันที ฮูหยินผู้เฒ่าหนานกงรีบพรวดลุกยืนขึ้นและคุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง