หม่าเจี่ยซินอาบน้ำสวมเสื้อผ้าเสร็จ เหอชางก็เข้ามายกน้ำที่นางใช้แล้วออกไปเททิ้ง จากนั้นเขาถึงได้กลับเข้าห้องมาอีกครั้ง
ตอนที่เขาเข้ามานางกำลังนั่งเช็ดผมยาวที่เปียกของตนเองอยู่บนเตียง เมื่อเห็นเขาถือหนังสือมาด้วยจึงถามขึ้นมาว่า
“ท่านจะอ่านหนังสือรึ”
สองคืนมานี้เหอชางมักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอน นางจึงเอ่ยถามเขาว่าจะทำเช่นเดิมอีกหรือไม่
“อืม อ่านไม่กี่หน้าก็นอนแล้ว ไม่นานหรอก”
ั้แ่อายุสิบสองเหอชางก็มักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอนจนเป็นิสัย มีเพียงหลายคืนมานี้ที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น สองคืนมานี้เขาจึงอยากจะอ่านหนังเสียหน่อยแล้วค่อยเข้านอน มิเช่นนั้นเขามักจะรู้สึกว่าขาดอะไรไป
นี่มิใช่เพราะกังวลเื่สอบถงเซิงในอีกครึ่งปีหลังจากนี้ แต่มันคือความเคยชินของเหอชาง เขาจึง้าเปิดหนังสือสักสามหน้าแล้วค่อยนอน
“อันที่จริงตอนนี้ข้าเริ่มคุ้นชินกับที่นี่แล้ว สามารถนอนคนเดียวได้ ท่านจะกลับไปอ่านหนังสือที่ห้องก็ได้นะ”
“ไม่กลัวความมืดแล้วรึ”
“...”
แน่นอนว่านางกลัว ชาติก่อนหม่าเจี่ยซินมักจะนอนโดยเปิดไฟในห้องเอาไว้ทุกคืน เพราะไม่กล้านอนในความมืดตามลำพัง ในห้องจึงมักจะมีไฟฉายเก็บสำรองเอาไว้เผื่อไฟดับขึ้นมาอยู่หลายกระบอก
แต่ชาตินี้นางไม่สามารถจุดเทียนเพื่อให้ห้องสว่างไปตลอดทั้งคืนได้ นางจึงได้แต่อาศัยเหอชางให้เขามานอนเป็เพื่อน แม้ว่าจะเป็เื่ที่ไม่สมควรเลยก็ตาม
ก่อนหน้านี้เพราะป่วยนางจึงสามารถหลับใหลไปได้อย่างง่ายดาย แต่ตอนนี้เมื่อร่างกายเริ่มกลับมาหายดี นางก็กลับมากังวลเื่ความกลัวที่มืดของตนอีกครั้ง
หม่าเจี่ยซินไม่ได้เป็โรคกลัวความมืดถึงขั้นรุนแรงจนหมดสติเมื่อต้องเผชิญกับมัน แต่หากต้องอยู่คนเดียวในที่มืดนางจะรู้สึกทรมานเหมือนหายใจไม่ออก หลายคืนมานี้นางจึงขอร้องอ้อมๆ ให้เหอชางนอนเป็เพื่อนนางมาตลอด
แต่เมื่อเห็นเขาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านได้สามคืน นางก็เริ่มรู้สึกเกรงใจเขาแล้ว หม่าเจี่ยซินจึงกลั้นใจพูดออกไปว่าตนเองเริ่มคุ้นชินแล้วและสามารถนอนคนเดียวได้ โดยไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด
“รอเ้าเช็ดผมแห้งพวกเราค่อยนอนกัน”
เขายิ้มขำออกมาราวกับรู้ถึงความในใจของนาง แล้วหันไปเปิดหนังสือออก หม่าเจี่ยซินที่ไม่คิดจะพูดอะไรมากกว่านี้จึงเริ่มเช็ดผมยาวของนางอีกครั้ง
“อันที่จริง ท่านไม่ต้องรีบนอนพร้อมข้าก็ได้ แสงเทียนไม่ได้ทำให้ข้านอนไม่หลับเลยสักนิด ข้าสามารถนอนหลับได้ หากท่านยังอยากอ่านหนังสือก็อ่านต่อไปเถอะ ไม่ต้องรีบดับเทียนเข้านอนหรอก”
เงียบไปพักใหญ่ หม่าเจี่ยซินก็พูดขึ้นมา เหอชางจึงหันมามองนางแล้วยกมุมปากขึ้นยิ้มจางๆ
“อ่านเพียงสามหน้าข้าก็พอใจแล้ว”
“แต่ท่านใกล้จะเข้าสอบถงเซิงแล้วมิใช่รึ”
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม นางจำได้ชัดเจนว่าปีนี้หม่าเฉิงหนิงกับเหอชางจะเข้าสอบถงเซิงด้วยกัน นางจึงรู้รายละเอียดของเื่นี้อยู่ไม่น้อย
“ใช่”
“แล้วอ่านเพียงแค่นี้จะพอรึ หากท่านสอบไม่ผ่านเล่า”
เหอชางพลันยิ้มกว้างขึ้นมาอีกเล็กน้อย เขาจ้องมองนางด้วยสายตากรุ่มกริ่มอยู่เป็นัย มองจนใบหน้าของนางเริ่มซับสีแดงระเรื่อ
“เป็ห่วงข้ารึ”
หม่าเจี่ยซินลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ตอบเขาไปว่า “อืม”
“อ่านหนังสือพันวันเพื่อใช้สอบเพียงหนึ่งวัน หลายปีมานี้ข้าอ่านไม่หยุดมาตลอดจนตอนนี้ไม่รู้จะอ่านอะไรแล้ว หนังสือเล่มนี้เพียงใช้ทบทวนเท่านั้น เ้าอย่าได้กังวล”
“...”
เมื่อได้ฟังคำพูดที่คล้ายจะโอ้อวดแต่ไม่เหมือนโอ้อวดเช่นนี้ หม่าเจี่ยซินรู้สึกว่านางไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ดังนั้นนางจึงเพียงพยักหน้าแล้วขยับมือตัวเองเช็ดผมไปพลางๆ แต่ในใจยังคงรู้สึกได้ถึงสายตาของเหอชางที่มองนางอยู่ตลอด
เขาไม่อ่านหนังสือแล้วรึ ถึงได้เอาแต่มองกันเช่นนี้
“ซินซิน หากเ้าไม่แต่งให้ข้า หลังจากนี้เ้าคิดว่าตนเองจะยังสามารถแต่งให้กับผู้อื่นได้อีกรึ”
จู่ๆ เหอชางก็พูดเื่นี้ขึ้นมาอย่างไม่ให้หม่าเจี่ยซินตั้งตัว นางจึงเหลือบมองเขาด้วยความตกตะลึง แล้วนิ่งไปเพราะเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังหวั่นไหวกับคนตรงหน้ามากแค่ไหน
“...”
“เข้ามีใจให้ข้าแล้ว ยังคิดจะปฏิเสธข้าอีกรึ”
“...”
ตัวนางเองก็เริ่มรู้สึกลังเลแล้วเช่นกัน เพียงแต่นั่นเป็เพียงความรู้สึกที่นางคิดว่าเป็เพียงความชอบเล็กน้อยเท่านั้น ในใจของนางจึงยังคงไม่อาจยอมรับเื่ที่ต้องแต่งให้กับพี่ชายทั้งสามของเขาไปด้วยพร้อมกันได้ทั้งหมด
“เ้าทำใจยอมปล่อยมือจากข้าได้จริงๆ รึ”
คำถามของเหอชางทำให้หัวใจของนางหนักอึ้ง หมาเจี่ยซินมองเขานิ่ง สบตากับสายตาคู่นั้นเงียบๆ ในอกรู้สึกหน่วงขึ้นมาเมื่อคิดไปถึงเื่ที่จำต้องปล่อยเขาไปในอนาคต
นางจะทำใจปล่อยบุรุษผู้นี้ไปได้จริงๆ น่ะรึ นางและเขาชอบกันมากถึงเพียงนี้ หากนางยอมปล่อยเขาไปจริงๆ ชาตินี้นางจะเสียใจหรือไม่
หม่าเจี่ยซินพบว่านางไม่มีคำตอบใดๆ มอบออกไปให้เขาเลย
เห็นนางเอาแต่เงียบไม่ยอมพูดสิ่งใดออกมา ทั้งๆ ที่ในแววตาเต็มไปด้วยอารมณ์หวั่นไหวและอาลัยอาวรณ์ในตัวเขา เหอชางก็ขยับลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปหานางแล้วเอื้อมมือไปััแก้มนวลข้างนั้นแล้วคลึงเบาๆ
“เ้าก็รู้สึกเช่นเดียวกับข้าใช่หรือไม่”
ใช่ นางชอบเขา ชอบเหมือนที่เขาชอบนาง
หากนี่คือชาติภพก่อน หม่าเจี่ยซินคงเข้าหาเหอชางอย่างไม่คิดอะไรมากมายอย่างเช่นตอนนี้ เพราะที่นั่นชายหญิงสามารถคบหา สามารถมีความสัมพันธ์กันได้โดยใช้เพียงอารมณ์และความรู้สึกนำทาง
แต่ชาตินี้ทุกอย่างกลับต่างออกไป แม้จะชอบเขามากแค่ไหนนางกลับทำได้เพียงแต่บอกให้ตนเองหักห้ามใจ เพราะนางไม่รู้เลยว่าตนเองจะแบกรับผลของสิ่งที่ตามมาภายหลังการปล่อยตัวไปตามอารมณ์ให้ไหวได้อย่างไร
“พูดมาสิ บอกกับข้าตามตรง เหมือนกับที่ข้ากำลังพูดกับเ้าว่า ข้าชอบเ้ามากแค่ไหน ซินซินแต่งให้ข้าดีหรือไม่ ให้ข้าเป็สามีของเ้า”
คำพูดและสายตาของเขาอันตรายยิ่งนัก หัวใจของนางแทบจะต้านการล่อลวงของคนตรงหน้าเอาไว้ไม่ไหว เมื่อเขาเล่นสารภาพความรู้สึกในใจออกมาหมดเปลือกเช่นนี้ หม่าเจี่ยซินจึงจำต้องต่อสู้กับห้วงอารมณ์ของตนเองอย่างสุดกำลัง
เพียงแต่นางแพ้ดวงตาที่จับจ้องมองมาของเขายิ่งนัก ด้วยเหตุนี้หม่าเจี่ยซินที่จิตใจอ่อนยวบไปแล้วมากกว่าครึ่งจึงยกมือขึ้นมาปิดดวงตาทั้งสองข้างของเหอชางเอาไว้
“ท่านอย่าพูดอีกเลย”
นางเจียนจะทนฝืนต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ หากเขายังพูดอีกคำนางคงไม่สนอะไรอีกแล้ว
เหอชางจับมือที่ปิดตาของนางเอาไว้ แล้วดึงมันออกจากใบหน้าชัดๆ แล้วเขาก็มองเห็นใบหน้าแดงระเรื่อของนางที่กำลังพยายามดิ้นรนไม่ให้ตนเองยอมสยบให้กับความรู้สึกข้างใน
“เป็ภรรยาของข้าเถอะ ข้าสัญญาว่าชาติจะไม่มีทางทำผิดต่อเ้า จะดีกับเ้าให้มากๆ ได้หรือไม่”
“...”
_________________________________________
เขินนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
ฝากกดติดตาม กดหัวใจและคอมเม้นท์กันด้วยนะคะ
ใครมีเวลารีวิวให้ไรท์ด้วยนะคะ
