ัันุ่มนวล ทันใดนั้นความรู้สึกขนลุกผุดขึ้นทั่วร่างของเล่อเทียน
สมควรตาย!
เล่อเทียนขมวดคิ้ว หุบพัดด้ามจิ้วในมือของเขา แล้วใช้พัดด้ามจิ้วฟาดไปที่กรงเล็บปีศาจบนใบหน้าของเขาอย่างแรง แต่เขาพลาด อีกฝ่ายหลบทันจึงฟาดใส่อากาศ
จากนั้นเล่อเทียนรู้สึกไม่สบายใจ ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย เหลือบมองไปด้านหลัง...
แต่กลับพบรอยยิ้มชวนปั่นป่วนเย้ายวนของหลี่ซินหย่วน ซึ่งเป็รอยยิ้มของคนตุ้งติ้งจอมลวงโลก
เมื่อเห็นเช่นนี้ ตัวเล่อเทียนสั่นทันที กัดฟันแน่น ต่อต้านแรงกระตุ้นบ้าดีเดือดนี้
ชายตุ้งติ้งน่าตายผู้นี้ มาถึงตัวเขาั้แ่เมื่อใด? เหตุใดเขาถึงไม่รู้เลย? เดินไปมาในห้องทรงพระอักษร...ชายตุ้งติ้งผู้นี้ช่างกล้าได้กล้าเสียจริงๆ
แต่เล่อเทียนคุ้นเคยกับหลี่ซินหย่วนมานานแล้ว ชายตุ้งติ้งผู้นี้กล้าหาญเสมอ ชอบเล่นนอกลู่นอกทาง ชายตุ้งติ้งผู้นี้สามารถอดกลั้นมาทั้งวันได้ ยามนี้เพิ่มเข้ามาเป็การแอบกลั่นแกล้งเขา เขาควรเผาเครื่องหอมบูชาเทพเ้า [1] จริงๆ
เนื่องจากเหตุการณ์ยามนี้ไม่เหมาะสม บรรยากาศยิ่งไม่เหมาะสม เล่อเทียนอยากจะกระโจนไปตามแรงกระตุ้นอย่างบ้าคลั่ง ต้องฝืนทนกดความรู้สึกไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ ยืดร่างให้ตรง กัดฟัน นั่งนิ่งๆ
แต่ใครจะรู้ สิ่งที่ทำให้เล่อเทียนรู้สึกแย่ยิ่งกว่านั้นคือ เ้าของกรงเล็บปีศาจนั้นกระซิบแ่เบาราวสายน้ำไหลผ่านหูเขาว่า “เสี่ยวเทียนเทียน เ้ากำลังมองอะไรอยู่? ถึงได้มองอย่างสนอกสนใจถึงเพียงนั้น”
เสียงกระซิบแ่เบานี้ นอกจากหลงเซี่ยวอวี่ผู้มีประสาทััทั้งห้าที่เฉียบคมแล้ว มีเพียงผู้ที่้าให้ได้ยินเท่านั้นที่ได้ยินมัน เป็เล่อเทียนที่ได้ยิน
หลงเซี่ยวอวี่ผู้ที่ต่อให้เขาไท่ซานทรุดลงต่อหน้า แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยน เขาได้ยิน แต่แสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน
แต่หลงเซี่ยวอวี่มองหญิงตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้าซึ่งนั่งทำหน้าเบื่อหน่าย ทั้งยังหาวเป็ครั้งคราว เหมือนจะเหนื่อยแล้ว ใบหน้าที่หล่อเหลามีความอ่อนโยน
เขายื่นมือเรียวยาวออกมา ลูบจมูกขาวราวกับหิมะของมู่จื่อหลิง “มู่มู่คนโง่ ปัญหาใกล้จะคลี่คลายแล้ว ถึงเวลาต้องไปแล้ว”
มู่จื่อหลิงไม่ได้ตระหนักถึงความหมายในคำพูดของหลงเซี่ยวอวี่เลย นางเพียงรับฟังเท่านั้น...
ยามเล่อเทียนได้ยินคำพูดของหลี่ซินหย่วน เขาเกือบสะดุ้ง เขาเอื้อมมือออกมาลูบแขนโดยไม่รู้ตัว สลัดอาการขนลุกทั่วร่างออกไป ไม่อาจนั่งนิ่งต่อไปได้
เขาลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ เก้าอี้ไม้ไถลไปตามพื้นเรียบ เกิดเสียงครืดครืดเสียดหูเป็อย่างมาก
การเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันของเล่อเทียนนั้นดังมาก เพียงครู่เดียว ความสนใจของทุกคนก็พุ่งมาที่เขา...
แต่เล่อเทียนไม่สนใจสายตาสงสัยของทุกคน เขาไม่รู้สึกอายแม้แต่น้อย ในยามนี้ เขาโกรธมากจนอยากจะข่วนกำแพง
เล่อเทียนไม่ได้คิดเกี่ยวกับเื่นี้ เขาโค้งคำนับฮ่องเต้เหวินอิ้นอย่างสง่างาม น้ำเสียงค่อนข้างรีบร้อนเล็กน้อย “ฝ่าา ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นแล้ว หากไม่มีอะไรแล้ว กระหม่อมคงต้องขอตัวออกเดินทางไปยังพื้นที่โรคระบาดก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
แม้ว่าเขาจะยังชมการแสดงครั้งนี้ที่จะมีเพียงแค่คืนเดียวไม่จุใจ แต่การลวนลามจากชายตุ้งติ้งผู้นี้ทำให้เล่อเทียนไม่อาจทนต่อไปได้ ช่างน่าเสียดาย
แม้ว่าหลี่ซินหย่วนจะเป็ฮู่กั๋วกง แต่พวกเขาอยู่ในแวดวงเดียวกัน เป็คนในความมืดไม่ต่างกัน นอกจากพวกเขาไม่กี่คนแล้ว ไม่ค่อยมีใครรู้เื่นี้
ต้องรู้ว่าเล่อเทียนมักจะถูก ‘ลวนลาม’ และถูกก่อกวนโดยชายตุ้งติ้งผู้นี้ หลี่ซินหย่วนเป็หนึ่งในเหตุผลที่เล่อเทียนไม่อยากเข้าวัง
ดังนั้น โดยปกติเล่อเทียนจึงมักจะหลีกเลี่ยงหลี่ซินหย่วน เกรงว่าครั้งนี้คงจะสายไปแล้ว เดิมทีเขาคิดว่าหลี่ซินหย่วนจะไม่ยุ่งกับตนยามอยู่ในห้องทรงพระอักษร
คาดไม่ถึงว่าชายตุ้งติ้งผู้นี้จะไม่สามารถอดกลั้นได้ การขยิบตาให้เขาเป็ครั้งคราวเป็เื่ปกติ แต่แม้แต่การขยิบตาเขาก็ยังทนไม่ได้
แต่ไม่คาดคิดว่าชายตุ้งติ้งผู้นี้จะ...กล้าแอบแตะตัวอย่างลับๆ ััเขา?
โดนชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิงแตะต้องเช่นนี้ เล่อเทียนจะทนได้อย่างไร? น่าสะอิดสะเอียนแทบตาย
ความโชคร้ายแปดชั่วอายุคนมารวมอยู่ในวันนี้จริงๆ สีหน้าของเล่อเทียนเหมือนจะสงบ แต่์ทราบดีว่าในยามนี้จิตใจของเขาพลุ่งพล่านจนแทบบ้า เขาแทบจะรอฮ่องเต้เหวินอิ้นรับคำไม่ไหวแล้ว
ทันทีที่เล่อเทียนพูดเช่นนี้ มู่จื่อหลิงก็เข้าใจทันที หลงเซี่ยวอวี่กำลังบอกว่าพวกเขากำลังจะได้ออกไปแล้ว
อันที่จริงนางอยากออกไปตั้งนานแล้ว แต่ไทเฮาเฒ่ายังคงกระทำการเสแสร้งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่านาง้าทำอะไรอีก
ไม่ว่าไทเฮาจะแสดงสิ่งใดออกมา นางก็ไม่มีความตั้งใจที่จะอยู่ที่นี่ต่อไปอีก ด้วยไทเฮาไม่ใช่คนธรรมดา ดังนั้น การกลั่นแกล้งนางจึงต้องทำแต่พอดี ยังมีเวลาอีกมากในภายภาคหน้า
เพียงแต่...น้ำเสียงของเล่อเทียนมีความกังวลมาก เหตุใดเขาถึงหุนหันพลันแล่นและกระวนกระวายใจที่จะจากไปเช่นนี้? ความสงสัยฉายชัดในดวงตาของมู่จื่อหลิง นางเหลือบมองเล่อเทียน...
หากไม่ดูก็ไม่มีอะไร เมื่อเห็นภาพตรงหน้า มู่จื่อหลิงเกือบจะะเิเสียงหัวเราะออกมา ยามเห็นใบหน้าสง่างามของเล่อเทียนที่แสดงออกมาว่าทนไม่ไหวแล้ว ทั้งยังมีอาการลนลานเล็กน้อย
มองร่างสีแดงเย้ายวนใจที่ยืนอย่างสงบด้านหลังเล่อเทียน รอยยิ้มชัดเจนเปล่งประกายในดวงตาของมู่จื่อหลิง ไม่จำเป็ต้องคิดด้วยซ้ำว่าเหตุใด จู่ๆ เล่อเทียนถึงเอะอะใหญ่โตเช่นนี้
เนื่องจากนางเพิ่งค้นพบว่า หลี่ซินหย่วนที่ขยิบตาให้เล่อเทียนไม่หยุด ยามนี้ถึงขนาดเข้าไปก่อกวนในระยะประชิดแล้ว
คาดไม่ถึงว่าชายตุ้งติ้งชายไม่ใช่หญิงไม่เชิงผู้นี้จะสามารถพิฆาตได้ทั้งชายและหญิง มีองค์หญิงใหญ่ผู้แสนเย้ายวนใจแล้วกลับยังไม่เพียงพอ ยังยุ่งเกี่ยวกับเล่อเทียนอีกด้วย มันเป็เื่ที่น่าตื่นเต้นจริงๆ
มู่จื่อหลิงพยายามกลั้นหัวเราะ คาดว่าอารมณ์ของเล่อเทียนในยามนี้สามารถกล่าวได้ว่าไม่ปกตินักใช่ไหม?
เสียงของเล่อเทียนดังขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป แต่มันก็ถูกต้องเหมาะสมเช่นกัน
หลังการเอะอะโวยวายของไทเฮา ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มสว่างแล้ว
ในยามนี้ฮ่องเต้เหวินอิ้นอยู่ไม่ไกลจากไทเฮา รอให้หมอหลวงหลินวินิจฉัยชีพจรของไทเฮา
ยามได้ยินคำกล่าวขอตัวออกไปก่อนของเล่อเทียน ฮ่องเต้เหวินอิ้นก็ยืนตัวตรง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองดูท้องฟ้านอกห้องทรงพระอักษร
จากนั้นจึงทอดพระเนตรไทเฮาซึ่งนั่งฟุบอยู่บนเก้าอี้ พระพักตร์แดงก่ำด้วยพระพิโรธ อารมณ์ยังไม่คงที่
หลังจากรอเป็เวลานาน ยังไม่มีผลใดๆ ออกจากปากหมอหลวงหลินผู้จับชีพจรไทเฮา หมอหลวงหลินกำลังแสร้งทำ ในขณะที่ไทเฮายังคงร้องไห้ด้วยความเ็ปเสียใจ เหมือนว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
คิ้วหนาของพระองค์ขมวดเล็กน้อย พูดอย่างเศร้าใจ “เสด็จแม่ เช้าแล้ว ยามนี้ท่านรู้สึกไม่สบาย ท่านกลับไปก่อน ลูกต้องเข้าท้องพระโรงในยามเช้า”
ไม่รอการตอบกลับจากไทเฮา...
ฮ่องเต้เหวินอิ้นเหลือบมองคนอื่นๆ แล้วโบกพระหัตถ์ “ล่าช้ามาทั้งคืน พวกเ้าจงรีบกลับไปเตรียมตัวออกเดินทางไปยังพื้นที่แพร่ระบาดโดยเร็ว”
ทันทีที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นตรัสเช่นนี้ เล่อเทียนรีบผสานมือกล่าวคำอำลาราวกับว่าเขากำลังจะได้รับการลดหย่อนโทษอย่างไรอย่างนั้น น้ำเสียงค่อนข้างกังวล “กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ!”
จากนั้น เขาโบกมือให้มู่จื่อหลิงและคนอื่นๆ อีกครั้ง ก่อนพูดอย่างเร่งรีบ “ขอตัวก่อน เจอกันที่เมืองหลงอัน...”
เสียงเพิ่งจางไป กลับหลงเหลือเพียงภาพติดตาสีขาวลอยผ่าน หายไปในพริบตา เพียงแค่กะพริบตาเท่านั้น
ในพริบตา จุดที่เล่อเทียนเคยยืนอยู่ก็ไม่มีผู้ใดยืนอยู่อีก เขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย จากแสงสว่างวาบเมื่อครู่นี้
เมื่อเห็นความเร็วในการหลบหนีที่หาที่เปรียบไม่ได้ของเล่อเทียน มู่จื่อหลิงก็รู้สึกตกตะลึง ทอดถอนใจให้กับความยอดเยี่ยมของวิชาตัวเบาอีกครั้ง!
หลี่ซินหย่วนมองตามทิศทางที่เล่อเทียนหายตัวไป มุมปากทรงเสน่ห์โค้งขึ้นเป็รอยยิ้มที่น่าหลงใหล
เสี่ยวเทียนเทียนมาดูกันว่าคราวนี้เ้าจะหนีไปที่ใดได้?
หลังจากนั้น หลี่ซินหย่วนประสานมืออย่างไม่เร่งรีบ กล่าวด้วยความเคารพว่า “ข้าขอลา!”
จากนั้น หลี่ซินหย่วนก็เดินออกจากห้องทรงพระอักษรอย่างไม่รีบร้อน จนกระทั่งเขาก้าวออกจากธรณีประตู ร่างของเขาก็กลายเป็ภาพติดตาสีแดงในทันที
แม้ว่าความเร็วนี้จะช้ากว่าความเร็วในการหายตัวไปของเล่อเทียนเล็กน้อย แต่ก็ยังเร็วราวกับสายฟ้า
คาดว่าเขากำลังไล่ตามใครบางคน...
ร่างที่กำลังอยู่ในอารมณ์อับอายของเล่อเทียนหลบหนีเร็วปานสายฟ้าแลบ เมื่อเห็นว่าหลี่ซินหย่วนก็หายตัวตามไปอย่างรวดเร็วไม่ต่างกัน มู่จื่อหลิงแทบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ
เล่อเทียนผู้น่าสงสารโง่หรือเปล่า? มันมีประโยชน์อะไรที่เขาหนีไปในยามนี้? หรือว่าเขาลืมไปว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงมีรับสั่งให้หลี่ซินหย่วนไปเมืองหลงอันพร้อมกับพวกเขาด้วย เมื่อถึงยามนั้น เขาวิ่งหนีอย่างในยามที่ทำในวังหลวงไม่ได้แล้ว
แต่การได้เห็นวิชาตัวเบาของเล่อเทียนที่หาที่เปรียบไม่ได้ มู่จื่อหลิงก็เข้าใจเช่นกัน ในยามนั้นหลงเซี่ยวเจ๋อกล่าวว่าเขาสามารถฝึกวรยุทธ์ได้แล้ว ดังนั้นเขาจึงไปหาเล่อเทียน น่าจะเป็เล่อเทียนที่สอนเขา
ยามมองประตูที่ว่างเปล่า จู่ๆ มู่จื่อหลิงก็มีความคิดในใจว่า วรยุทธ์ของเล่อเทียนทรงพลังมาก แล้วนางทำได้หรือไม่...
แต่ก่อนที่มู่จื่อหลิงคิดอ่านในใจจนจบ นางก็รู้สึกว่าหัวของตนถูกจับหมุนไว้ด้วยมืออบอุ่นคู่หนึ่ง
จากนั้นนางจึงจ้องมองตรงไปยังดวงตางดงามคู่หนึ่งที่มีสีเข้มราวกับน้ำหมึก
เมื่อเห็นว่ามู่จื่อหลิงกำลังจ้องมองประตูที่เล่อเทียนหายตัวไป หลงเซี่ยวอวี่ก็ตัวแข็งด้วยความไม่พอใจ
แต่มู่จื่อหลิงกลับตกตะลึง ดวงตาครุ่นคิด กะพริบตาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย เปี่ยมด้วยพลัง
ใบหน้าของหลงเซี่ยวอวี่มืดมนในทันที เขายื่นมือออกมา หันหน้าของมู่จื่อหลิงมาด้านหลัง กุมใบหน้าของนางไว้ ให้นางจ้องมองมาที่เขา
รูม่านตาสีเข้มของหลงเซี่ยวอวี่ลึกล้ำมาก สว่างไสวหากแต่เฉียบคม ราวกับว่าเขารู้ทุกอย่าง
เขารู้ว่านางกำลังคิดอะไรในขณะที่มองประตู มันเป็เพียงสิ่งที่นางคิด มีเพียงเขาเท่านั้นที่ทำได้ แถมยัง...
เกิดอะไรขึ้นกับชายผู้นี้...มู่จื่อหลิงรู้สึกสับสนกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันของหลงเซี่ยวอวี่
เมื่อมองไปที่ดวงตาเฉียบคมลึกล้ำของหลงเซี่ยวอวี่ หัวใจของมู่จื่อหลิงก็คันยุบยิบ ถามเบาๆ ว่า “อะไร? พวกเราไม่ออกไปหรือ?”
“ไปกันเถอะ” หลงเซี่ยวอวี่มองนางด้วยสายตาเ็า ปล่อยใบหน้าเล็กของนางออก จับมือนาง ยืนขึ้น ทูลลาฮ่องเต้เหวินอิ้น และกำลังจะจากไป
ใครจะไปรู้ ไทเฮาผู้เสแสร้งกลับส่งเสียงออกมาอีกครั้ง
“หยุด” ไทเฮายกพระหัตถ์ขึ้น โบกให้หมอหลวงหลินถอยไป ก่อนะโด้วยความโกรธ
แต่หลงเซี่ยวอวี่กลับก้าวเท้านำหน้ามู่จื่อหลิงไปโดยไม่ยอมหยุด เขาเดินตรงไปที่ประตูอย่างไม่สนใจ
เมื่อเห็นท่าทีเมินเฉยของทั้งสอง ไทเฮาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธกริ้วอีกครั้ง แต่นางก็ไม่ได้เรียกพวกเขากลับมา
ไทเฮาเหลือบมองด้านหลังมู่จื่อหลิงด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ตรัสกับฮ่องเต้เหวินอิ้นว่า “ฮ่องเต้ ท่านคิดที่จะให้นางหนูโง่งมผู้ไร้ความสามารถไปรักษาโรคระบาดหรือ?”
เดิมทีมู่จื่อหลิงอยากให้หลงเซี่ยวอวี่นำนางไป แต่เมื่อได้ยินเสียงดูถูกของไทเฮาดังมาจากด้านหลัง นางก็หยุดเดินทันที
หลงเซี่ยวอวี่ซึ่งนำหน้าอยู่หนึ่งก้าวสังเกตเห็นการกระทำของมู่จื่อหลิง เขาไม่พูดอะไร ไม่พานางออกไปอีกต่อไป เพียงแค่ปล่อยนาง
มู่จื่อหลิงหันกลับมาอย่างสบายๆ เม้มริมฝีปากอย่างใจเย็น มองดูอย่างตั้งใจ นางไม่ได้หยุดเพราะไทเฮาไม่เห็นด้วยกับทักษะทางการแพทย์ของนาง
ตรงกันข้าม……
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เผาเครื่องหอมบูชาเทพเ้า (烧高香) เป็คำอุปมา มีความหมายว่า แสดงความขอบคุณเป็พิเศษสำหรับความช่วยเหลือ หรือแสดงความดีใจที่สำเร็จได้โดยบังเอิญ