“สารเลว ไปตายซะ”
เฉินอ่าวถือมีดเตรียมไล่ตามชายแซ่เค่อที่กำลังวิ่งลงเขาหลบหนี แต่ความตั้งใจฆ่าอันรุนแรง กลับทำให้ชายแซ่เค่อและคนอื่นๆ ยิ่งหวาดกลัว เร่งฝีเท้ารีบหลบหนีเร็วมากขึ้น
“หยุดไล่ตามได้แล้ว สามีข้า”
เสียงะโห้ามของเฉินถั่วถง ทำเอาเฉินอ่าวจ้องมองไปที่นางด้วยความไม่เข้าใจ แต่พอเห็นอาการของเฉินต้าที่แสดงออกมา หากปล่อยให้เฉินต้าคลั่งต่อไปแบบนี้ มันจะเป็หายนะต่อฝ่ายพวกเขาในภายหลัง จึงต้องล้มเลิกรีบแยกเขาออกและทำให้หมดสติ จนทั้งสองแทบจะไม่เหลือแรงหลังจากทำให้เฉินต้าสงบลง
ส่วนหยู่เจ๋อและคนอื่นๆ ที่พึ่งกลับมา พวกเขาเหลือแรงจากการล่าสัตว์ไม่เยอะอยู่แล้ว จึงทำได้ดีที่สุดคือต้านคนพวกนั้นไว้ไม่ให้ไปทำร้ายเด็กๆ
เมื่อเห็นแม่ของตัวเอง เฉินอวี๋ก็วิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจ
“ท่านแม่”
เฉินถั่วถงโบกมือเป็สัญญาณให้คนอื่นๆ เตรียมเก็บของ จากนั้นนางก็เดินอย่างรวดเร็วไปหา โดยมีเฉินเหนียนอู่เดินตามมาด้วยสีหน้าวิตกกังวล
“เ้าไม่เป็อะไรใช่หรือไม่?” เฉินถั่วถงและเฉินเหนียนอู่ถามด้วยความเป็ห่วง โดยเฉพาะอิงเอ๋อ เื่พวกนี้นางไม่ควรจะเข้าใจอะไร แต่นางก็วิ่งมากอดพี่ชายและร้องไห้ออกมาไม่ยอมปล่อยมือ
“ไม่เป็ไร”
“ข้าไม่เป็ไรท่านแม่”
“อิงเอ๋อ พี่สามของเ้ายังสบายดี”
เฉินอวี๋ส่ายหัว พร้อมกับก้มไปพูดกับน้องสาวของตัวเองที่กอดเขาไม่ยอมปล่อย อย่างมาก มีแค่รอยข่วนก้นจากกิ่งไม้สองสามรอยตอนที่ยังไม่สวมกางเกง เป็าแที่ไม่ต่างอะไรจากแผลยุงกัด
อย่างไรก็ตาม สีหน้าของทุกคนล้วนแต่ไม่ดี โดยเฉพาะพ่อของเขาที่อยู่ในสภาพย่ำแย่ ไม่กล้าว่าแม่ที่ไม่ให้ตัวเองไล่ตามไปฆ่าคนสารเลวพวกนั้น จึงฟุดฟิดไประบายที่กอหญ้าข้างสระ ถูกฟันจนเกลี้ยงไม่ให้ใครมาซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ จุดที่พวกเขาพัก
การฆ่าคนได้ง่ายๆ ของครอบครัวแซ่เฉิน เพิ่มความยำเกรงต่อคนในที่นี้เพิ่มเข้าไปหลายขั้น แต่สถานการณ์นี้ก็ยังไม่สามารถวางใจ เฉินถั่วถงจึงหันกลับไปสั่งทุกๆ คนเก็บของเพื่อออกเดินทาง
“เราอยู่ไม่ได้ เมื่อพวกข้าออกล่า อยู่ๆ ก็เห็นพวกฏรวมตัวกันที่เชิงเขา ดูเหมือนจะรู้เื่บ่อน้ำจากผู้ลี้ภัยที่เราเจอวันก่อน เก็บของที่จำเป็แล้วก็….”
“เจ้ใหญ่เฉิน พวกฏผ้าธงแดงเรียกกำลังเสริมมาแล้ว”
ยังไม่ทันที่การกลับมาของกลุ่มล่าสัตว์ จะได้อธิบายว่าทำไมวันนี้พวกเขาถึงกลับมาเร็วจากปกติ ชาวบ้านหยานโจวคนหนึ่ง ที่นางเคยขอให้ไปดูต้นทาง เขาก็กลับมาด้วยสีหน้าที่แตกตื่นกับข่าวร้ายที่ไม่อยากจะได้ยิน
พอทุกคนไปยืนที่หน้าผา มองลงไปก็เห็นคนกลุ่มใหญ่หลายร้อยชีวิตกำลังมุ่งหน้ามาด้วยความเร็ว ติดปัญหาเดียวคือพวกเขามีอาวุธครอบมือไม่ใช่ชาวบ้านหรือผู้ลี้ภัย ทุกคนมีผ้าสีแดงคาดหัวและธงเืตับหมูที่โดดเด่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือกลุ่มทหารฏผ้าธงแดงที่กลุ่มผู้ลี้ภัยหวาดกลัว
“ทุกคนวิ่ง!”
เฉินถั่วถงะโ หยิบตะกร้าสะพายหลัง ยกเหนียนอู่และอิงเอ๋อขึ้นอุ้ม
นี่คือสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่อาจตั้งตัว เฉินอ่าวที่ได้ยินก็โยนร่างของเฉินต้าที่หมดสติขึ้นบ่า อีกมือก็อุ้มเฉินอวี๋ะโลงจากหน้าผาหลบหนีอย่างรวดเร็ว
กรี๊ด!!~
“พวกฏมาแล้ว”
“ม๊ายยยย!!~~”
เสียงกรีดร้องของหญิงสาวและเสียงร้องไห้ของเด็กๆ ดังขึ้น ความสิ้นหวังและความตื่นตระหนกแผ่ซ่านไปทั่วบ่อน้ำ จนในที่สุดคนที่หลบหนีไม่ทันก็กลายเป็กองเืเละเทะ
การมาถึงของกองทัพผ้าธงแดงทำลายความสงบสุข พวกเขาฆ่าทุกคนที่พบราวกับว่าผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน
ในสายตาของเฉินอวี๋ ฉากนี้ได้ทำลายสามัญสำนึกของเขาเกือบทุกอย่าง พอรู้ว่าโลกนี้โหดร้าย แต่ฉากที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันมันก็เกินจินตนาการที่คิดไปอย่างสิ้นเชิง
เด็กบางคนเมื่อไม่กี่ชั่วยาวก่อน ยังยิ้มและพูดคุยกับเขาอยู่เลย แต่เพียงชั่วอึดใจเดียว สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างเลวร้ายจนเขาต้องกัดลิ้นเรียกสติ
เฉินอวี๋รู้มาตลอด ว่ามีเพียงการเผชิญหน้ากับความกลัวตรงๆ เท่านั้นที่จะช่วยให้เขาเอาชนะและปรับตัวกับโลกใบนี้ได้ เขาและครอบครัวยังต้องดิ้นรนให้รอดอีกนาน แต่โชคดีที่พวกฏดูเหมือนจะหมดความสนใจ เพียงแค่มองทิ้งท้ายอย่างเ็าและเข้าควบคุมบ่อน้ำก็ไม่ได้ไล่ตามมาอีก
ทุกคนวิ่งอย่างบ้าคลั่ง ไม่กล้าหันหลังกลับหรือหยุดฝีเท้า อย่าถามถึงการช่วยเหลือคนอื่นๆ เพราะแค่ตัวเองที่รอดกับนับว่าโชคดีที่สุดแล้ว
“ทุกคนปลอดภัยดีใช่หรือไม่?” เมื่อเฉินถั่วถงซึ่งวิ่งนำหน้า ตระหนักว่าไม่มีศัตรูไล่ตาม นางก็หันไปถามด้วยเสียงหอบ สำรวจทุกคนว่ามีใครพลัดหลงจากกลุ่มไปหรือเปล่า
เฉินอ่าวแบกตะกร้าที่หนักที่สุดไว้บนหลัง แถมยังอุ้มลูกๆ มากถึงสองคน ถึงค่อนข้างล้า แต่เขาก็โบกมือเพื่อบอกว่าตัวเองยังสบายดีไม่มีปัญหา
“ไม่ ท่านตาไม่ได้ตามเรามา”
เพียงเฉินอวี๋พูด ก็ทำให้ทั้งครอบครัวหวั่นวิตก ที่เห็นว่าท่านตาจะหายไปจากกลุ่มตามมาไม่ทัน
เมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าของเฉินถั่วถงเปลี่ยนไปจนดูไม่ได้ พวกเขาใช้เวลานานวิ่งไม่หยุด แทบจะไม่มีเวลาให้ห่วงคนอื่น รับผิดชอบสิ่งที่ใกล้ตัว คว้าอะไรมาได้ก็รีบคว้า พอเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่กำลังตกดิน เป็การหลับหนีมาหลายชั่วยามติดต่อกัน การออกไปตามหาท่านตาที่หายไปในสภาพกลางคืนแบบนี้แทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
“หืม..เริ่มมืดแล้ว เราต้องหาที่ซ่อนก่อน” เฉินถั่วถงพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ ไม่ขอพูดถึงเื่การตามหาท่านตาผู้ชรา
มาถึงตอนนี้ พวกเขาได้วิ่งหนีจากใจกลางป่ามาถึงอีกฝั่ง และสิ่งที่อยู่ข้างหน้าก็มีเพียงทางลงเขาที่ลาดชันเท่านั้น
แต่เส้นทางลงเขาเฉินถั่วถงได้สำรวจเส้นทางล่วงหน้า ก่อนท้องฟ้าจะมืดสนิท นางจึงพาครอบครัวเดินไปตามหุบเขา พบจุดที่ค่อนข้างราบเรียบที่ยืนออกมาจากหน้าผา ก่อนจะตกลงเพื่อหยุดพักผ่อน
กลางคืนมาเยือนแล้ว และดวงอาทิตย์ที่เหลือเพียงแสงสุดท้ายก็ลับหายไป ทำให้โลกตกอยู่ในความมืดมิดอย่างสมบูรณ์
เฉินอ่าววางตะกร้าลงแล้วเริ่มสำรวจสิ่งของที่หยิบมา
มีดทำครัวถูกใช้เป็อาวุธลับเพื่อฟันทหารของกองทัพผ้าธงแดง ได้พังและหายไม่มีเวลาที่จะไปเอามันคืน แต่ก็ได้มีดตัดไม้เล่มใหม่ที่เป็ของใครก็ไม่รู้กลับมา
ส่วนหนังกระต่ายที่ตากแห้งและเนื้อรมควันที่ยังไม่เก็บ มันหายไปเพราะเป็สถานการณ์หลบหนี จึงเหลือเสบียงเพียงเนื้อรมควันที่เคยทำในวันก่อนกับถุงน้ำเวทมนตร์หนึ่งถุง ยังดีที่เหลือมันเห็บในตะกร้า เอามากินแทนข้าวได้หลายวันอยู่หากกินอย่างประหยัด
หลังจากวิ่งมานาน แม้แต่เฉินถั่วถงซึ่งปกติแล้วเป็คนอดทน นางก็ยังเร่งให้เฉินอ่าวก่อไฟและทำอาหารให้ทุกคนได้กินก่อน
“ท่านพ่อ หม้อของเราอยู่ไหนรึ?”
เป็เสียงของเฉินเหนียนอู่ที่ถามขึ้นหลังจากที่นางก้มไปดูของในตะกร้า
เฉินอ่าวตบต้นขาตัวเองพลางพูดว่า “บ้าเอ๊ย! หม้อยังวางอยู่ที่สระน้ำ เรารีบเกินไปจึงไม่ได้เก็บมาด้วย”
เฉินอ่าวรีบค้นข้าวของที่ครอบครัวนำมาด้วย แต่ไม่เพียงแต่หม้อจะหายไปเท่านั้น แม้แต่ชามดินเผาที่มีอยู่ไม่กี่ใบ ก็หายไปไม่ได้เก็บมาด้วยเช่นกัน
ชั่วขณะหนึ่ง ดวงตาโตทั้งหกคู่จึงมองหน้ากันแล้วเงียบเสียงลง
เฉินอ่าวและเฉินถั่วถงไม่เคยคิดมาก่อนว่าหม้อดินเผาและชามแตกเก่าๆ จะมีความสำคัญต่อชีวิตขนาดนี้ แต่ก็ไม่มีใครโทษว่าเป็ความผิด ทุกคนรีบจนไม่มีเวลาเตรียมตัว การได้ตะกร้าสองใบมาด้วยก็ยังนับว่าโชคดีกว่าใครหลายๆ คน
