เสียงครกหินดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ก้องอยู่ในความสงัดของห้องยาที่แสงอรุณเพิ่งสาดส่องเข้ามา ขมิ้นสดแง่งแรกถูกบดละเอียด ตามด้วยขิงแก่แง่งที่สอง และมะขามป้อมอีกสามผล ในมือของนิพา สากหินขยับขึ้นลงอย่างมั่นคง ปลดปล่อยกลิ่นดินฉุนจัดของขมิ้นสดให้ฟุ้งกระจาย เคล้ากับไอเผ็ดซ่าของขิงแก่ และกลิ่นเปรี้ยวฝาดของมะขามป้อม กลิ่นสมุนไพรทั้งสามพัวพันกับควันเทียนที่เพิ่งดับลง สร้างบรรยากาศอันเป็เอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้
"อัตราส่วนนี้...ใช้ทำอะไรหรือคะ" ขวัญเอ่ยถามจากอีกฟากของโต๊ะไม้ สมุดบันทึกกางรออยู่หน้าว่างเปล่า ปากกาขนนกจ่อพร้อมในมือ
"ยาพอกแผลติดเชื้อขั้นต้น" นิพาตอบโดยไม่เงยหน้า มือยังคงควงสากบดสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง "ขมิ้นมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ขิงช่วยลดการอักเสบ มะขามป้อมสมานเนื้อเยื่อ มันไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ แต่ในยามนี้...ดีกว่าไม่มีอะไรเลย"
"ดีกว่าแค่ไหนคะ"
"ขึ้นอยู่กับแผล ถ้าการติดเชื้อยังอยู่แค่ผิวเผิน มันจะช่วยได้มาก แต่ถ้าลึกลงไปก็ต้องรักษาด้วยวิธีอื่นควบคู่กัน อย่างน้อยที่สุด...มันก็ไม่เป็อันตราย"
ขวัญก้มลงจรดปลายปากกาลงบนหน้ากระดาษ ตัวอักษรบรรจงเป็ระเบียบสะท้อนวินัยที่ถูกปลูกฝังมา ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งหัดทำ
"เก็บได้นานเท่าไหร่คะ"
"หนึ่งสัปดาห์ในขวดปิดฝาสนิท แต่ถ้าเป็ขวดแก้วที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน จะอยู่ได้ถึงสองสัปดาห์"
หญิงสาวพยักหน้ารับรู้และบันทึกต่อ เธอไม่ซักไซ้เพิ่ม นิพารู้ดีจากสี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าขวัญจะถามต่อเมื่อไม่เข้าใจจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่การถามเพื่อลองภูมิหรือเพื่อแสดงความใส่ใจ
ในโลกของเธอ...ปี 2024 นิพาสอนนักศึกษาแพทย์มานับรุ่นไม่ถ้วน หลายคนฉลาดกว่าขวัญ แต่ไม่มีใครเรียนรู้ด้วยหัวใจแบบนี้ ไม่มีใครจดจำทุกอย่างเพราะมันคือเครื่องมือที่จะใช้ช่วยชีวิตคนจริงๆ ไม่ใช่เพื่อทำข้อสอบให้ผ่านไปวันๆ
---
สามสัปดาห์ผ่านไปนับั้แ่วันที่เธอยอมรับข้อเสนอของทาเคดะ
การยอมรับครั้งนั้นไม่ใช่การจำนน และไม่ใช่การยอมรับทุกเงื่อนไข มันคือการเจรจาต่อรองที่เธอเป็ฝ่ายยื่นข้อเสนอสำคัญ
"ฉันจะให้คำปรึกษาได้สัปดาห์ละสองครั้ง ไม่ใช่ทุกวัน เพราะต้องดูแลร้านยาและพ่อที่ยังาเ็"
ทาเคดะจ้องมองเธอเนิ่นนาน ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
"ตกลง"
"และฉัน้าบัตรประจำตัวที่อนุญาตให้เดินทางเข้าออกเมืองได้อย่างสะดวก"
นายทหารญี่ปุ่นนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาหลังกรอบแว่นกำลังคำนวณผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็ว
"ให้ได้แค่บัตรพลเรือน ไม่ใช่บัตรของกองทัพ"
"แค่นั้นก็พอค่ะ"
บัตรที่ว่าคือกระดาษสีน้ำตาลขนาดฝ่ามือ ประทับตรากองทัพ มีลายเซ็นกำกับ พร้อมระบุชื่อ "สาวิตรี สุขสวัสดิ์ ผู้ช่วยแพทย์ในความดูแลของกองทัพ"
คืนนั้นเอง สรวิชญ์ก็ได้เห็นบัตรใบนั้น
"ดี" เขาพูดเพียงคำเดียว แต่แววตาบอกทุกอย่างว่านี่คือผลลัพธ์ที่้า
---
แต่สิ่งที่ทาเคดะไม่มีวันล่วงรู้ คือบัตรใบนั้นได้เปิดเส้นทางให้นิพาไปได้ไกลกว่าแค่ตรอกไฟฉาย และบางครั้ง...สิ่งที่ออกไปพร้อมกับเธอก็มิใช่แค่ร่างกาย
ยาสมุนไพรที่เพิ่งปรุงเสร็จเมื่อเช้า จะถูกส่งออกจากตรอกในตอนบ่ายนี้ ไม่ใช่ด้วยมือของเธอ แต่เป็ขวัญ...ผู้รู้ทุกซอกทุกมุมของย่านนี้ดียิ่งกว่าใคร
สรวิชญ์สั่งยา เธอปรุงยา ขวัญนำส่ง
มันคือระบบง่ายๆ ที่สามารถอธิบายให้กลายเป็เื่ราวต่างๆ นานาได้เสมอ...ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็คนถาม
"ยารอบนี้ส่งให้ใครหรือคะ" ขวัญถามขณะบรรจุขวดยาลงถุงผ้า ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง
"ไม่รู้" นิพาตอบตามจริง "รู้แค่ว่ามีคน้า"
ขวัญพยักหน้า ไม่ถามต่อ
ซึ่งนิพาเชื่อว่าลึกๆ แล้วขวัญรู้คำตอบดี หญิงสาวคนนี้ฉลาดกว่าที่แสดงออก และย่อมรู้ว่าใครบ้างที่ลอบเข้ามาที่นี่ในยามวิกาล แต่เธอเลือกที่จะไม่รู้อย่างเป็ทางการ
และการเลือกที่จะไม่รู้...คือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุดในยุคสมัยนี้
---
ยาหนึ่งโหลถูกแบ่งออกเป็สองชุด ชุดแรกคือยาพอกแผลสิบขวด อีกสองขวดคือยาสมุนไพรลดไข้ที่นิพาคิดค้นจากวัตถุดิบเท่าที่หาได้ในตลาด มันเทียบไม่ได้กับยาพาราเซตามอลในปี 2024 แต่ส่วนผสมของมันสามารถลดไข้ได้จริงและไม่ก่อให้เกิดอันตราย
ขวัญจัดแจงใส่ขวดยาลงในถุงสองใบ มัดปากถุงแ่า แล้ววางซ่อนไว้ใต้ผักในกระจาด
"เดี๋ยวขวัญจะไปตลาดก่อนใช่ไหมคะ"
"ใช่จ้ะ แวะที่ร้านป้าแดงก่อน" นิพาเอ่ยชื่อรหัสที่สรวิชญ์ให้ไว้ 'ป้าแดง' ไม่ใช่หญิงชราที่ชื่อแดง แต่ขวัญเข้าใจความหมายนั้นดี
"เ้าค่ะ"
ขวัญยกกระจาดขึ้นทูนศีรษะแล้วเดินจากไป ท่วงท่าเป็ธรรมชาติของสาวชาวบ้านที่กำลังจะไปจ่ายตลาด กลมกลืนจนไร้ที่ติ
นิพามองตามแผ่นหลังนั้นจนลับหายไปในตรอกแคบ
ในชั้นเรียนปี 2019 ของฉัน มีนักศึกษาแพทย์คนหนึ่งที่ใครๆ ก็ว่าเป็หัวกะทิ เขาเรียนเก่ง จำแม่น ตอบคำถามได้เฉียบคม แต่เขาไม่เคยรู้วิธีดูแลคนไข้จริงๆ หากปราศจากตำราในมือ
ขวัญไม่มีตำรา แต่เธอเรียนรู้ที่จะดูแลคนได้แล้ว...ทั้งที่ยังไม่ผ่านเดือนแรกของการฝึกงานด้วยซ้ำ
---
บ่ายสามโมงวันเดียวกันนั้น ร้านยาของเธอมีแขกคนใหม่มาเยือน
เป็หญิงสาววัยราวเบญจเพส ผิวขาวละเอียด เสื้อผ้าเนื้อดีที่ดูผิดที่ผิดทางในตรอกซอมซ่อ เธอมาพร้อมกับเด็กหญิงอายุประมาณสิบขวบ ซึ่งน่าจะเป็ลูกสาว
"มีคนบอกว่าหมอที่นี่เก่ง" เธอเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง "ลูกสาวฉันเป็หวัดมาสิบวันแล้ว ยังไม่หายดี"
นิพาตรวจดูอาการของเด็กน้อย ไม่มีไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองไม่โต ในลำคอไม่มีฝ้าขาว เธอใช้ฝ่ามือทาบแผ่นหลังและหน้าอกเพื่อฟังเสียงลมหายใจ...มือแทนสเต็ทโธสโคป
ไม่ใช่ปอดบวม ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ น่าจะเป็หวัดธรรมดาที่ร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะฟื้นตัวได้เอง อาจเพราะความเครียดและขาดสารอาหาร
เด็กในภาวะาไม่ได้ป่วยเพราะเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว พวกเขาป่วยเพราะความกลัว ความหิว และการอดนอน ในปี 2024 ฉันเรียนรู้เื่นี้จากงานวิจัย แต่ที่นี่...ฉันเห็นมันประจักษ์ในคนไข้ทุกคน
"แค่หวัดธรรมดาค่ะ" เธอบอก "ให้แกพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำอุ่นเยอะๆ ทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย ต้มน้ำขิงผสมน้ำผึ้งให้ดื่มตอนเช้า"
"แค่นี้หรือคะ"
"ค่ะ ร่างกายของเด็กแข็งแรงพอจะสู้กับมันได้เอง แค่เราต้องเติมเชื้อเพลิงให้เขา"
หญิงสาวมองหน้านิพา ดวงตาคู่สวยกำลังประเมินบางอย่าง "ได้ยินมาว่า...คุณเข้าไปที่โรงพยาบาลทหารด้วย"
ข่าวลือไปเร็วกว่าที่คิด
"ไปให้คำปรึกษาบ้างเป็ครั้งคราวค่ะ" เธอตอบเรียบๆ "พ่อฉันป่วย เลยต้องหารายได้มาจุนเจือร้าน"
หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ รับยาที่นิพาจัดให้แล้วจ่ายเงิน ซึ่งเธอรับไว้ เพราะของฟรีมักสร้างความหวาดระแวงมากกว่าของที่มีราคา ก่อนจะจูงมือลูกสาวเดินจากไป
แต่ที่หน้าประตู...เธอหยุดชะงัก
"ถ้ามีคนเจ็บ...ที่ไม่กล้าไปโรงพยาบาล...คุณรับรักษาไหม"
นิพาสบตากับเธอตรงๆ "รับค่ะ ถ้าเป็าแที่ฉันพอจะรักษาได้"
หญิงสาวพยักหน้ารับอีกครั้ง แล้วเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะบอกชื่อ
---
ขวัญกลับมาตอนพลบค่ำ กระจาดในมือเบาลง แต่บางอย่างในแววตาของเธอทำให้นิพาต้องวางมือจากงาน
"มีอะไร"
"มีคนเดินตามมาจากตลาดค่ะ" ขวัญกระซิบเสียงเบา "เป็ทหารไทยคนหนึ่ง เขาเดินตามมาห่างๆ จนถึงปากตรอก แล้วก็หันหลังกลับไป"
นิพานิ่งไปอึดใจ
"ลักษณะเป็ยังไง"
"ผมสั้นเกรียน ผิวคล้ำ ใส่เสื้อสีเขียวขี้ม้า ไม่ได้แต่งเครื่องแบบ แต่ท่าเดินเหมือนทหารไม่มีผิด"
คำอธิบายที่เฉียบคมอย่างน่าทึ่งสำหรับคนที่ไม่เคยผ่านการฝึก
"แล้วขวัญรู้ได้ยังไงว่าเขาตามมา"
ขวัญสบตาเธอ ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววซับซ้อนเกินวัย "หนูโตที่นี่ค่ะ...หนูรู้จักหน้าคนที่ไม่ใช่คนในย่านนี้ดี"
นิพาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ปล่อยให้ข้อมูลนั้นซึมซับเข้ามา
สายลับในคราบพลเรือน...ไม่ใช่ทหารลาดตระเวนทั่วไป นี่มันคนของยามาโมโต้
พวกเขาอาจจะเริ่มสังเกตเห็นขวัญ หรืออาจจะสังเกตเห็นของที่ขวัญนำไปส่ง
"ขวัญ" เธอเรียกชื่อหญิงสาวช้าๆ หนักแน่น "ถ้าวันไหนรู้สึกไม่ปลอดภัยแม้แต่นิดเดียว ไม่ต้องไปส่งของ ยาหมดก็คือหมด เราไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อมัน"
"หนูทราบค่ะ" ขวัญตอบรับ พยักหน้า แต่แววตากลับฉายชัดว่าเธอไม่มีวันหยุด
เด็กสาวอายุสิบแปด...ที่เพิ่งตัดสินใจเดิมพันชีวิตของตัวเองโดยไม่รู้ตัว และฉันก็ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับเื่นี้
"ขอบใจที่บอกฉัน" นิพาเอ่ยในที่สุด
ขวัญยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปเริ่มเก็บกวาดอุปกรณ์บนโต๊ะทำงานอย่างคล่องแคล่วเหมือนเช่นเคย
---
สรวิชญ์มาพร้อมกับความมืดสนิทหลังสี่ทุ่ม ผ่านทางผนังด้านหลังเช่นเดิม
นิพาเพิ่งจะปิดสมุดบันทึกของเธอลงเมื่อเขาก้าวเข้ามา
เธอเล่าเื่ที่ขวัญถูกสะกดรอยตามให้ฟังอย่างรวบรัดและตรงไปตรงมา...ข้อเท็จจริงล้วนๆ ปราศจากการคาดเดา
สรวิชญ์รับฟังอย่างเงียบงัน ไม่ขัดจังหวะ ดวงตาของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด
"ยามาโมโต้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว" เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเธอเล่าจบ
"ฉันรู้"
"เขาสนใจทุกความเคลื่อนไหวในตรอกนี้ ไม่ใช่แค่คุณ แต่ทุกคนที่เข้าออกที่นี่"
นิพาไม่ตอบ มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ในแสงตะเกียงที่ริบหรี่ ใบหน้าที่ปกติก็อ่านยากอยู่แล้วยิ่งดูลึกลับขึ้นไปอีก แต่บางอย่างในแววตานั้น
"คุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อบอกเื่นี้อย่างเดียวใช่ไหม" เธอถาม "มีอะไรอีก"
สรวิชญ์สบตาเธอนิ่งนาน
"สัปดาห์หน้ามีภารกิจ ้ายาชาและอุปกรณ์สำหรับเย็บแผล" เขาพูด "ถ้าคุณพอจะหาได้"
"ยาชาเป็ของหายากมากในยุคนี้ ไม่มีขายตามปกติ"
"ผมรู้ ถึงได้ถามว่า...ถ้าคุณพอจะหาได้"
"ถ้าหาได้" เธอทวนคำ "ต้องใช้เมื่อไหร่"
"อีกหกวัน"
"ฉันจะลองดู"
เขาพยักหน้า แล้วความเงียบก็โรยตัวลงครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะถามในเื่ที่ไม่เกี่ยวกับภารกิจ
"ขวัญ...คุณไว้ใจเด็กคนนั้นได้แค่ไหน"
นิพาใช้เวลาคิด ไม่ใช่เพราะเธอไม่มีคำตอบ แต่เพื่อทบทวนให้แน่ใจว่าคำตอบนั้นมาจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว
"เธอฉลาด รู้จักสังเกตในสิ่งที่ฉันให้ความสำคัญ และไม่เคยถามในสิ่งที่เธอรู้ว่าไม่ควรถาม" เธอเว้นจังหวะ "แต่ขวัญอายุแค่สิบแปด และเธอยังไม่รู้ว่าความกลัวที่แท้จริงหน้าตาเป็อย่างไร"
สรวิชญ์พยักหน้าช้าๆ รับฟัง
"เหมือนคุณ...ตอนที่คุณเริ่ม" เขาพูดเบาๆ
ประโยคนั้นทำให้นิพาชะงักงัน ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้จากเขา
"ฉันเริ่มช้ากว่าขวัญมาก" เธอแย้งในที่สุด
"ไม่เสมอไป" เขาตอบสั้นๆ แล้วหันหลังกลับออกไปในความมืด ก่อนที่เธอจะมีโอกาสได้ถามความหมายของมัน
---
เธอนั่งอยู่กับความเงียบนั้นนานกว่าปกติ
แสงตะเกียงสีเหลืองนวลอาบร่างของเธอในห้องที่มืดสลัว กลิ่นน้ำมันก๊าดจางๆ เสียงของเมืองยามค่ำคืนที่เงียบเหงากว่าก่อนา แต่ก็ยังไม่ถึงกับเงียบสนิท
ไม่เสมอไป...
เขาพูดเพียงสองคำแล้วจากไปโดยไม่อธิบายเพิ่ม นั่นหมายความว่าเขาพูดสิ่งที่คิดจริงๆ ไม่ใช่คำพูดที่ไตร่ตรองมาเพื่อหวังผล
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันหนักหน่วงและจริงแท้กว่าคำชมใดๆ
เธอเปิดสมุดบันทึกขึ้นอีกครั้ง ไล่อ่านสิ่งที่เขียนไว้เมื่อตอนกลางวัน...รายการยาที่ปรุง ปริมาณที่ส่งออก อาการของคนไข้ และบันทึกเกี่ยวกับหญิงสาวแปลกหน้าที่มาถามคำถามชี้นำ...
เธอถามแทนใครกันแน่
และคำตอบที่เธอได้ไป...จะถูกส่งต่อไปถึงใคร
นิพาจรดปากกาลงท้ายหน้ากระดาษ เพิ่มบันทึกสั้นๆ อีกสองสามบรรทัด
แล้วจึงปิดสมุดลง
ยังมีเวลาอีกหกวัน
