บทที่ 21 ในที่สุดก็ถึงพันธมิตรเจ็ดบรรพต
ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุ บนถนนหลวงมีรถม้าคันหนึ่งกำลังควบทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
สารถีผู้ขับรถม้าเป็บุรุษชุดป่านวัยห้าสิบเศษ ร่างกายดูแข็งแรงกำยำ แม้เส้นผมจะเริ่มมีสีดอกเลา ทว่าสภาพร่างกายยังดูราวกับอยู่ในวัยฉกรรจ์
สารถีจ้องมองไปเบื้องหน้าพลางใช้มือหนึ่งปาดเหงื่อ เอ่ยถามขึ้นว่า "คุณชาย อากาศร้อนระอุเพียงนี้ จำเป็ต้องเร่งเดินทางไปยังเมืองเจ็ดบรรพตด้วยความเร็วสูงสุดเลยรึขอรับ?"
หลี่ชิงชิวนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในตู้รถม้า หลับตาพักผ่อนสงบจิตใจ เส้นทางที่สมบุกสมบันเช่นนี้ทำให้เขาไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ เขาทำได้เพียงพยายามรักษาเรี่ยวแรงและปราณิญญาเอาไว้ให้มากที่สุด
เมืองเจ็ดบรรพต เป็เมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กับสำนักงานใหญ่ของพันธมิตรเจ็ดบรรพต มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ขบวนคุ้มกันภัยและขบวนของทางการมักจะมาหยุดพักที่นี่
เมื่อถึงเมืองเจ็ดบรรพต การจะสืบหาที่ตั้งของพันธมิตรเจ็ดบรรพตย่อมเป็เื่ง่าย
นี่คือเส้นทางที่หยางเจวี๋ยติ่งบอกแก่เขา
หลังจากกำจัดพวกเยว่เจิ้นชวนไปแล้ว หลี่ชิงชิวก็ไม่จำเป็ต้องรีบร้อนนัก เพียงแต่เขาอยากจะรีบไปรีบกลับ เพื่อมิให้เหล่าศิษย์น้องต้องเป็กังวล
"ข้านัดแนะกับคนในครอบครัวไว้แล้ว หากเลยเวลาไปเกรงว่าพวกเขาจะพากันเป็ห่วง" หลี่ชิงชิวตอบกลับ
"นั่นสินะ ดูท่าทางท่านยังเยาว์วัยนัก เล็กกว่าลูกชายข้าเสียอีก หากเป็ลูกชายข้าออกเดินทางไกลเพียงลำพังข้าก็คงไม่วางใจ ยิ่งยามนี้ใต้หล้ากำลังจะโกลาหลอีกครา ทางการมิอาจกดหัวเหล่ายอดคนตามภูมิภาคได้ ราษฎรต่างพากันอพยพหนีตาย ทำให้โจรป่าขุนโจรชุกชุมยิ่งนัก ความจริงเที่ยวนี้ข้าไม่อยากรับงานเลย ทว่ายายเฒ่าที่บ้านดันมาล้มป่วย จำต้องใช้เงิน..."
สารถีบ่นพึมพำไปเรื่อยเปื่อย หลี่ชิงชิวก็คอยเอ่ยตอบบ้างเป็ครั้งคราว
หลี่ชิงชิวออกจากสำนักชิงเซียวมาได้สองวันแล้ว ทว่าระยะทางไปถึงพันธมิตรเจ็ดบรรพตยังคงอีกยาวไกล
เขาไม่ได้รู้สึกรำคาญเสียงบ่นของสารถี กลับกันเขามักจะถามไถ่เื่ราวความเป็ไปของใต้หล้า เพื่อทำความเข้าใจว่าแคว้นกูโจวในยามนี้กำลังเผชิญกับสิ่งใดอยู่
หลังจากเริ่มบำเพ็ญเซียน เขาก็มิได้เกรงกลัวความร้อนระอุเช่นนี้อีกต่อไป คัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวนที่โคจรอยู่ในร่างทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่งเย็นสบายและจิตใจสงบนิ่ง ทั้งยังแทบไม่สิ้นเปลืองปราณิญญาเลย นี่คือผลลัพธ์ดั้งเดิมของคัมภีร์ชุดนี้
เวลาผ่านไปราวพริบตา
หนึ่งชั่วยามล่วงเลยไป สารถีเริ่มหยุดพูดเพราะคอแห้งผาก อยากจะรีบเดินทางให้ถึงสถานีพักม้าโดยเร็ว
ทันใดนั้น
สารถีฉุดบังเหียนให้ม้าหยุดกะทันหันพลางะโด่า "ขวางทางทำไม อยากตายใต้กีบม้ารึไง!"
"ท่านลุง พอจะให้ข้าอาศัยติดรถไปด้วยสักระยะได้หรือไม่"
"โอ้? เป็สตรีหรอกรึ ไไฉนถึงแต่งกายเช่นนี้เล่า?"
"ข้าไม่เกี่ยงเื่เงินทอง ไม่ทราบว่าท่านลุงจะยอมช่วยให้ข้าสมปรารถนาได้หรือไม่?"
"เ้าจะไปที่ใด?"
"เมืองเจ็ดบรรพต"
"เอ๊ะ?"
สารถีอุทานด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะหันกลับมาถามเสียงเบา "คุณชาย ด้านหน้ามีสตรีผู้หนึ่งจะไปเมืองเจ็ดบรรพตเหมือนกัน ท่านจะยอมให้ร่วมทางไปด้วยไหมขอรับ? หากท่านยอม ข้าจะลดค่ารถให้ท่านสามส่วน"
หลี่ชิงชิวคร้านจะถือสาเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ ของเขาจึงตอบว่า "ให้นางขึ้นมาเถอะ รีบเดินทางต่อได้แล้ว"
"ได้เลย! แม่นางขึ้นรถมาเถอะ อย่าลืมขอบคุณคุณชายท่านนี้ด้วยล่ะ เดิมทีเขาเหมาคันนี้ไว้คนเดียว"
"ขอบคุณมาก!"
เสียงฝีเท้าดังขึ้น ตามด้วยผ้าม่านรถม้าถูกเลิกออก สตรีในชุดดำสวมหมวกสานสะพายห่อสัมภาระเดินเข้ามา นางนั่งลงที่ตำแหน่งริมหน้าต่าง ยกมือขึ้นประสานกำปั้นคารวะหลี่ชิงชิว
"รบกวนคุณชายแล้ว ขอบคุณคุณชายที่เมตตา"
ยามที่สตรีชุดดำกล่าววาจา มือของนางมิเคยละไปจากฝักกระบี่เลย
หลี่ชิงชิวมองนางแวบหนึ่ง พยักหน้าตอบรับเล็กน้อย แล้วหลับตาลงพักผ่อนต่อ
สตรีชุดดำเห็นดังนั้นก็มิได้คิดอะไรมากและมิได้ชวนคุยต่อ
เมื่อมีสตรีขึ้นรถมา สารถีก็กลับมามีเรี่ยวแรงพูดคุยอีกครั้ง เขาพยายามชวนคุยสารพัดเื่ สตรีชุดดำตอบโต้กลับไปเพียงไม่กี่คำ เมื่อเห็นเขายังพล่ามไม่หยุดนางจึงนิ่งเงียบไม่ตอบสนองอีก ทำเอาสารถีรู้สึกกร่อยไปไม่น้อย
หลังจากนั้น การเดินทางก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
เมื่อถึงสถานีพักม้า สตรีชุดดำและหลี่ชิงชิวนั่งแยกกันคนละโต๊ะ ยามออกเดินทางต่อจึงค่อยเดินเข้าตู้รถม้ามาทีละคน
สถานการณ์เป็เช่นนี้ไปจนกระทั่งห้าวันผ่านไป ในที่สุดพวกเขาก็ถึงเมืองเจ็ดบรรพต หลี่ชิงชิวยื่นเงินที่เตรียมไว้ให้สารถีแล้วเดินเข้าสู่ตัวเมือง
เมืองเจ็ดบรรพตตั้งอยู่ที่ตีนเขาขนาดั์ มีรถม้าจอดเรียงรายอยู่หน้าป้ายหินเมืองมากมาย ผู้คนส่วนใหญ่พกพาอาวุธติดตัว ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็คนในยุทธภพ
หลี่ชิงชิวมิยอมเสียเวลา เขาเดินเข้าไปหาคนผู้หนึ่งแล้วถามตรงๆ "พี่ชาย รบกวนถามหน่อย พันธมิตรเจ็ดบรรพตไปทางไหนรึ?"
ชายผู้นี้รูปร่างเตี้ยล่ำ สะพายตะกร้าไม้ไผ่ ดูเหมือนชาวบ้านดั้งเดิมในแถบนี้ เขามองหลี่ชิงชิวแวบหนึ่งแล้วย้อนถามว่า "พันธมิตรเจ็ดบรรพต? เห็นูเาลูกใหญ่ด้านหลังนั่นไหม ทั้งหมดนั่นน่ะเป็เขตของพันธมิตรเจ็ดบรรพต เ้ามาถึงแล้วล่ะ"
หลี่ชิงชิวถามต่ออย่างอดทน "แล้วที่ตั้งสำนักของพวกเขาอยู่ที่ใด? ข้าอยากจะขึ้นไปเยี่ยมเยียน"
"เยี่ยมเยียนพันธมิตรเจ็ดบรรพต? ช่างมันเถอะ ระวังจะโดนพวกเขาหักขาเอา อย่ามาถามข้า ข้าไม่รู้!"
ชายเตี้ยล่ำกล่าวจบก็หมุนตัวเดินจากไป หลี่ชิงชิวเดินไปถามคนอื่นต่อ ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ต่างกัน
ทันทีที่เอ่ยถึงชื่อพันธมิตรเจ็ดบรรพต ทุกคนต่างพากันหวาดเกรงว่าจะหาเื่ใส่ตัว มิกล้าปริปากบอกว่าที่ตั้งสำนักอยู่ที่ใด
หลี่ชิงชิวนึกไม่ถึงว่าอิทธิพลของพันธมิตรเจ็ดบรรพตจะมากล้นถึงเพียงนี้ ดูท่าคงต้องใช้ไม้แข็งเสียแล้ว
ในขณะที่เขากำลังจะเลือกเป้าหมายเพื่อเค้นถาม สตรีชุดดำก็เดินเข้ามาหา "สืบหาพันธมิตรเจ็ดบรรพตเช่นนี้ เ้าจะเดือดร้อนเอาได้ ข้ากำลังจะไปที่นั่นพอดี เ้ามีธุระอันใดรึ?"
หลี่ชิงชิวหันกลับไปมอง ทั้งสองยืนอยู่กลางถนน ห่างกันไม่ถึงห้าก้าว สตรีชุดดำเงยหน้าขึ้น ภายใต้หมวกสานปรากฏใบหน้าสวยคมที่ดูเ็า
นี่เป็ครั้งแรกที่หลี่ชิงชิวได้พินิจใบหน้านางอย่างชัดเจน นางจัดว่าเป็สตรีที่งดงามยิ่งนัก ทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยจิตสังหารที่เป็เอกลักษณ์ของคนในยุทธภพ
สตรีชุดดำรูปร่างสูงโปร่ง ดูแล้วสูงไล่เลี่ยกับหลี่ชิงชิว หลี่ชิงชิวในยามนี้แม้จะยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ทว่าก็มีความสูงราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเิเแล้ว
"อาจารย์ของข้าส่งมาส่งจดหมาย ท่านอาจารย์ติดธุระสำคัญอื่นจึงส่งข้ามาแทน" หลี่ชิงชิวตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย สตรีชุดดำมิอาจจับพิรุธใดๆ จากสีหน้าเขาได้เลย
"ข้าจะขึ้นเขาเดี๋ยวนี้ เช้าวันพรุ่งนี้น่าจะถึง เ้ากล้าตามมาหรือไม่?" สตรีชุดดำถาม
ใบหน้าของหลี่ชิงชิวดูหมดจด กลิ่นอายคล้ายกับบัณฑิต แม้ที่เอวจะพกกระบี่ ทว่าสตรีชุดดำกลับมิอาจััถึงภัยคุกคามใดๆ จากตัวเขาได้เลย
"เช่นนั้นก็รบกวนแม่นางนำทางด้วย" หลี่ชิงชิวเผยรอยยิ้มพยักหน้าตอบ
สตรีชุดดำมิได้กล่าวคำใดอีก นางเดินสวนเขาไป เขาจึงหมุนตัวเดินตามหลังนางไปติดๆ
ทั้งสองเดินผ่านถนนสายหลักของเมืองเจ็ดบรรพต จำต้องยอมรับว่าเมืองนี้ใหญ่โตและรุ่งเรืองนัก หลี่ชิงชิวถึงขั้นเห็นคนกำลังประลองยุทธเลือกคู่ อยู่ด้วย
วันหน้าสำนักชิงเซียวอาจจะมาหาศิษย์ที่นี่ได้
หลี่ชิงชิวคิดในใจ เมื่อพ้นจากเขตเมืองเจ็ดบรรพต ทั้งสองก็มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าละเมาะและเริ่มปีนเขา
พวกเขาไม่ได้เดินตามเส้นทางปกติ สิ่งนี้ทำให้หลี่ชิงชิวรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ที่เทือกเขาไท่คุน ใต้ฝ่าเท้าไร้ซึ่งทางเดิน มีเพียงพงหญ้ารกชัฏ
ยามวิกาลเข้าปกคลุม ป่าเขามืดมิดสนิท การมองเห็นต่ำยิ่งนัก สตรีชุดดำเตรียมคบไฟมาด้วย เมื่อจุดไฟนำทางแล้วนางก็เริ่มเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
หลี่ชิงชิวมิจำเป็ต้องใช้คบไฟ ทว่าเขายังคงเดินตามนางได้ทันอย่างแเี
หลายชั่วยามผ่านไป
ทั้งสองมาถึงยอดเนินเขา เมื่อมองจากจุดนี้ไปเบื้องหน้ายังคงเห็นเทือกเขาต่อยาวสุดลูกหูลูกตา หมอกยามราตรีทำใหู้เาเ่าั้ดูน่าสะพรึงกลัว ราวกับอสูรกายโบราณกำลังก้มมองดูพวกเขาอยู่
สตรีชุดดำหยุดฝีเท้าลง "เมื่อฟ้าสาง เ้าจะมองเห็นซุ้มประตูสำนักของพันธมิตรเจ็ดบรรพตเอง"
หลี่ชิงชิวพยักหน้า เอ่ยถามสตรีชุดดำว่า "ขอบคุณแม่นาง รบกวนถามหน่อย แม่นางกับพันธมิตรเจ็ดบรรพตมีความสัมพันธ์เช่นไรกันรึ?"
"ทำไมเ้าถึงถามเช่นนั้น?"
"หากแม่นางไม่อยากบอก ก็ถือว่าข้าไม่ได้ถาม"
หลี่ชิงชิวทอดสายตามองไปยังทัศนียภาพอันกดดันเบื้องหน้า เอ่ยขึ้นเบาๆ
ไม่บอกก็ไม่เป็ไร ถึงจะต้องเป็ศัตรูกันเขาก็ไม่สน
สตรีชุดดำหันมามองหลี่ชิงชิว ถามอย่างสงสัยว่า "เ้าไม่แปลกใจรึว่าไฉนตลอดทางถึงไม่เจอคนของพันธมิตรเจ็ดบรรพตเลย?"
"พวกเราเดินตามเส้นทางป่าที่ไม่ได้ถากถาง ย่อมไม่เจอคนเป็ธรรมดา" หลี่ชิงชิวตอบอย่างไม่ใส่ใจ
เขามองออกว่าสตรีชุดดำผู้นี้มีภูมิหลังไม่ธรรมดา เพียงแต่เขาคร้านจะสืบสาวราวเื่
สตรีชุดดำเงียบไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นนางก็ชักกระบี่ออก สิ้นเสียงคมดาบเสียดสีฝัก กระบี่ของนางพลันจ่อเข้าที่ลำคอของหลี่ชิงชิวในพริบตา
"บอกมา อาจารย์ของเ้าเป็ใคร และมีความสัมพันธ์อย่างไรกับพันธมิตรเจ็ดบรรพตกันแน่?" สตรีชุดดำถามเสียงเข้ม
หลี่ชิงชิวเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ยกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้เพียงนิ้วกลางดีดออกไปคราหนึ่ง ดีดกระบี่ในมือนางจนกระเด็นหลุดมือไปทันที
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไปจนสตรีชุดดำตั้งตัวไม่ทัน นางโซเซไปด้านหลังสองก้าว กระบี่ล้ำค่าของนางปักลงบนพื้นหญ้าด้านหลัง ตัวกระบี่สั่นระริก
นางมองหลี่ชิงชิวด้วยความเหลือเชื่อ นึกไม่ถึงว่าวรยุทธของหลี่ชิงชิวจะสูงส่งปานนี้
แรงดีดเมื่อครู่นี้ นางััได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่มิอาจต้านทานได้เลย
"คำพูดพวกนั้นข้าหลอกเ้าหรอกนะ การที่เ้าล่วงเกินข้าเมื่อครู่นี้ถือว่าเจ๊ากันกับที่เ้านำทางมาให้ ไสหัวลงเขาไปซะ"
หลี่ชิงชิวกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วเริ่มเดินลงจากเนินเขาไปตามลำพัง
รอจนฟ้าสางรึ? เขาไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว!
สตรีชุดดำเห็นหลี่ชิงชิวมุ่งหน้าขึ้นเขาไป นางอดมิได้ที่จะะโถาม "เ้าเป็ใครกันแน่ เ้าคิดจะทำอะไร?"
"ศัตรูของพันธมิตรเจ็ดบรรพต ข้ามาเพื่อฆ่าคน"
หลี่ชิงชิวตอบโดยไม่หันกลับมามอง คำพูดของเขาทำให้สตรีชุดดำถึงกับสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึง
ฆ่าคนรึ? คนผู้นี้คิดจะบุกเดี่ยวเข้าพันธมิตรเจ็ดบรรพตเพียงลำพังอย่างนั้นรึ?
ไม่ทันที่นางจะได้คิดอะไรต่อ นางก็เห็นหลี่ชิงชิวโผนทะยานร่างลงไป ร่างของเขาประดุจวิหคร่อนหายลับเข้าไปในม่านหมอกอันหนาทึบเบื้องล่างทันที
ูเาที่ตั้งของพันธมิตรเจ็ดบรรพตนั้นสูงชันนัก หลี่ชิงชิวต้องเสียเวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะขึ้นไปถึง
เขามาหยุดที่หน้าซุ้มประตูสำนัก มองดูซุ้มประตูที่สูงถึงสามจาง (ราว 10 เมตร) อดมิได้ที่จะทอดถอนใจในความอลังการ ซุ้มประตูของสำนักชิงเซียวหากเทียบกับที่นี่แล้ว นับว่ากระจอกงอกง่อยไปเลยทีเดียว
หน้าซุ้มประตูมีศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตสองคนกำลังพิงเสาหลับไหลอยู่ พวกเขามิได้ยินเสียงฝีเท้าของหลี่ชิงชิวเลยแม้แต่น้อย
หลี่ชิงชิวเดินเข้าไปหาคนหนึ่ง ตวัดกระบี่ปาดคอในทันที โลหิตพุ่งกระฉูดสาดรดเสาประตู
ศิษย์อีกคนสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง ทว่าเมื่อเห็นหลี่ชิงชิวและศพของสหายตน เขาก็เบิกตากว้างเตรียมจะอ้าปากะโ หลี่ชิงชิวพุ่งเข้าถึงตัวก่อน ใช้มือซ้ายปิดปากเขาไว้แน่น มือขวาจ่อกระบี่เทียนหงเข้าที่ลำคอ
"หากไม่อยากตายก็จงให้ความร่วมมือ หากเข้าใจแล้วให้กะพริบตา" หลี่ชิงชิวจ้องเขม็งไปยังศิษย์ผู้นั้นพลางกล่าวเสียงเย็น
เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์ผู้นั้นก็รีบกะพริบตาถี่ๆ เพราะเกรงว่ามือของหลี่ชิงชิวจะสั่นจนปาดคอเขาไปเสียก่อน
หลี่ชิงชิวฉุดเขาให้ลุกขึ้น "นำทางข้าไป ไปยังที่พักของประมุขพวกเ้า หากเ้ากล้าเล่นตุกติก ข้ารับรองว่ากระบี่ข้าจะไวกว่าปากเ้าแน่นอน"
ศิษย์พันธมิตรเจ็ดบรรพตถูกหลี่ชิงชิวผลักให้เดินนำหน้า ยามทรงตัวได้ก็ััได้ถึงความเย็นเยียบของปลายแหลมคมที่จ่ออยู่ที่เอว ทำเอาเหงื่อกาฬไหลชุ่มแผ่นหลัง
เขาเริ่มนำทางไป ตลอดทางมิได้พบเจอศิษย์คนอื่นเลย เพราะยามนี้เป็เวลา่ดึกสงัด
ทางเดินภายในพันธมิตรเจ็ดบรรพตถูกสร้างไว้อย่างกว้างขวาง มีลานฝึกยุทธเรียงรายกันเป็ทอดๆ บ่งบอกถึงบารมีของสำนักใหญ่ในยุทธภพได้เป็อย่างดี หลังจากเดินมาได้หนึ่งก้านธูป พวกเขาก็มาถึงลานเรือนที่พักของประมุขคนแรก
ศิษย์ผู้นำทางชี้นิ้วไปยังห้องห้องหนึ่งด้วยมือที่สั่นเทา หลี่ชิงชิวสะบัดมือฟาดเข้าที่ท้ายทอยของเขาจนสลบเหมือดไป จากนั้นจึงกระชับกระบี่มุ่งหน้าไปยังห้องห้องนั้นทันที
