หลี่เอ้อร์หลินหัวเราะแล้วเอ่ย “อาหารในบ้านมีไม่มาก ขาดพวกข้าไปหกปาก พวกท่านก็พอกินแล้ว ผ้าห่มก็เช่นกันขอรับ”
“อ๋า?” หลี่ต้าหลินคิดว่าหูของตนฟังผิด “พวกเ้าจะไปจากหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียน ยังไม่เอาเสบียงและผ้าห่มไปด้วย?”
น้ำเสียงของหลี่เอ้อร์หลินมีความเด็ดเดี่ยว “ไม่เอา” ในบ้านยากจนมากจริงๆ เขาเช่าบ้านอยู่ข้างนอก มีชีวิตกินดีอยู่ดี ไม่อาจใจเหี้ยมนำเสบียงอาหารและผ้าห่มในบ้านไปได้
หลี่ต้าหลินรีบเอ่ย “ไม่ได้ อากาศหนาวพื้นเย็น หิมะก็ตกแล้ว พวกเ้าไปข้างนอกเช่นนี้จะใช้ชีวิตอย่างไร!”
ผู้เฒ่าหลี่โพล่งออกมาหนึ่งประโยค “เอ้อร์หลิน เ้าเอาอาหาร ผ้าห่มไปด้วย”
“ท่านพ่อ” หลี่เอ้อร์หลินรู้สึกซาบซึ้งใจเล็กน้อย เกือบจะตกลงแล้ว โชคดีที่อดทนไว้ได้ นี่หากเขาบอกว่ามีเงินอยู่บนตัว หลี่ซานหลินต้องให้ผู้เฒ่าหลี่สามีภรรยาขอเงินจากเขาอย่างแน่นอน จากนั้นหลี่ซานหลินก็จะนำไปมอบให้กับตระกูลหู
เขาจะไม่มีทางให้คนตระกูลหูที่โลภมากไม่รู้จักพอได้ใช้เงินของเขา แม้แต่เหรียญทองแดงเดียวก็ไม่ให้!
ในใจของหลี่ต้าหลินได้ตัดสินใจแล้ว เขาจะนำอาหารและเสื้อกันหนาวผ้าฝ้ายให้หลี่เอ้อร์หลินเอาไปด้วย จึงไม่เอ่ยเื่นี้อีก พลางถามอย่างสงสัยใคร่รู้ว่า “เ้าอยู่ข้างนอกทําอาชีพอันใด?”
หลี่เอ้อร์หลินพูดอย่างฉะฉาน “ขายซาลาเปา ซาลาเปาไส้เนื้อ ซาลาเปาไส้ผัก บางครั้งลูกค้าอยากกินซาลาเปาหวาน ข้าก็ขายซาลาเปาหวาน ซาลาเปาที่ข้าขายแป้งทั้งนุ่มทั้งเด้ง ลูกขาวๆ อ้วนๆ ไส้ด้านในมีน้ำมันเยอะ อร่อยยิ่งนัก คนในอําเภอเฟิงหยางกินซาลาเปาที่ข้าขายแล้ว ไม่มีผู้ใดบอกว่าไม่อร่อย”
หลี่ต้าหลินอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย ปากของผู้เฒ่าหลี่มีน้ำลายไหลออกมาตามช่องของฟันที่ร่วงไป
“ยามนี้อากาศหนาว ต้องรีบหมักแป้ง ไม่เช่นนั้นแป้งจะไม่ขึ้นฟู จะกลายเป็แป้งตาย ซาลาเปาที่ทําออกมาจะไม่นุ่มไม่เด้ง” หลี่เอ้อร์หลินเอ่ยอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย “พรุ่งนี้ข้าต้องไปแต่เช้า พี่ใหญ่ ลําบากให้ท่านไปส่งพวกข้าสักเที่ยว ต้องส่งถึงนอกูเา ไม่เช่นนั้นพวกข้าต้องเดินหนึ่งวัน”
“รู้แล้ว” หลี่ต้าหลินไม่มีความสามารถพิเศษ มีเพียงพละกำลัง เอ่ยในใจว่า แม้เ้าจะไม่พูด ข้าก็ต้องไปส่งเ้า
หลี่เอ้อร์หลินรู้ดีว่าไม่ว่าจะบอกหลี่ต้าหลินว่าข้างนอกดีมากเพียงใด หลี่ต้าหลินก็จะไม่ออกไปข้างนอกเพราะเสียดายที่ดินสี่หมู่ของหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียน แต่การขายซาลาเปาได้เงินมากจริงๆ หลี่ต้าหลินขยันขันแข็งขนาดนี้ ทั้งเติ้งซื่อยังทําอาหารอร่อย หากหลี่ต้าหลินสามีภรรยาทำการค้าซาลาเปา ย่อมหาเงินได้มากกว่าเขาแน่นอน ถึงยามนั้นจะซื้อบ้านตั้งรกรากอยู่ข้างนอกหรือจะซื้อที่ดินอะไรก็ย่อมได้ แล้วยกที่นาสี่หมู่ของหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนให้หลี่ซานหลิน
เช่นนี้พวกเขาสามพี่น้องก็จะได้ใช้ชีวิตตามที่ตนเอง้า
หลี่เอ้อร์หลินยังอยากลองเอ่ยโน้มน้าวหลี่ต้าหลิน จึงเอ่ย “พี่ใหญ่ ส่งแล้วต้องส่งให้ถึงที่สุด ท่านก็ไปส่งพวกข้าถึงหมู่บ้านสุ่ยหลิวแล้วพักสักสองวันเถิดขอรับ”
หลี่ต้าหลินกําลังกังวลว่าครอบครัวของหลี่เอ้อร์หลินจะมีชีวิตยากลำบากที่ข้างนอก จึงอยากจะไปดูสักหน่อย และอีกประการหนึ่งก็สงสัยว่าซาลาเปาคืออาหารแบบใด แม้แต่คนในอำเภอยังชอบกิน จึงเอ่ยว่า “ตกลง”
คิดไม่ถึงว่าผู้เฒ่าหลี่จะเอ่ยขึ้นว่า “พรุ่งนี้เช้าข้าก็จะไปด้วย”
“ท่านพ่อ!” หลี่เอ้อร์หลินดีใจกับเื่ที่คาดไม่ถึง
“ถึงอย่างไรข้าก็ตื่นเช้าอยู่แล้ว ข้าจะไปส่งพวกเ้าที่เชิงเขา” ผู้เฒ่าหลี่กล่าวจบก็หยัดกายลุกขึ้นไปล้างหน้าบ้วนปากนอนแล้ว
ในห้องโถงจึงเหลือเพียงหลี่ต้าหลินและหลี่เอ้อร์หลิน พวกเขาทั้งสองคนสนทนากันอยู่พักหนึ่ง
สิบประโยคของหลี่เอ้อร์หลินมีเก้าประโยคที่เอ่ยถึงซาลาเปา หลี่ต้าหลินที่มีนิสัยพูดน้อยได้ยิน แววตาก็มีความปรารถนาเล็กน้อย เอ่ยถามว่า “ซาลาเปาเป็อาหารประเภทแป้ง ใช้แป้งทำ คนในอำเภอชอบกินหรือ?”
“ท่านไปขายซาลาเปากับข้าหนึ่งวัน ท่านก็รู้แล้ว ตอนนี้ต่อให้ข้าบอกท่านมากมายอย่างไรล้วนไร้ประโยชน์” หลี่เอ้อร์หลินหัวเราะอย่างภาคภูมิใจหลายเสียง หลังจากความตื่นเต้นหมดลงก็รู้สึกเหนื่อยล้า เดินทางบนูเาในวันหิมะตกใช้พลังกายมากเกินไปแล้ว ชายหนุ่มเอ่ย “พี่ใหญ่ ข้าต้องกลับห้องไปเก็บสัมภาระ ตะเกียงน้ำมันวางอยู่ที่ใดขอรับ ข้าต้องจุดตะเกียงน้ำมันไม่เช่นนั้นจะมองเห็น”
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้าเพิ่งจะสาง หลี่ต้าหลินก็ลุกขึ้นมาต้มข้าว เติ้งซื่อก็ลุกไปที่ห้องครัวเพื่อเตรียมเสบียงอาหารให้ครอบครัวของหลี่เอ้อร์หลินหกคน
หลี่เอ้อร์หลินนําสัมภาระที่เก็บอย่างง่ายๆ ถือไปที่ห้องโถง ิซื่อปลุกเด็กโตทั้งสามคนให้ตื่น แล้วให้พวกเขาสวมเสื้อผ้าด้วยตนเอง ส่วนหลี่เจินบุตรสาวคนเล็กอายุหนึ่งขวบกว่า หากถูกปลุกให้ตื่นจะร้องไห้งอแงจนน่ารําคาญ คนทั้งหมู่บ้านก็จะถูกทำให้ตื่นเพราะเสียงร้องไห้ของนาง จึงปล่อยให้หลี่เจินนอนต่อ
หลี่เอ้อร์หลินไปยกอาหารเช้าที่ห้องครัว เห็นเติ้งซื่อกําลังบรรจุข้าวกล้องใส่ถุงผ้าอยู่จึงเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านไม่ต้องเอาอาหารให้พวกข้า บ้านที่ข้าเช่ามีอาหาร มีข้าว แป้งและผัก เสบียงเหล่านี้เก็บให้พวกท่านกิน ต่อไปพวกท่านต้มโจ๊กก็ไม่ต้องใส่น้ำมากจนมองไม่เห็นเมล็ดข้าวแล้ว”
“ดูเ้ากล่าวเถิด ข้าเอาอาหารให้หลานชายข้า ไม่ได้ให้เ้าเสียหน่อย” เติ้งซื่อยังคงยืนยัน อย่ามองนางปากร้าย ทว่าจริงๆ แล้วใจอ่อนประหนึ่งเต้าหู้
หลี่ต้าหลินเอาตะหลิวไม้คนโจ๊กข้าวกล้องที่ค่อนข้างข้นในหม้อ เอ่ยว่า “เอ้อร์หลิน เ้าออกไปข้างนอกไม่เหมือนอยู่ในบ้าน เ้าเช่าบ้าน ไม่มีที่ดิน ไม่มีผัก กินอาหารวันละสองมื้อ ข้าวและผักล้วนต้องเสียเงินซื้อ เ้าเอาเสบียงไปด้วยเถิด”
สิ่งที่ผู้เฒ่าหลี่เห็นขณะเข้ามาก็คือ ฉากที่บุตรชายคนโตและลูกสะใภ้ใหญ่แบ่งเสบียงอาหารให้บุตรชายคนรอง ในใจพลันรู้สึกปลาบปลื้ม ครอบครัวยากจนเจียนตาย แต่บุตรชายคนโตและบุตรชายคนรองแบ่งอาหารซึ่งกันและกัน พี่น้องเคารพซึ่งกันและกัน
ไม่คิดว่าหลี่ซานหลินก็ตื่นแล้ว กล่าวว่าจะช่วยหลี่เอ้อร์หลินแบกข้าว และยังฟ้องเื่หลี่ต้าหลินกับหลี่เอ้อร์หลินอีกด้วย “พี่รอง ครั้งที่แล้วพี่เขยห้ากลับไป พี่ใหญ่ไม่ให้ข้าไปส่งพี่เขยห้า!”
“มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือ?” หลี่เอ้อร์หลินมองใบหน้ายิ้มแย้มอันหล่อเหลาของหลี่ซานหลิน นิสัยของน้องชายคนเล็กโกรธง่ายหายเร็ว เมื่อคืนตนตำหนิเขาไป ยามนั้นก็ถูกโกรธ น้องเล็กไปนอนโดยไม่พูดอะไรกับตนสักคำ หนึ่งคืนผ่านไปก็ลืมเื่นี้ แล้วยังตื่นมาส่งเขาอีกด้วย
ถังซื่อตื่นเป็คนสุดท้าย เป็เพราะเมื่อคืนวานเติ้งซื่อเอ่ยกระทบนาง เช้านี้จึงเอาเนื้อที่หลี่เอ้อร์หลินนำมา แบ่งให้หลี่เอ้อร์หลินเอาไปด้วยครึ่งหนึ่ง ส่วนเื่เงินนั้นไม่มีจริงๆ ที่บ้านเป็หนี้ก้อนโตเพื่อแต่งภรรยาให้หลี่ซานหลิน ภายหลังยังต้องจัดงานมงคล ยังต้องหาหยิบยืมเงิน ไหนเลยจะมีเงินให้หลี่เอ้อร์หลิน
แน่นอนว่าหลี่เอ้อร์หลินไม่เอาเนื้อ อาหารก็เช่นกัน เขากับหลี่ต้าหลินตอบโต้กันไปกันมาอยู่หนึ่งเค่อ สุดท้ายหลี่ต้าหลินที่ไม่เอ่ยอันใดก็นำเสบียงไปด้วย
คนซื่อสัตย์อย่างหลี่ต้าหลิน ดื้อรั้นเหมือนกับลา
“ท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่ พวกท่านรักษาร่างกายด้วย” หลี่เอ้อร์หลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ย “ก่อนปีใหม่พวกข้าก็ไม่กลับมาแล้ว วันส่งท้ายปีไม่ต้องรอพวกข้า ่เดือนแรกของปีวันที่อากาศดีๆ จะกลับมาขอรับ”
หลี่ชิงชิงเคยบอกหลี่เอ้อร์หลินว่า ก่อนปีใหม่เป็่ที่การค้าซาลาเปาขายดีที่สุด จะมีลูกค้ามากมายสั่งซื้อซาลาเปา แต่ระหว่างเดือนแรกของปีถึงวันที่สิบห้าจะน้อยลงมาก ่ครึ่งเดือนนั้นก็อย่าทําการค้า ถือเป็การพักผ่อนพอดี
หลี่เอ้อร์หลินสามารถทําเงินได้มากขนาดนี้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเชื่อคําพูดของหลี่ชิงชิง เขาจึงตัดสินใจขายซาลาเปาไปจนถึงวันส่งท้ายปี จากนั้นก็พักผ่อนครึ่งเดือนใน่เดือนแรกของปี
เช่นนี้ครอบครัวของพวกเขาหกคนก็ไม่อาจกลับไปทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวที่หมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนในวันส่งท้ายปี
เติ้งซื่อมองไปที่ิซื่อ เอ่ยว่า “วันส่งท้ายปีล้วนไม่กลับ พวกเ้าไม่กลับมา ที่บ้านก็เงียบเหงาแล้ว”
ิซื่อที่ไม่เคยตัดสินใจเองมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งหมดล้วนฟังหลี่เอ้อร์หลิน “เอ้อร์หลินจะพาพวกข้ากลับมา่เดือนแรกของปี”
ถังซื่อไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงพยักหน้าเท่านั้น
