มิแรนดาก้าวเข้ามาในห้องใต้ดินที่มีแสงสลัว สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ ห้องอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดที่ร่างของน้องชายที่นั่งพิงผนังอยู่ ข้อเท้าที่บิดเบี้ยวผิดรูปทำให้เธอขมวดคิ้วด้วยความเป็ห่วง
"โจเซฟ..." เธอเอ่ยเสียงเบา พลางย่อตัวลงข้างน้องชาย "ข้อเท้าหลุดงั้นเหรอ?"
"พี่มิแรนดา?" โจเซฟเงยหน้าขึ้นมอง แววตาฉายความประหลาดใจ "พี่มาได้ยังไง?"
มิแรนดาไม่ตอบทันที เธอค่อยๆ คลำข้อเท้าที่บวมของน้องชายอย่างระมัดระวัง "บังเอิญมาเจอน่ะ" เธอตอบในที่สุด พลางฉีกชายกระโปรงมาทำเป็ผ้าพันแผล "เห็นคนกลุ่มใหญ่รีบร้อนมุ่งหน้ามาที่คฤหาสน์เก่าหลังนี้ ดูท่าไม่ค่อยดี เลยตามมาดู"
"อยู่นิ่ง ๆ ล่ะ" มือของเธอเคลื่อนไหวอย่างชำนาญ จัดตำแหน่งกระดูกข้อเท้าให้เข้าที่ด้วยความนุ่มนวลแต่มั่นคง ก่อนจะเริ่มพันผ้ารัดไว้ให้แน่น
"อึ้ก!" โจเซฟครางเบาๆ แต่ก็พยายามนิ่งไว้
"พี่คิดว่าเป็พวกอันตรายเหรอ?" เขาถามต่อ พยายามเบนความสนใจจากความเ็ป
"อืม" เธอพยักหน้า มือยังคงทายาอย่างระมัดระวัง "เป็พลตรี ต้องคอยระวังเื่พวกนี้ไว้ก่อน พอมาถึงถึงได้รู้ว่าเป็ปฏิบัติการของทางการ" เธอหยุดชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้ามองน้องชาย "แต่ดูท่าจะมาได้ทันพอดี"
โจเซฟหัวเราะแ่ๆ แม้ใบหน้ายังฉายความเ็ป
เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังมาจากบันไดห้องใต้ดิน ตามด้วยร่างของชาร์ลส์ที่นำทางคณะแพทย์และเ้าหน้าที่หน่วยวิทยาการเข้ามา พวกเขาแยกย้ายกันทำงานทันที เหล่าแพทย์รีบเข้าไปดูแลอาการาเ็ของโจเซฟ ในขณะที่หน่วยวิทยาการเริ่มประเมินกล่องดนตรีอย่างระมัดระวัง พร้อมกับเตรียมอุปกรณ์พิเศษสำหรับเคลื่อนย้ายวัตถุอาถรรพ์
เ้าหน้าที่กระจายกันทำงานอย่างเป็ระบบ กลุ่มหนึ่งเข้าไปควบคุมตัวชายร่างผอมที่ยังคงสลบอยู่ อีกกลุ่มเข้าไปตรวจดูอาการของไซมอน
ไซมอนยังคงยืนจ้องกระจกไม่วางตา แม้ร่างกายจะส่งสัญญาณความเหนื่อยล้าชัดเจน เหงื่อไหลโซมใบหน้า กล้ามเนื้อสั่นระริก แม้ภารกิจจะสำเร็จไปแล้ว แต่เขาก็ไม่อาจละสายตาจากกระจกบานนั้นได้ เพราะอาจมีคนที่ติดค้างอยู่ในโลกกระจกนั้นเหลืออยู่ ถ้าไม่ได้รับคำสั่ง เขาก็จะไม่ทำอะไรโดยพลการ
"คุณพักได้แล้วครับ" เ้าหน้าที่หน่วยวิทยาการคนหนึ่งเดินเข้ามา "ผมจะเฝ้ากระจกแทน"
ไซมอนพยักหน้าเล็กน้อย แต่ยังไม่ละสายตาจากกระจก "พร้อมนะครับ?" เขาถามเสียงแหบแห้ง
"พร้อมแล้วครับ"
ไซมอนค่อยๆ ถอยออกมา ในขณะที่เ้าหน้าที่หน่วยวิทยาการก้าวเข้าไปแทนที่ สายตาจับจ้องไปที่กระจกอย่างไม่กะพริบตา ไซมอนรอจนแน่ใจว่าการเปลี่ยนตัวเรียบร้อยดีแล้ว จึงยอมทรุดตัวลงพิงผนัง ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำร่างกายในที่สุด
การบุกโจมตีจบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงร่องรอยความสูญเสีย ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับความเสียหายไม่แพ้กัน สมาชิกองค์กรแปลอักษรหลายคนาเ็ล้มตาย ขณะที่ทางหน่วยปราบปรามเองก็สูญเสียกำลังพลไปไม่น้อย
ระหว่างที่เ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัวสมาชิกองค์กรที่เหลือรอด เสียงะโด่าทอก็ดังขึ้นเป็ระยะ
"พวกแกทำพลาดแล้ว!" เสียงหนึ่งะโ
"พวกเราทำเพื่อโลก! เพื่อการอยู่รอดจากวันสิ้นโลกต่างหาก!" อีกเสียงแหวร้อง "พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด!"
แต่เสียงเ่าั้เหมือนสายลมที่พัดผ่าน ไม่มีใครในหน่วยปราบปรามสนใจ รวมถึงชาร์ลส์ที่เดินผ่านไปราวกับไม่ได้ยินอะไร เขามีจุดหมายอยู่ที่การไปเยี่ยมโจเซฟ
เมื่อเห็นร่างของเพื่อนในระยะสายตา การเดินของชาร์ลส์ก็เปลี่ยนไป เขาพยายามไม่ลงน้ำหนักที่ขาข้างหนึ่งมากเกินไป ใช้มันเพียงแค่ประคองร่างกายเท่านั้น ในขณะที่อีกข้างต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ
ชาร์ลส์เดินกะเผลกเข้าไปหาโจเซฟ แต่แล้วท่าเดินที่เตรียมไว้จะล้อเลียนขาเจ็บของเพื่อนก็หยุดชะงัก สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ เห็นสีหน้าเศร้าโศกของเ้าหน้าที่หลายคนที่สูญเสียเพื่อนร่วมงาน บรรยากาศหนักอึ้งไม่เหมาะกับการหยอกล้อ
'เอาไว้คราวหน้าแล้วกัน' เขาคิด พลางเดินเข้าไปหาโจเซฟตามปกติ
"เป็ไงบ้าง?" ชาร์ลส์ทรุดตัวลงนั่งข้างพื้นที่โจเซฟพักอยู่
"ก็ดีขึ้นแล้ว" โจเซฟตอบ พลางขยับข้อเท้าที่ถูกพันไว้เล็กน้อย "แต่คงต้องพักสักพัก"
"อย่างน้อยก็ไม่ต้องวิ่งไล่จับคนร้ายสักระยะ" ชาร์ลส์ยิ้มบาง
"เออ..." โจเซฟพยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนเื่ "ได้ยินพี่เล่าว่านายช่วยเด็กคนหนึ่งได้?"
"อ๋อ ใช่"
"แปลกนะ พวกเด็กๆ นั่นมาจากไหนกัน?"
ชาร์ลส์ถอนหายใจเบาๆ "ฉันถามคนอื่นดูแล้ว เป็ลูกชายตระกูลแฮมิลตันกับเพื่อน พวกเขามาเล่นในคฤหาสน์เก่าของตระกูล" เขาส่ายหน้าเล็กน้อย "มาเล่นซ่อนหากันก่อนที่พวกเราจะมาล้อมคฤหาสน์นี้ได้ไม่นาน... โชคดีที่ไม่มีใครเป็อะไรมาก"
"หวังว่าหลังจากที่เมืองนี้ไม่มีองค์กรแปลอักษรแล้ว ไมเคิลจะปรากฏตัวนะ..." ชาร์ลส์พูดขึ้นเบาๆ "ถ้าเขาหลบซ่อนจากพวกนี้จริงๆ น่าจะออกมาได้แล้ว"
โจเซฟนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "ฉันก็หวังอย่างนั้น... แต่" เขาหยุดชั่วครู่ "แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็กำจัดพวกคนอันตรายออกไปได้แล้ว"
ขณะที่กำลังจะพูดต่อ สายตาของโจเซฟก็เหลือบไปเห็นร่างคุ้นตาสองคนที่เดินเข้ามา "อ้าว... พี่มิแรนดากับอาเอ็ดเวิร์ด"
ชาร์ลส์หันไปมองตาม เห็นมิแรนดาเดินมาพร้อมกับชายร่างสูงใหญ่ที่มีผมสีน้ำตาลอมเทา ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยและรอยแผลเป็... เอ็ดเวิร์ด หัวหน้าหน่วยสืบสวนและเป็ลุงของโจเซฟนั่นเอง
……
ห่างออกไปในตรอกมืด ร่างของหญิงคนหนึ่งแทบจะกลมกลืนไปกับความมืด ใบหน้าของเธอถูกบดบังด้วยเงาของต้นไม้และอาคารที่ทอดยาว การเดินของเธอไม่ราบรื่น แต่ละก้าวบ่งบอกถึงอาการาเ็ที่ซ่อนไว้
เธอหยุดพัก พิงร่างกับกำแพงเย็นเฉียบ ใบหน้าที่ซ่อนในเงามืดหันไปทางคฤหาสน์ของตระกูลแฮมิลตันที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลลิบ สายตาของเธอจับจ้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบถอยกลับเข้าเงามืด หลบหลีกสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมา
ร่างของเธอค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป... แต่มีสิ่งหนึ่งร่วงหล่นจากตัวเธอโดยไม่รู้ตัว ผลึกใสทรงแหลมสองด้านกระทบพื้นเบาๆ สะท้อนแสงจันทร์วาววับก่อนจะกลิ้งไปหยุดนิ่งในเงามืดของตรอก ทิ้งไว้เพียงประกายระยิบระยับอันลึกลับในความมืด
ขณะนั้นเอง ชายวัยกลางคนเดินผ่านมาพร้อมกับเด็กชายที่ดูเหมือนจะเป็ลูกของเขา แสงระยิบระยับจากในตรอกมืดดึงความสนใจของเขา 'อาจเป็ของมีค่า' เขาคิด พลางก้าวเข้าไปในตรอกอย่างรวดเร็ว
เขาก้มลงหยิบผลึกใสขึ้นมา ยกมันขึ้นส่องกับแสงไฟจากถนน ภายในผลึกมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่... สิ่งที่ดูเหมือนหยดน้ำขนาดจิ๋ว มันเปลี่ยนรูปร่างไปมาไม่หยุดนิ่ง บางครั้งก็กลมมน บางครั้งก็เป็เหลี่ยมมุม แล้วจู่ๆ ก็แยกตัวออกเป็สองส่วนก่อนจะหลอมรวมกันใหม่ ชายผู้นั้นจ้องมองด้วยความพิศวง จิตใจจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวประหลาดภายในผลึก
"พ่อครับ!" เสียงของลูกชายดึงเขากลับสู่ความเป็จริง "พ่อทำอะไรอยู่เหรอครับ? เห็นเดินมาเก็บอะไรขึ้นมา แต่ในมือพ่อไม่มีอะไรเลย"
ชายผู้เป็พ่อขมวดคิ้ว "ลูกไม่เห็นสิ่งที่พ่อถืออยู่นี่เหรอ?" เขาถามพลางชูผลึกขึ้น
"เห็นอะไรเหรอครับ? มือพ่อว่างเปล่านะ"
ชายผู้นั้นนิ่งไป... เขาเข้าใจแล้วว่าลูกชายมองไม่เห็นผลึกนี้ "อ๋อ... ไม่มีอะไรหรอก" เขารีบเก็บผลึกใส่กระเป๋าเสื้อ "กลับบ้านกันเถอะ ดึกแล้ว"
ขณะที่เดินจากมา เขารู้สึกถึงน้ำหนักของผลึกในกระเป๋า... และความลับที่มันซ่อนไว้
……
หลังจากเหตุการณ์ทลายองค์กรแปลอักษร ชาร์ลส์และเ้าหน้าที่คนอื่นๆ ต่างยุ่งอยู่กับการจัดการความเสียหาย เสมียนหลายคนนั่งจดบันทึกอย่างขะมักเขม้นใต้แสงตะเกียงน้ำมัน บ้างก็วาดภาพสเก็ตช์สถานที่เกิดเหตุ ในขณะที่นักวิทยาการกำลังตรวจสอบวัตถุอาถรรพ์อย่างระมัดระวัง
กระจกบานใหญ่ถูกปิดผนึกด้วยผ้าห่อพิเศษที่มีอักขระปักอยู่ทั่ว ส่วนกล่องดนตรีถูกเก็บในหีบไม้ที่สลักลวดลายซับซ้อน ตราผนึกสีแดงเข้มถูกประทับไว้ตามรอยต่อของหีบ
เสียงล้อรถม้าดังมาจากด้านนอก พร้อมกับเสียงโซ่เหล็กกระทบกัน สมาชิกที่รอดชีวิตกำลังถูกนำตัวขึ้นรถม้า มุ่งหน้าสู่คุกใต้ดินของกองปราบปราม
ชาร์ลส์นั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง หยิบปากกาขนนกจุ่มหมึก เริ่มเขียนรายงานด้วยลายมือประณีต แสงเทียนสีส้มสะท้อนบนกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษร
แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างไปทั่วห้องทำงานชั่วคราวที่ถูกจัดตั้งขึ้นในคฤหาสน์ เสียงปากกาขนนกขูดกับกระดาษดังแทรกเสียงพูดคุยแ่เบา ชาร์ลส์นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้เก่า จดรายงานของตนเองอย่างละเอียด
"...วัตถุอาถรรพ์ที่พบในที่เกิดเหตุมีสองชิ้นหลัก กระจกบานใหญ่ที่สามารถสร้างมิติพิเศษ และกล่องดนตรีที่มีพลังบังคับร่างกาย ทั้งสองชิ้นถูกใช้โดยองค์กรแปลอักษรในการต่อกรกับเรา สมาชิกที่รอดชีวิตมีทั้งสิ้น..."
เขาหยุดเขียนชั่วครู่ เงยหน้ามองไปรอบห้อง เห็นนักวิทยาการกำลังทำงานอย่างระมัดระวัง พวกเขาค่อยๆ ห่อกล่องดนตรีด้วยผ้าไหมสีดำที่มีอักษรอาคมสีทองระยิบระยับ แต่ละชั้นของผ้าห่อต้องวางในตำแหน่งที่ตัวอักษรเรียงต่อกันอย่างถูกต้อง ก่อนจะนำลงหีบไม้แกะสลักที่ภายในบุด้วยกำมะหยี่สีแดงเข้ม
ที่มุมห้อง เสมียนอีกกลุ่มกำลังวาดภาพอย่างพิถีพิถัน บ้างก็วาดภาพรวมของห้องใต้ดิน บ้างก็วาดรายละเอียดของวัตถุอาถรรพ์ ทุกภาพต้องมีคำอธิบายประกอบอย่างละเอียด และต้องมีลายเซ็นรับรองจากเ้าหน้าที่อย่างน้อยสองนาย
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังมาจากระเบียงด้านนอก ตามด้วยเสียงโซ่ สมาชิกองค์กรแปลอักษรที่าเ็กำลังถูกนำตัวไปยังรถม้าพิเศษ รถมาที่กักขังแต่ละคนถูกออกแบบมาไม่เหมือนกัน เพื่อให้เหมาะแก่การรับมือกับความสามารถของสมาชิกแต่ละคน ทุกคันรถมีทหารติดอาวุธคุมกันอย่างน้อยสี่นาย
ชาร์ลส์ก้มลงเขียนต่อ "...ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวคฤหาสน์มีทั้งรอยไหม้จากการต่อสู้ และความเสียหายทางโครงสร้าง โดยเฉพาะในห้องใต้ดินที่เป็จุดปะทะหลักของผม ทางหน่วยวิทยาการแนะนำให้ปิดผนึกห้องใต้ดินไว้อย่างน้อยหนึ่งเดือน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จากพลังของวัตถุอาถรรพ์..."
เขาได้ยินเสียงร้องครวญครางจากด้านนอก เ้าหน้าที่บางคนกำลังถูกหามไปยังรถม้าของหมอ ผ้าพันแผลสีขาวเปื้อนเืและยาสมุนไพรส่งกลิ่นฉุน บางคนถูกป้อนยาให้หลับ เพื่อบรรเทาความเ็ประหว่างเดินทาง
"...จำนวนผู้าเ็และเสียชีวิต..." ชาร์ลส์ชะงักปากกา ความรู้สึกหนักอึ้งแล่นผ่านอก ก่อนจะสูดหายใจลึกและเขียนต่อ บันทึกตัวเลขที่แม้จะเป็เพียงหมึกบนกระดาษ แต่กลับหนักอึ้งยิ่งกว่าโซ่ตรวนใดๆ …
ชาร์ลส์วางปากกาลง สายตาเหม่อมองผ่านหน้าต่างออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนซากปรักหักพังของการต่อสู้ เสียงล้อรถม้าและเสียงโซ่ตรวนยังคงดังแว่วมาเป็ระยะ
เขาลูบหน้าอย่างเหนื่อยล้า ความเ็ปจากการถูกกล่องดนตรีบิดร่างยังคงแล่นริ้วไปตามกล้ามเนื้อ แต่มันไม่ได้ปวดร้าวเท่ากับความรู้สึกในใจ... ภาพของเ้าหน้าที่บางคนร้องด้วยความเศร้าโศกที่เพื่อนร่วมงานล้มตายยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ
"ไปพักเถอะ" เสียงของโจเซฟดังขึ้นข้างหลัง "วันนี้มันยาวนานพอแล้ว"
ชาร์ลส์หันไปมองเพื่อน เห็นเขายืนพิงไม้เท้า สีหน้าอิดโรยไม่ต่างกัน "นายก็เหมือนกัน" เขาตอบ พลางลุกขึ้นยืน
ทั้งสองเดินออกจากห้องช้าๆ ทิ้งไว้เพียงแสงตะเกียงที่ส่องสว่างอ่อนลง และเสียงปากกาขนนกที่ยังคงขีดเขียน จารึกเื่ราวของคืนอันยาวนานนี้ลงบนกระดาษ... คืนที่องค์กรแปลอักษรถูกทลาย แต่ก็พ่วงเอาชีวิตและความสูญเสียมากมายไปด้วย
ตะเกียงดวงสุดท้ายในคฤหาสน์ค่อยๆ มอดดับ ทิ้งไว้เพียงแสงจันทร์ที่สาดส่อง และความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่ว... เหมือนม่านที่ปิดฉากการต่อสู้อันดุเดือดในค่ำคืนนี้
