บนเส้นทางไปสำนักเชินมีรถม้าจอดออกันแน่นจนเส้นทางติดขัด
จึงมีคนไม่น้อยที่จำต้องลงจากรถม้าเพื่อเดินเท้า
ทว่าการเส้นทางติดขัด ความจริงแล้วก็เป็แค่ในทางทฤษฎีเท่านั้น
เพราะหากว่ามีคนใหญ่คนโตปรากฏตัวขึ้น ก็สามารถเปิดถนนอีกเส้นหนึ่งได้
หลังรถม้าขององค์หญิงยังมีรถม้าหรูหราอีกคันหนึ่งตามอยู่ เมื่อผนวกกับความสว่างไสวองค์หญิงก็ทำให้ถนนเส้นนั้นดูปลอดโปร่งขึ้นมาทันตา
ในรถม้าคันนั้นไม่ใช่คนอื่นไกล นั่นคือสองอาหลานตระกูลหยินนั่นเอง
เดิมทีหยินสงเห็นว่าเส้นทางติดขัดถึงเพียงนี้ก็ดีใจอยู่เงียบๆ ไม่แน่ว่าติดไปนานเข้าก็อาจพลาดวันเปิดเรียนก็ได้ ได้ยินมาว่าสำนักเชินเคร่งครัดนัก หากกระทั่งวันลงทะเบียนเรียนวันแรกก็ยังไปไม่ทัน แน่นอนว่าจะต้องไม่ให้เขาเข้าเรียนเป็แน่
เมื่อก่อนก็เคยมีตัวอย่างเช่นนี้ให้เห็นอยู่
สำนักเชินก็ตอบว่า “ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูด และการกระทำของตนเอง เ้าไม่สามารถมาถึงให้ตรงเวลาได้ ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไร ก็ล้วนหมายความว่าเ้ายังเตรียมตัวมาไม่ดีพอ ทั้งยังไม่รับผิดชอบตนเอง”
บัณฑิตคนนั้นก็ได้แต่ยอมรับ ปีต่อมาก็มาสอบเข้าสำนักเชินใหม่
ยามที่หยินสงลอบดีใจอยู่นั้น กลับไม่คาดคิดว่ารถม้าของตนจะพบกับรถม้าขององค์หญิงได้
ไม่ใช่ว่าราชวงศ์แคว้นเชินเคร่งครัดมากหรือ เหตุใดองค์หญิงจึงมาใกล้ชิดกับผู้อื่นเช่นนี้ได้เล่า
เมื่อพบกันแล้วก็หลีกทางให้ผ่านไปก็แล้วไปเถิด สุดท้ายยังมาถามรถม้าของเขาอีกว่าอยากจะเดินทางไปด้วยกันหรือไม่
หยินสงผู้น่าสงสารมองรถม้าที่ยังจอดต่อกันเป็แถวยาว ค่อยๆ หลีกทางให้เขาเดินทางไปถึงสำนักเชินได้อย่างราบรื่น
ทำให้ความคิดที่จะไปสายของเขาสูญเปล่าไปทันที ทั้งที่เขาอุตส่าห์แต่งตัวอยู่นานสองนานเป็ประวัติการณ์
หยินหัวก็ไม่คาดคิดว่าองค์หญิงจากแคว้นเชินช่างสุภาพนัก นางยังส่งคนมาถามไถ่พวกเขาอีกด้วย ในใจหยินหัวเกิดความรู้สึกภูมิใจขึ้นมาเล็กๆ หรือว่าชื่อเสียงของเขาจะไปถึงขั้นที่ทำให้องค์หญิงพอใจขึ้นมาเสียแล้ว
เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่ารูปรักษ์ของตนจะถึงขั้นสามารถดึงดูดองค์หญิงแคว้นเชินได้ ถึงอย่างไรเขาก็อายุมากกว่านางหลายปี
แม้ว่าเขาจะเชี่ยวชาญด้านการเกี้ยวพาสตรี ทว่าองค์หญิงยังเด็กนัก เขาจึงไม่เคยคิดจะทำอะไร
หยินหัวแต่เดิมก็เป็คนชอบโอ้อวด โดยเฉพาะต่อหน้าสตรี จะต้องแสดงตัวให้โดดเด่น มาดจะต้องงดงามไม่เป็รองใคร จึงได้ขอบคุณนางกำนัลขององค์หญิงด้วยน้ำเสียงกระจ่างใส ทั้งยังตกรางวัลด้วยไข่มุกเม็ดหนึ่ง
องค์หญิงอีเมื่อเห็นแล้วก็ไม่ได้ตื่นเต้น ในที่ที่นางเคยอยู่ ไข่มุกไม่นับว่าเป็ของล้ำค่าอะไร ทว่าใน่เวลานี้ไข่มุกนับว่าเป็ของหายากอย่างยิ่ง
นางกำนัลแม้จะตื่นเต้นแล้วตื่นเต้นอีก ทว่าก็ยังถวายไข่มุกเม็ดนั้นให้องค์หญิง
หากเป็เมื่อก่อน องค์หญิงคงจะทอดพระเนตรเพียงสักครา จากนั้นก็คงจะมอบให้ตนราวกับเป็กฎที่ปฏิบัติกัน
ทว่าคราวนี้กลับผิดคาด องค์หญิงกลับเก็บไข่มุกเม็ดนั้นเอาไว้ จากนั้นก็หยิบก้อนเงินตกรางวัลให้นางก้อนหนึ่ง
หากจะว่ากันตามราคาแล้ว ก้อนเงินที่องค์หญิงประทานให้ก็ไม่นับว่าถูก ทว่าไข่มุกนั้นหายากกว่ามาก
นางกำนัลตงชือได้แต่ก้มหน้าต่ำ ในใจรู้สึกไม่พอใจจนต้องกัดปาก
นางกำนัลที่นั่งอยู่ด้านข้างนึกหวาดกลัวนัก แต่ไม่กล้าพูดอะไร ด้วยเพราะองค์หญิงเชื่อใจนางกำนัลที่เพิ่งจะช่วยกลับมาคนนี้ยิ่งนัก
ตลอดเส้นทางองค์หญิงก็เอาแต่คลึงไข่มุกเม็ดนั้นไว้ในมือ มือขาวผ่องเมื่อมีไข่มุกอยู่ก็ช่างเหมาะสมกันนัก ทั้งยังน่ามองเหลือเกิน
ในที่สุดก็มาถึงสำนักเชิน
กระทั่งองค์หญิงก็ยังต้องลงจากรถม้า
กฎนี้คือกฎที่หลงเหลือมาั้แ่ก่อตั้งแคว้น
เมื่อองค์หญิงอีเสด็จลงจากรถม้า ทันใดก็มีบัณฑิตมากมายโหวกเหวกขึ้นมา ราวกับเสียงลมพัดผ่านทุ่งข้าวสาลี
“องค์หญิง องค์หญิง องค์หญิง..”
อาภรณ์งาม มงกุฎงาม กิริยาไร้ที่ติ
เมื่อองค์หญิงน้อยหยุดยืนหน้าทางเข้าสำนักเชิน เหล่าฝูงชนก็พากันกรูเข้ามา บัณฑิตกลุ่มหนึ่งตื่นเต้นจนกระทั่งไม่รู้จะกล่าวอะไรดี จึงได้แต่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่กลางฝูงชน
เพียงแค่หวังจะได้พบองค์หญิง ทว่าก็ไม่อยากเสียอาการต่อหน้าองค์หญิง จึงได้แต่ควบคุมความตื่นเต้นเอาไว้
ส่วนหยินสงก็กำลังถูกท่านอารองของตนลากลงมาจากรถม้า
เช้านี้เด็กชายอุตส่าห์เปลี่ยนชุดไปมาอยู่ตลอดทั้งเช้าเพื่อจะถ่วงเวลา สุดท้ายก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมาย สวมเพียงชุดเนื้อบางสีฟ้าอ่อน แค่มองก็รู้ว่าท่านแม่ของเขาเป็คนเตรียมไว้ให้ ชุดนี้เมื่อรวมกับใบหน้าขาวผ่องปากแดงดุจอิงถาว ก็ยิ่งจะขับเน้นให้เขาเหมือนสตรี
บุรุษในปัจจุบันล้วนแต่รักการแต่งตัว เขาในตอนนี้ยังถือว่าปกติ ยังมีบุรุษบางคนถึงขั้นทัดดอกไม้ บนร่างประแป้งหอม
ทั้งร่างของหยินสงเต็มไปด้วยความอึดอัด สุดท้ายจึงได้ถูกท่านอารองจับมือลากลงมาจากรถ
“ท่านอารอง ข้ารับประกันว่าข้าไม่หนีไปไหนแน่ ปล่อยมือข้าก่อนได้หรือไม่ บุรุษจับมือกันเช่นนี้มันประหลาดนัก”
หยินหัวกังวลว่าเ้าหลานชายจะเล่นตุกติก จึงยืนยันจะไม่ปล่อยมือ “ไม่แปลกหรอก เ้าดูทางนั้น นั่นไม่ใช่บุรุษสองคนจับมือกันหรืออย่างไร”
เมื่อหยินสงได้ยินท่านอารอง จึงได้หันมองตามด้วยความสงสัย
ทันใดทั้งร่างของเด็กหนุ่มก็พลันแข็งค้าง
เด็กหนุ่มสองคนที่กำลังจูงมือนั้นไม่ใช่ใคร เป็อาลู่ที่กำลังจูงมือน้องสาวไปลงทะเบียน
ในวันนี้เฉินโย่วสวมชุดยาวสีขาวตลอดร่าง ร่างบางสูงโปร่ง คิ้วเรียวดูเหมือนจะถูกวาดให้หนาขึ้น รอยยิ้มพร่างพราวไปทั้งหน้า บนร่างดูเหมือนจะไม่มีเครื่องประดับอะไร มีเพียงเข็มขัดเส้นหนึ่งที่รัดเอวให้ดูบางยิ่งกว่าเดิม
นางดูเหมือนจะสูงขึ้นแล้ว
ผมบนศีรษะไม่ได้ชี้โด่ชี้เด่อีกแล้ว ผมยุ่งๆ ยามนี้ได้ยาวสยายพาดไปกับบ่าแล้ว
ทั้งยังมีหน้าผากแบบคนงาม
ยามที่นางหันไปสนทนากับคนอื่น แววตาก็ดูมีชีวิตชีวานัก
หยินสงรู้สึกว่าตอนนี้เขาอยากจะขอบคุณ์ขึ้นมา
ขอบพระคุณท่านพ่อท่านแม่ที่บังคับให้เขามาเรียนที่สำนักเชิน
ขอบพระคุณท่านอารองที่ดูแลเขามาตลอดทาง
กระทั่งอยากจะขอบคุณองค์หญิงที่ทำให้เขาไม่ได้เร็วไปก้าวหนึ่งหรือช้าไปก้าวหนึ่งจนได้มาพบเฉินโย่วในเวลาที่ประจวบเหมาะเช่นนี้
มีคนเยอะเกินไป
อีกทั้งเมื่อองค์หญิงเสด็จมาถึง ทุกคนยังดูตื่นเต้นเสียจนแทบเก็บอาการไม่ไหว
หยินสงไม่ได้สะบัดมือท่านอารองออก เพียงได้เห็นเฉินโย่วเดินเข้าสำนักเชิน เขาก็พึงพอใจแล้ว
เขาตื่นเต้นจนต้องก้มมองเสื้อผ้าของตนว่าเรียบร้อยดีหรือไม่
ในเวลานี้เขาพลันรู้สึกว่าตนช่างสมกับเป็หลานของท่านอารองจริงๆ ท่าทางรักสวยรักงามนี้ราวกับถอดแบบกันมา
ทันใดหยินหัวก็รู้สึกเศร้าโศก ดูแลเด็กคนหนึ่งช่างยากเข็ญเหลือเกิน ก่อนหน้านี้เ้าหลานชายยังดิ้นรนทุกวิถีทาง มาตอนนี้กลับยืนนิ่งเป็หิน ยิ้มราวกับคนโง่ มือก็กุมมือเขาไว้ไม่ปล่อยจนเขาเริ่มจะรู้สึกขายหน้าขึ้นมา
ทว่ายามอยู่ด้านนอก เขาไม่อาจแสดงท่าทางอะไรมากได้ ยังคงต้องทำท่าทีราวกับบัณฑิตผู้สง่างามคนหนึ่ง
องค์หญิงอีแม้จะได้รับความสนใจจากฝูงชน ทว่าสายตาของนางยังคงจับจ้องไปที่หยินหัวเพียงคนเดียว
เมื่อมองไปก็เห็นว่าเขาไม่ได้สนใจนางเหมือนกับคนอื่นๆ ยิ่งกว่านั้นยังจูงมือหลานชาย ไม่รู้ว่าสนทนาอะไรกันอยู่
“ท่านอารองเร็วเข้า ข้าอยากจะไปลงทะเบียนแล้ว ข้าอยากเข้าเรียน แล้วข้าได้อยู่หอไหนกันนะ ท่านจัดการให้ข้าเรียบร้อยหรือยัง” หยินสงอยู่ดีๆ ก็เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีตื่นเต้น
หยินหัวได้แต่ตะลึงงัน เ้าเด็กนี่ป่วยขึ้นมาหรือไร
ทว่าคิดไปแล้วอยากเรียนก็ยังดีกว่าไม่อยากเรียน
“ข้าสมัครเรียนให้เ้าตั้งนานแล้ว หอพักของเ้าอยู่ในลำดับอู้หลังที่สาม เพื่อนร่วมห้องของเ้า ข้ายังไม่ได้สอบถามว่าเป็ใคร รอเ้าเข้าไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง”
เฉินโย่ว และพี่ชายล้วนสมัครเรียนเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังได้รับตารางหอพัก และกุญแจมาแล้ว
อาลู่เห็นว่าในตารางของตนอยู่ที่ลำดับอู้หลังที่สาม ส่วนหอพักในตารางของน้องสาวอยู่ในลำดับอู้หลังที่ห้า เมื่อเห็นเช่นนั้นใบหน้าของอาลู่ก็พลันขรึมลง
แม้ว่าเขาจะรู้เื่นี้ั้แ่แรก ทั้งยังเตรียมใจไว้แล้ว ทว่าก็ยังรู้สึกยุ่งยากใจอยู่ดี
เมื่อเสี่ยวอู่เห็นว่าหอพักในตารางของเขาอยู่ในลำดับอู้หลังที่สิบ ก็ตบอกแล้วกล่าวขึ้น “พี่ลู่ ไม่เป็ไร มีข้าอยู่ ข้าจะปกป้องเฉินโย่วเอง”
อาสวินจ้องเสี่ยวอู่คราหนึ่ง ก่อนจะทำสีหน้าดูยาก “พี่อู่ หอของท่านอยู่ลำดับซี ไม่ใช่ลำดับอู้ ท่านไม่ได้อยู่เขตเดียวกับนางเสียหน่อย”
เสี่ยวอู่ก้มมองตารางของตน เหมือนกับว่าตัวอักษรมันจะต่างกันเล็กน้อย ทันใดนั้นก็อึดอัดใจขึ้นมา….
เมื่อเหล่าบัณฑิตที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันหลุดหัวเราะออกมา สมกับเป็บัณฑิตชั้นเตรียมความพร้อมจริงๆ กระทั่งตัวอักษรยังอ่านผิด ช่างน่าขายหน้าจริงๆ
ยามนั้นเองเ้าเด็กอ้วนก็เบียดเข้ามาพอดี ในมือก็โบกตารางของตนไปมา พร้อมกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น “พี่ลู่ ข้าได้อยู่กับท่าน”
