ภายใต้การล่อลวงด้วยผลประโยชน์ของฮั่วเสี่ยวเหวิน ในที่สุดจางอิ่นเซิงก็พ่ายแพ้ เขาเองก็รู้สึกตื่นเต้นไม่ต่างจากฮั่วเสี่ยวเหวิน จางอิ่นเซิงตบหน้าอกพร้อมกับเอ่ยปากรับประกันว่า “ขอแค่เธอมีความคิดดีๆ ฉันก็ยินดีลงมือทำด้วยกัน”
ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงกลับบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านด้วยรอยยิ้ม เมื่อเข้าบ้านมาเห็นอู๋ซิ่วมองตัวเองแปลกๆ ก็ส่งยิ้มทักทายอีกฝ่าย
อู๋ซิ่วรู้สึกเป็กังวลเล็กน้อย รีบลากหลี่อวิ๋นออกไปคุย “หลายวันก่อนเด็กคนนี้ยังหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่เลย แล้วหล่อนกลายเป็คนอารมณ์ดีเช่นนี้ั้แ่เมื่อไร?”
หลี่อวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วยว่าเด็กคนนี้ผิดปกติ แต่จะทำอะไรได้ เธอไม่ใช่ลูกของเขา หากป่วยเป็โรคทางจิตขึ้นมาคงต้องขึ้นอยู่กับบุญกับกรรมของเธอเองแล้ว
แล้วเธอจะทำธุรกิจอะไรดี? ฮั่วเสี่ยวเหวินคิดเื่นี้ั้แ่ตอนกินข้าวจนกระทั่งเข้านอน
การริเริ่มธุรกิจไม่ใช่งานง่าย ตอนนี้ฮั่วเสี่ยวเหวินเข้าใจความหมายแฝงของประโยคนี้เป็อย่างยิ่ง
คิดอยู่นานแต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร จนความง่วงเริ่มเข้ามาเยือน ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้านอน
“หลี่อวิ๋น ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย คุณ ‘เลี้ยง’ เด็กอีกคนเช่นนี้…”
ฮั่วเสี่ยวเหวินได้ยินเสียงพูดคุยเบาๆ จากด้านนอกเมื่อตื่นนอนขึ้นมา น้ำเสียงที่นุ่มนวลนี้ เธอรู้ทันทีว่าใครกำลังพูด…อู๋ซิ่วนั่นเอง
“อู๋ซิ่ว ทำไมคุณใจแคบแบบนี้ ก็แค่เด็กคนเดียวจะกินเยอะแค่ไหนเชียว?” น้ำเสียงมีความไม่พอใจ
“จริงอยู่ที่กินไม่เยอะ แต่คุณบอกว่าต้องให้ค่าจ้างเธอด้วย พวกเราทำงานเหน็ดเหนื่อยหาเงินมาเปิดร้านขายของชำ ถ้าขาดทุนขึ้นมา…”
เมื่อได้ยินว่ากำลังพูดถึงตัวเธอเอง ฮั่วเสี่ยวเหวินก็เงี่ยหูตั้งใจฟัง แต่แล้วเสียงกลับเงียบหายไปเมื่อพูดถึงตรงนี้ มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป
เธอเข้าใจว่าทุกครอบครัวต่างมีปัญหาเป็ของตัวเองและเข้าใจเช่นกันว่าการเปิดร้านขายของชำอาจไม่ได้กำไรเสมอไป แต่เหตุใดต้องแสร้งทำเหมือนจะเลี้ยงดูเธอด้วย?
ระหว่างทานข้าว อู๋ซิ่วยังคงคีบกับข้าวให้เธออย่างใจดีเหมือนเดิม
“เสี่ยวเหวิน เธออยู่ในวัยกำลังโตต้องกินเยอะหน่อย”
แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว เธออดนึกถึงบทสนทนาที่ได้ยินเมื่อเช้าไม่ได้เมื่อเห็นอู๋ซิ่ว ที่แท้ความปรารถนาดีที่คนอื่นมีให้กับตัวเธอก็มีขีดจำกัด
ฮั่วเสี่ยวเหวินกินข้าวอย่างลวกๆ แล้ววางชามข้าวลง “อิ่มแล้วค่ะ” ทุกคนโน้มน้าวให้กินต่อตามความเคยชิน “เช้านี้มีกับข้าวเยอะ หากเธอไม่กินเย็นนี้คงต้องกินกับข้าวเก่าแล้ว”
ขณะที่เดินออกจากบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย “เฮ้อ เมื่อไรชีวิตที่ต้องพึ่งพาคนอื่นจะจบลงเสียที?”
“ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่เจียิจะเป็อย่างไรบ้าง” เธอรู้สึกลังเลเมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านของจางเจียิ แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเดินเข้าไป
ทุกอย่างช่างเป็สิ่งที่คุ้นเคยมาก สลักกุญแจที่แข็งทื่อ ประตูที่มีรอยด่างเป็จุดๆ เพราะสีน้ำมันหลุดลอก กลอนคู่ที่ติดั้แ่สมัยไหนไม่รู้ ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงเศษกระดาษ
“เสี่ยวเหวิน”
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังมาจากในบ้าน ฮั่วเสี่ยวเหวินแทบจะวิ่งหนีออกไปทันที เวลานี้เขาควรไปทำงานที่โรงอิฐแล้วไม่ใช่หรือ? บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านกินมื้อเช้าค่อนข้างสาย เหตุใดเขายังอยู่ที่บ้านอีก?
ไม่มีเวลามาคิดเยอะจางเจียิเดินออกมาแล้ว เขาทำท่าจะพุ่งเข้ามาหา ฮั่วเสี่ยวเหวินรีบถอยหลังหนีทันที
แต่เขาไม่เข้ามากอด เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
ฮั่วเสี่ยวเหวินหันหลังให้ ตั้งใจพูดให้ดูเด็ดขาด “ระหว่างพวกเราจบลงแล้ว”
“เพราะเหตุใด?” เขาถามออกมาสามคำ ในคำถามมีความหวังเลือนรางแต่ก็มีความจนใจซ่อนอยู่
ฮั่วเสี่ยวเหวินก้าวเท้าจากไป ‘เพราะเหตุใด?’ คำถามนี้มันเปล่าประโยชน์ชัดๆ เพราะทั้งคู่ต่างก็รู้สาเหตุดีอยู่แล้ว
ที่ฮั่วเสี่ยวเหวินคาดไม่ถึงคือ เขาไม่ได้ไล่ตามมา ทั้งที่เธอเองก็หวังว่าเขาจะปล่อยวาง แต่เมื่อเขาไม่ได้ไล่ตามมาจริงๆ ในใจกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
จางเจียิไม่ได้ไล่ตามไป เขาหันตัวเดินกลับไปที่เตียง ทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง มีเพียงไออุ่นปกคลุมร่างกาย
“ไม่มีฉันแล้วเธอจะไปได้ไกลกว่า เหตุใดฉันต้องไปรบกวนเธออีก?”
คิดถึงตรงนี้ดวงตาของจางเจียิพลันเปียกชื้นขึ้นมา เขาเคยคิดว่าตัวเองจะอยู่กับเธอชั่วชีวิต คิดว่าพวกเขาจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไปจนแก่เฒ่า ทว่าแท้จริงแล้วเธอไม่จำเป็ต้องมีเขาก็ได้
ที่บอกว่าสู้หน้าเขาไม่ได้เพราะเื่นั้น ที่บอกว่าจะอยู่ด้วยกันตลอด ทั้งหมดคือเื่โกหก โกหกทั้งนั้น…
วันนั้นเขาวิ่งไปบ้านเ้าเป๋เพื่อช่วยเธอแบบไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แต่แล้วก็ต้องพบว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์เหลือเกิน ไม่ว่าเขาจะด่าจะทำลายข้าวของอย่างไรก็ช่วยเธอออกมาไม่ได้
คืนนั้นเมื่อกลับบ้านมาแล้วจางเจียิรู้สึกเหนื่อยเป็พิเศษ เขาไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต วันรุ่งขึ้นเขาจึงไปขอลาออกจากงาน ในเมื่อเธอไม่อยู่แล้ว เขาจะทำงานเหน็ดเหนื่อยไปเพื่ออะไร?
เขาเอาแต่นอนแบบนี้ติดต่อกันหลายวัน คิดแม้กระทั่งว่าตัวเองจะมีชีวิตไปทำไมอีก?
เขาคอยครุ่นคิดถึงปัญหาต่างๆ ทุกวันประหนึ่งเป็นักปรัชญา จะลุกออกไปเดินเล่นก็ต่อเมื่อนอนไม่หลับ เขากลายเป็คนี้เีสันหลังยาวไปเสียแล้ว
เขานอนตื่นสิบเอ็ดโมงทุกวัน ี้เีกระทั่งทำกับข้าว บางครั้งก็กินข้าวเย็น อย่างมากก็ใส่น้ำร้อนลงไปแช่ กินเสร็จแล้วนอนต่อหรือไม่ก็ไปเดินเล่นบนูเา
มีอยู่หลายครั้งที่เขาเกลียดชังตัวเองมาก รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เื่ และไม่เอาไหน
เมื่อก่อนจางเจียิคิดอยู่เสมอว่าหากไม่มีเขา ฮั่วเสี่ยวเหวินคงลำบากมากแน่ ทว่าแท้จริงแล้ว คนที่อยู่คนเดียวไม่ได้คือเขาต่างหาก
……
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่รู้ถึงสิ่งเหล่านี้ เื่เดียวที่ทำให้เธอปวดหัวตอนนี้คือยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี
ตอนนี้ไม่มีอะไรทำ เช่นนั้นไปหาจางอิ่นเซิงก็แล้วกัน ฮั่วเสี่ยวเหวินคิดในใจ ‘เธอคิดไม่ออกว่าจะลงทุนทำธุรกิจอะไรดี ไม่แน่ว่าจางอิ่นเซิงอาจจะมีความเห็น’
ขณะที่กำลังเดินอยู่ดีๆ ก็มีคนวิ่งผ่านด้านข้างไป ฮั่วเสี่ยวเหวินใ อีกฝ่ายมีผมเส้นดำขลับ รูปร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อผ้าเนื้อดี
เธอร้องเรียกทันที “จางอิ่นเซิง”
อีกฝ่ายชะงักและหันกลับมามอง ฮั่วเสี่ยวเหวินวิ่งไปหาด้วยความดีใจ “จางอิ่นเซิง คุณมาทำอะไรที่นี่? ฉันกำลังจะไปหาพอดี”
แม้จะไม่รู้ว่าผิวของเขาคล้ำลงขนาดนี้ั้แ่เมื่อไร แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินก็ยังคงจำเขาได้ในทันที
ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สนใจเธอ เขามองเธอเหมือนคนโง่ก่อนจะเดินจากไป พร้อมกับะโโลดเต้นอย่างมีความสุข
ฮั่วเสี่ยวเหวินแอบตามเขาอยู่ห่างๆ ด้วยความสงสัย ตอนแรกยังไม่มีอะไร แต่ต่อมา ‘จางอิ่นเซิง’ คอยหันหลังกลับมามองอยู่บ่อยๆ ฮั่วเสี่ยวเหวินเลยรีบไปหลบที่ด้านหลังของบ้านหลังหนึ่ง
เธอหดคอมองไปยังทางที่เขาเดินไป เห็นเขาเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งและเห็นจางหวาในจังหวะที่ประตูบ้านเปิดออก
“เขาไปทำอะไรที่บ้านของจางหวา?” ไม่รอให้เธอได้สติ จางหวาก็เดินเข้าไปแล้วทั้งยังปิดประตูด้วย
ฮั่วเสี่ยวเหวินสังหรณ์ใจไม่ดีทันที เหตุใดเขาต้องแอบเข้าบ้านผู้หญิงอย่างลับๆ ล่อๆ ด้วย
“คนปากว่าตาขยิบ สุนัขชายหญิง” เธอด่าสองประโยคแล้วเดินจากไป ตอนแรกคิดว่าจางอิ่นเซิงจะเป็ชายหนุ่มผู้มีความฝันเสียอีก ที่แท้ก็เป็แค่คนเสเพลน่ารังเกียจ
ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินเตร่ไปทั่ว และกลับถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านในสภาพหมดแรง เธอรู้สึกว่าการอยู่ที่นี่คือความผิดพลาด
อยู่ที่นี่แล้วไม่เพียงแต่ไม่มีเงิน แม้แต่สภาพจิตใจก็ยังถดถอยลงไปด้วย นี่มันไม่ใช่ที่ที่คนจะอาศัยอยู่ได้
แต่หลังจากนั้นหลายวันฮั่วเสี่ยวเหวินยังคงอยู่ที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านเช่นเดิม แม้จะไม่สบายใจแต่อย่างไรก็ดีกว่าเร่ร่อนอยู่ข้างนอก
