แม่นางหลี่ว์กลับถลึงตาใส่ผู้าุโติงหนึ่งครั้ง “นานๆ ลูกสาวของเราจะกลับมาได้สักที เ้าจะมาเป่าควันใส่นางไม่ได้นะ หากอยากจะสูบก็ออกไปสูบข้างนอก!”
ติงเหว่ยตำหนิออกมาคำหนึ่ง “ท่านแม่!”
ผู้าุโติงฝืนยิ้มออกมา แต่เขาก็เก็บปล้องยาสูบไป และหยิบพุทราจีนที่อยู่บนโต๊ะข้างๆ เตียงเตาขึ้นมากินช้าๆ
ทุกวันนี้ข้าวยากหมากแพง ยิ่งของกินเล่นอย่างพุทราจีนเหล่านี้คนทั่วไปยิ่งตัดใจซื้อไม่ลง โชคดีที่เ้าของเรือนคนก่อนปลูกไว้สองต้น ปีนี้ออกผลมาไม่น้อย พวกเขาก็ไม่ได้เอาออกไปขาย ถือเสียว่าเอามาเป็ของกินเล่นแก้หิวแทน
ติงเหว่ยเองก็โน้มตัวไปหยิบพุทราจีนให้กับแม่นางหลี่ว์หนึ่งลูกและตนเองอีกหนึ่งลูก นางกัดไปหนึ่งคำแล้วพูดชมออกมาว่า “ท่านแม่ พุทราจีนของบ้านเราช่างหวานดีจริงๆ เลย ตอนที่ข้าจะไป เดี๋ยวห่อให้ข้าสักหน่อยนะ”
แม่นางหลี่ว์ไม่ใช่คนโลภและนางก็เป็คนใช้ชีวิตอย่างประหยัด เมื่อคิดว่าที่บ้านยังมีอีกเยอะ นางก็พูดตำหนิออกมาว่า “เอาไปน้อยๆ แล้วใครจะได้กินของเ้า จะน้อยไม่ได้เด็ดขาด เดี๋ยวแม่ห่อให้เ้าสักครึ่งห่อ เ้าว่าสาวน้อยอย่างเ้าเหมือนใครกันแน่ ช่างกล้าหาญเกินไปแล้ว ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่เ้ายังอยู่ที่จวนสกุลอวิ๋นอย่างใจเย็นและสงบนิ่งได้ถึงขนาดนี้แล้วเพิ่งจะกลับมาสักรอบ ข้ากับพ่อเ้าร้อนใจจะตายอยู่แล้ว”
ติงเหว่ยหัวเราะคิกคักแล้วกินพุทราจีนไปอีกลูกและอีกลูก “่นี้อันเกอเอ๋อร์กำลังจะหย่านม ข้ากำลังอยากทำโจ๊กให้เขากินสักหน่อย พุทราจีนหวาน บำรุงสุขภาพ ลูกก็ใหญ่ เมล็ดก็เล็ก เอาไปต้มเป็โจ๊กให้อันเกอเอ๋อร์ได้พอดี ท่านพ่อต่อไปก็สูบยาสูบให้น้อยลงสักหน่อยเถอะ มันไม่ดีต่อสุขภาพ หากเวลาที่อยากสูบจริงๆ ก็กินพุทราจีนหวานๆ สักหนึ่งลูกเพื่อแก้ความอยาก!”
แม่นางหลี่ว์ไม่เข้าใจเื่พวกนี้ นางจึงหัวเราะและพูดออกมา “จะแก้อยากอะไรกัน ยาสูบไม่ใช่ของที่ดีแต่พอเ้าเอาแต่ปฏิบัติต่อมันเหมือนกับเป็สมบัติล้ำค่า ทั้งวันไม่เคยปล่อยให้ห่างมือเลย! นี่เป็บ้านของเ้าเขาจึงไม่สูบ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะสูบจนควันเต็มไปหมด ทำให้คนอื่นรำคาญ”
“พ่อข้าสูบมานานแล้ว ไม่สามารถหยุดสูบได้ในทันที ต้องค่อยๆ ใช้เวลา สูบให้น้อยลงสักหน่อยยังไงก็มีข้อดีมากกว่า” ติงเหว่ยยิ้มพลางช่วยพ่อของนางพูด
ผู้าุโติงไม่สนใจที่ภรรยาของเขาตำหนิตนเอง เขาเพียงบีบพุทราลูกใหญ่ในมือและกินเข้าไปอีกลูกอย่างมีความสุข
แม่นางหลี่ว์สงสารหลานชายขึ้นมา นางจึงพูดกำชับออกมาว่า “เหว่ยเอ๋อร์ หลานชายของข้ากำลังจะหย่านมแล้วหรือ? ไอ๊หยา เ้าต้องระวังเื่อาหารการกินจะต้องทำให้ละเอียดสักหน่อย ข้าวฟ่างเป็ของบำรุงที่ดีที่สุด บ้านเราซื้อเอาไว้ไม่น้อย พรุ่งนี้เ้าค่อยเอากลับไป เ้าจะได้นำไปให้อันเกอเอ๋อร์สักสิบกว่าจิน แล้วเอาไปต้มเป็น้ำข้าวต้ม ส่วนพุทราจีนก็หั่นให้ละเอียดสักหน่อยแล้วเอาไปต้มด้วยกันจะทำให้มีรสชาติหวาน เด็กๆ ล้วนชอบกิน ส่วนเมล็ดพุทราเ้าต้องระวังให้ดี อย่าให้เขาเผลอกลืนเข้าไปในลำคอ หากติดคอขึ้นมาจะแย่เอาได้”
ติงเหว่ยตอบด้วยรอยยิ้มและตั้งใจฟัง นางฟังอย่างใจจดใจจ่อ โดยไม่ได้บอกว่าตนเองทำโจ๊กหอมมากจนทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นต่างก็พากันน้ำลายไหลออกมา
ผู้าุโกว่ามักจะกังวลกับคนรุ่นหลังเสมอ ถึงแม้จะโตขึ้นและมีลูกแล้ว ก็ยังต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไช และเล่าประสบการณ์ของตนเองให้แก่พวกเขา
และนี่ก็เป็ความรักของแม่ผู้ขยันขันแข็งและเรียบง่ายที่มีต่อลูกสาว ติงเหว่ยเองก็เพลิดเพลินไปกับมันด้วยความเต็มใจ
“รอให้โตกว่านี้อีกสักหน่อย ค่อยหั่นมันฝรั่งเป็สี่เหลี่ยมเล็กๆ เอาไปต้ม ใส่เกลือและบดให้เป็เนื้อเละๆ เด็กจะชอบกินมากที่สุด ตอนที่เ้ากับพี่ชายทั้งสองยังเด็ก ข้ามีน้ำนมไม่พอ พวกเ้าก็เติบโตขึ้นมากับของกินพวกนี้แหละ” แม่นางหลี่ว์พูดไปพูดมาก็นึกถึงคืนวันก่อนๆ ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวย แต่ทั้งห้าคนในครอบครัวก็ใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข
เมื่อนางกลับมามีสติอีกครั้ง รอบดวงตาของนางก็แดงเล็กน้อย นางก็เลยใช้แขนเสื้อเช็ดที่หางตาแล้วถอนหายใจออกมา “ทุกวันนี้ก็ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว ผู้าุโอวิ๋นเองก็พูดมีเหตุผล ตอนนี้แผ่นดินกำลังวุ่นวาย ใครจะรู้ว่าที่ไหนเป็ที่ที่ปลอดภัย บ้านเราก็สนิทสนมกับสกุลอวิ๋น ข้ากับพ่อเ้าก็อายุมากแล้ว ดังนั้นก็ไม่ได้กังวลเื่อะไร แต่ยังไงก็ต้องคิดเผื่อพี่ชายทั้งสองและพี่สะใภ้ของเ้า แล้วยังมีต้าเป่ากับฝูเอ๋อร์อีก!”
หญิงชรารู้สึกสงสารลูกสาวของนาง แต่ในที่สุดก็พูดเื่สำคัญออกมา
ผู้าุโติงก็มองไปที่ติงเหว่ยอย่างจริงจังและถามว่า “เหว่ยเอ๋อร์ เ้าคิดเช่นไร?”
เดิมทีติงเหว่ยยังคงลังเลอยู่บ้างในตอนแรก แต่วันนี้เมื่อนางกลับมาดูแล้วในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะติดตามไปอยู่ข้างกายกงจื้อิ นางมีอันเกอเอ๋อร์อยู่ ถึงแม้จะไม่ได้แต่งงาน ทว่าในสายตาของพี่สะใภ้ทั้งสองก็เหมือนกับน้ำที่ถูกสาดออกไปข้างนอกตั้งนานแล้ว ยิ่งเป็ใน่ภาวะาเช่นนี้ คนมากขึ้นหนึ่งคนอย่างไรก็้าอาหารเพิ่มอีกหนึ่งส่วน หากว่าทุกคนในครอบครัวมาอยู่รวมตัวกันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบกระทั่งกัน พอถึงตอนนั้นก็จะทำให้ท่านพ่อ ท่านแม่ และพวกพี่ชายลำบากใจ เช่นนั้นก็ถือว่านางเป็ลูกอกตัญญูเสียแล้ว
นางเองก็ไม่ใช่คนตาบอด เมื่อครู่ตอนที่ลุงอวิ๋นกำลังพูดอยู่ แม่นางหลิวกับแม่นางหวังต่างทำตัวอืดอาดยืดยาดไม่อยากออกไปข้างนอก พวกพี่สะใภ้ก็แค่อยากฟังว่าคนในครอบครัวจะจัดการกับนางที่เป็ลูกสาวอย่างไรมิใช่หรอกหรือ!
ทุกคนต่างก็มีความเห็นแก่ตัวในใจ จุดยืนไม่เหมือนกัน การพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน
จริงๆ แล้วติงเหว่ยก็ไม่ได้จะโทษพวกนาง แต่แค่ว่าในใจนางรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
และแน่นอนว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือนางไม่อาจตัดใจเดินไปจากกงจื้อิ หากว่านางอพยพลงใต้ไปกับครอบครัว เกรงว่าไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้พบกันอีกครั้ง
การชอบพอกันทั้งสองฝ่ายเป็สิ่งที่หลายๆ คนบนโลกอยากได้แต่ก็ไม่ได้มา นางโชคดีขนาดไหนแล้วที่ได้พบเจอคนที่เข้าใจและรักนางเช่นกัน จะให้นางยอมตัดใจเลิกราไปง่ายๆ ได้อย่างไร?
ภายในใจลึกๆ แล้ว นางก็อยากจะเชื่อกงจื้อิสักครั้ง ต่อให้คำสาบานว่าจะรักและซื่อสัตย์ซึ่งกันและกันตลอดไปนั้นกลายเป็ความว่างเปล่า นางค่อยถอนตัวออกมาก็ยังได้ อย่างน้อยก็ลองให้โอกาสแก่ความรักของตนเองดูสักครั้ง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางก็เงียบไปเป็เวลานาน จากนั้นก็พูดออกมาว่า “แน่นอนว่าข้าเองก็อยากจะไปกับท่านพ่อท่านแม่เพื่อตอบแทนพระคุณ เพียงแต่…ท่านพ่อ ท่านแม่ ลุงอวิ๋นเองก็เป็คนจิตใจดี ท่านแม่ทัพกงจื้อก็เป็คนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ในเมื่อพวกเขาจัดการทุกอย่างไว้ให้หมดแล้วเช่นนั้นก็พาพวกพี่ใหญ่กับพี่รองไปเถอะ ข้าได้ยินมาว่าทางใต้เขาสวยน้ำใส อากาศอบอุ่น และมีหลายคนไปตั้งถิ่นฐานที่นั่นด้วย! ข้ากับอันเกอเอ๋อร์จะติดตามท่านแม่ทัพกงจื้อไปก่อน อย่างน้อยก็ยังมีอาจารย์ของข้าคอยดูแลอยู่ข้างๆ วันหน้าหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมา พวกเราสองแม่ลูกค่อยกลับไปหาท่านพ่อกับท่านแม่ก็ยังไม่สาย!”
แม่นางหลี่ว์ได้ฟังแล้วก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ถึงแม้ปากจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ในใจนางก็ยังคงหวังว่าลูกสาวและหลานชายจะไปกับพวกเขาด้วย
ในฐานะฮูหยิน นางไม่ได้นึกถึงหลักการอะไรมากมาย นางแค่รู้ว่าลูกสาวตัวน้อยของนางน่าสงสารมากพออยู่แล้ว มีลูกทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้แต่งงาน ต่อไปไม่รู้ว่าจะต้องลำบากขนาดไหน นางในฐานะที่เป็แม่ ตราบใดที่นางมีความสามารถอยู่นางก็จะเอาลูกสาวมาปกป้องไว้ข้างกาย และช่วยกันลมฝนให้อยู่ข้างนอกเท่านั้น
แม่นางหลี่ว์หันไปมองสามีของนาง และะโออกมาว่า “พ่อเฒ่าจะไม่พูดอะไรสักหน่อยหรือ?”
ผู้าุโติงเงยหน้าขึ้นมองสองแม่ลูก แล้วก็ถามออกมาว่า “ลูกสาว เ้าตัดสินใจแล้วใช่ไหม?”
ติงเหว่ยพลันรู้สึกคัดจมูกเหมือนกับจะร้องไห้ขึ้นมา นางถือว่าผู้าุโทั้งสองคนนี้เป็พ่อแม่นางจริงๆ ไหนเลยจะตัดใจแยกจากกันได้ ทว่าความจริงก็เป็เช่นนี้ นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากประนีประนอม
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านโปรดวางใจ ลูกจะดูแลตนเองและอันเกอเอ๋อร์ให้ดี รอจนแผ่นดินสงบสุขแล้วลูกจะต้องพาอันเกอเอ๋อร์ไปเยี่ยมพวกท่านอย่างแน่นอน” นางจับมือที่หยาบกร้านและเหี่ยวแห้งของพ่อแม่เอาไว้ จากนั้นก็สะอึกสะอื้นจนเกือบจะพูดไม่ออก
แม่นางหลี่ว์เองก็หลั่งน้ำตาออกมา และรีบดึงลูกสาวไปกอดไว้ในอ้อมแขนของนาง
ผู้าุโติงถอนหายใจออกมา และก็ไม่ได้บังคับลูกสาว “เ้าเป็คนที่มีความคิดเป็ของตนเอง งั้นก็ทำตามใจเ้าเถอะ!”
“พ่อเฒ่า!” แม่นางหลี่ว์ะโออกมา ทว่าก็มีบางคำพูดที่ไม่สามารถพูดออกมาต่อหน้าลูกสาวได้
นางถลึงตามองด้วยความโมโห จากนั้นก็จับมือของลูกสาวเอาไว้ และพยายามเกลี้ยกล่อมโดยไม่ยอมแพ้ “เหว่ยเอ๋อร์ แม่รู้ว่าเ้ายึดมันถือมั่นในศีลธรรมและน้ำใจไมตรี ในตอนที่เ้ายอมเข้าไปทำงานในจวนสกุลอวิ๋น พวกเขาเองก็ให้เงินเ้า แล้ววันนี้ก็ยังเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ให้กับครอบครัวของพวกเราอีก แต่ว่าแม่ไม่อยากให้เ้าเสียสละตนเองเพื่อครอบครัวของเรา! ข้าเป็ฮูหยินที่ไม่รู้หนังสือและไม่เข้าใจหลักการอะไรมากมาย แล้วก็ไม่สนใจว่าท่านแม่ทัพกงจื้อจะาเ็สาหัสสักแค่ไหนถึงจำเป็ต้องให้เ้ารักษาอาการาเ็
ข้ารู้เพียงแต่ว่า เ้าเป็ลูกสาวแท้ๆ ที่ข้าให้กำเนิดมา หากพวกเราทั้งครอบครัวไปหลบภัยแล้วจะไม่ยอมทิ้งเ้ากับอันเกอเอ๋อร์เอาไว้อย่างแน่นอน! หากเ้ารู้สึกผิดต่อสกุลอวิ๋นกับท่านแม่ทัพกงจื้อ งั้นพรุ่งนี้พวกเราก็ไปบอกว่าไม่้าบ้านและร้านค้าของพวกเขา และไม่้าให้พวกเขาไปส่ง พวกเราสามารถลงใต้ไปด้วยตนเอง พ่อกับแม่ก็พอมีเงินอยู่บ้างยังไงก็ไม่อดตาย…”
แม่นางหลี่ว์ยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆ แรงที่นางใช้จับมือติงเหว่ยก็แรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
แต่ติงเหว่ยกลับไม่รู้สึกเ็ปเลยแม้แต่น้อย ความรักอันร้อนแรงของหญิงชราที่มีต่อลูกนั้นทำให้รู้สึกอบอุ่นเป็อย่างมาก
ริมฝีปากของนางขยับไปมา ในขณะที่กำลังจะพูดอะไรน้ำตาก็ไหลออกมาไม่ขาดสาย
นางอดไม่ได้ที่จะกอดแม่นางหลี่ว์เอาไว้แน่น ราวกับสาวน้อยที่ยังไม่โตอย่างไรอย่างนั้น นางถูๆ ไถๆ บนร่างกายของแม่
แล้วก็พูดอย่างสะอึกสะอื้นว่า “ท่านแม่ ท่านดีจริงๆ ท่านดีกับข้าจริงๆ!”
แม่นางหลี่ว์ลูบแผ่นหลังของนางและตบเบาๆ จากนั้นก็ร้องไห้และด่าไปด้วยว่า “เ้าลูกโง่ ต่อให้เ้าจะอายุหนึ่งร้อยปีเ้าก็ยังเป็ลูกข้าอยู่ดี เป็เนื้อหนังที่ออกมาจากร่างกายของข้า แม่จะไม่ดีกับเ้าได้ยังไงกัน!” หลังจากพูดจบนางก็พูดต่อว่า “เ้าอายุขนาดนี้แล้วยังทำตัวเหมือนเด็กๆ ไม่มีผิด ให้อันเกอเอ๋อร์เห็นเกรงว่าจะต้องหัวเราะเ้าแน่ๆ”
ติงเหว่ยรีบเช็ดน้ำตา และตำหนิออกมาว่า “เ้าเด็กดื้อนั่นยังพูดไม่ได้สักหน่อย!” ถึงแม้นางจะพูดอย่างนี้แต่นางก็ยังไม่ยอมปีนลงมาจากตัวของแม่นาง
ผู้าุโติงรอให้สองแม่ลูกพูดจบ จากนั้นก็พูดออกมาว่า “สกุลอวิ๋นเองก็มีเจตนาดี เราไม่สามารถจะเปลี่ยนความหวังดีนี้ให้กลายเป็เจตนาร้ายไปได้ พวกเราก็ย้ายกันไปเถอะ!”
แม่นางหลี่ว์ก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไรอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็พูดใส่เขาไปหนึ่งประโยคว่า “เ้าตัดใจทิ้งลูกสาวและหลานชายของเราได้อย่างนั้นหรือ!”
ผู้าุโติงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่เขาก็เพิกเฉยต่อคำพูดเหล่านี้ และพูดออกมาตรงๆ ว่า “พรุ่งนี้ข้าจะพาเหว่ยเอ๋อร์กลับไปส่ง”
คำพูดที่ไม่มีเหตุผลของเขาทำให้แม่นางหลี่ว์และติงเหว่ยสับสนเล็กน้อย
ผู้าุโติงเองก็ไม่ได้อธิบายอะไร จากนั้นก็พูดต่อว่า “เหมือนว่าข้าจะได้ยินเสียงต้าเป่าร้องไห้แล้ว รีบไปดูเร็วเข้า”
ติงเหว่ยฟังอย่างตั้งใจ และก็เป็เสียงร้องไห้ของต้าเป่าจริงๆ นางรีบลงจากเตียงเตาและเดินออกไป
แม่นางหลี่ว์มองชายชราที่อยู่กินกันมายี่สิบกว่าปีแล้ว ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความสับสน “ทำไมท่านอยู่ๆ ถึงได้คิดจะส่งลูกสาวกลับไปเสียแล้วล่ะ?”
ผู้าุโติงเองก็โบกมือ แม่นางหลี่ว์ยังอยากจะถามต่อ แต่เขาก็ลุกขึ้นอย่างรำคาญ “เ้าจะพูดมากมายขนาดนี้ไปทำไมกัน ยังไม่รีบไปเตรียมของอร่อยๆให้ลูกสาวกินอีก”
แม่นางหลี่ว์มองเขาอย่างโกรธๆ แต่ก็ยังคงเปิดประตูและเดินออกไป…
……
วันนี้ทุกคนในครอบครัวรวมตัวกันคุยเื่สัพเพเหระและกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ดูแล้วก็สนุกสนานไม่น้อย แม่นางหลิวกับแม่นางหวังอาจถูกกำชับจากสามีของตน พวกนางก็เลยไม่กล้าพูดอะไรแปลกๆ ออกมาแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นครอบครัวสกุลติงวันนี้ก็สงบสุขและมีความสุขอย่างหาได้ยากยิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้นติงเหว่ยตั้งใจทำโจ๊กฟักทองเอาไว้เป็พิเศษ ่นี้เป็ฤดูกาลที่ฟักทองสุกงอมพอดีและเป็ผักที่ถูกที่สุด คนทั่วไปต่างก็ชอบกิน บางครอบครัวที่อาหารเหลือไม่เพียงพอ ตอนนี้พวกเขาก็จะเอาฟักทองไปนึ่งเพื่อทำเป็หมั่นโถวกิน ครอบครัวสกุลติงเองก็ใส่มันหวานและฟักทองลงไปในโจ๊ก ไม่เพียงแต่อิ่มท้องทั้งยังทำให้โจ๊กมีรสชาติหอมหวานอร่อยมากขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม วิธีการทำของติงเหว่ยนั้นไม่เหมือนของคนอื่น นางเอาหมูที่พี่รองตั้งใจเอากลับมาให้โดยเฉพาะมาหั่นเป็สี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ จากนั้นก็ใช้เครื่องปรุงประเทศต่างๆ ผสมกัน เอาเห็ดหอมกับผักที่ตากแห้งไว้มาต้มในน้ำเดือดสักครู่หนึ่ง ส่วนหมูก็เอาไปผัดในกระทะ ใส่เกลือ พริกไทยและเครื่องปรุงต่างๆ ลงไป แล้วก็เทใส่จานเพื่อเตรียมไว้ใช้ หลังจากนั้นก็ใช้ไฟแรงทำโจ๊ก รอจนข้าวเริ่มเละก็ใส่ฟักทองที่นึ่งและบดเอาไว้แล้ว จากนั้นก็ค่อยๆ เคี่ยวด้วยไฟอ่อน ระหว่างนี้ก็ใส่พุทราจีน มันเสา แล้วก็เห็ดหอมที่หั่นเป็สี่เหลี่ยมเอาไว้ ต้มไว้ครึ่งชั่วยามแล้วก็ดับไฟ จากนั้นเอาผักใส่ลงไป แล้วนำเนื้อที่ถูกหั่นไว้อย่างละเอียดใส่ลงไปในโจ๊กฟักทอง ใส่เกลือและน้ำมันงาลงไป รอให้เดือดสักครู่หนึ่งแล้วก็สามารถกินได้เลย
