วันเดียวกับที่ต้าลี่ไปร่วมวงกินข้าวที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน เขาก็ช่วยงานลงแขกเกี่ยวข้าวให้จนเสร็จสรรพ ทว่าแทนที่ผู้ใหญ่บ้านจะซาบซึ้งในน้ำใจ กลับรู้สึกไม่พอใจ โดยอ้างว่าต้าลี่กินจุเกินไป ลำพังแค่ช่วยเกี่ยวข้าวอย่างเดียวไม่คุ้มค่าข้าวที่เสียไป จึงออกคำสั่งไล่ให้ชายหนุ่มเข้าป่าไปล่าสัตว์มาให้ที่บ้านตน โดยไม่ยอมให้หยุดพักหายใจเลยแม้แต่น้อย
เมื่อถูกฉินซูหลานต่อว่าเื่นี้ ผู้ใหญ่บ้านก็รู้สึกเสียหน้า เขาหันไปตะคอกใส่หลี่ต้าเหวินเสียงแข็งเพื่อกลบเกลื่อนความอาย
“หลี่ต้าเหวิน แกไม่คิดจะห้ามเมียแกบ้างรึไง? ยังไงซะข้าก็เป็ถึงผู้ใหญ่บ้าน จะมาพูดจาสามหาวกับข้าแบบนี้ได้ยังไง พวกแกสองผัวเมียไม่รู้หรือแกล้งโง่กันแน่ว่าเ้าต้าลี่มันกินล้างกินผลาญขนาดไหน ตอนมันอยู่บ้านข้า มันกินเยอะกว่าตอนอยู่บ้านแกตั้งกี่เท่า ที่ข้าเรียกมันมาใช้ก็เพื่อให้มันทำงานแลกข้าว ไม่ใช่เลี้ยงไว้เป็ภาระ มันเป็แค่คนนอก ถ้าไม่มีข้าที่เป็ผู้ใหญ่บ้านคอยคุ้มกะลาหัว คิดเหรอว่าจะอยู่ที่นี่อย่างสุขสบายได้”
คำขู่ของผู้ใหญ่บ้านกระตุ้นความหวาดกลัวในใจของหลี่ต้าเหวินและฉินซูหลานได้ผล ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าผู้ใหญ่บ้านมีเส้นสายเป็ญาติรับราชการอยู่ในตัวอำเภอ หากไปกระตุกหนวดเสือเข้า ต้าลี่คงใช้ชีวิตในหมู่บ้านเป่ยซินอย่างยากลำบากแน่
สองสามีภรรยาสบตากันอย่างจนใจ หลี่ต้าเหวินเข้าใจความกังวลของภรรยาดี เขาเตรียมจะขยับปากพูดไกล่เกลี่ยสถานการณ์ แต่ทว่าเสียงหวานใสแต่แฝงความเด็ดขาดของชูชิงก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน
“ผู้ใหญ่บ้านไม่รู้จริงๆ หรือคะว่าพี่ต้าลี่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล?” ชูชิงก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยท่าทีมั่นคง “ใช้คนป่วยให้แบกสังขารขึ้นเขาไปล่าสัตว์... ผู้ใหญ่บ้านยังมีมนุษยธรรมอยู่บ้างไหมคะ? เป็ถึงผู้นำหมู่บ้าน แทนที่จะดูแลลูกบ้าน กลับมารังแกกันแบบนี้สมควรแล้วเหรอ?”
เมื่อเห็นผู้มาใหม่เป็เพียงเด็กสาว ผู้ใหญ่บ้านก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความถือดี “เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างแกจะไปรู้อะไร ข้าดูแลลูกบ้านไม่ดีตรงไหน? ข้าปฏิบัติต่อเ้าต้าลี่แย่ตรงไหนกัน? ถ้าไม่ใช่เพราะข้า ป่านนี้มันจะได้ส่วนแบ่งที่ดินทำกินตั้งสิบหมู่รึเปล่า? จำใส่หัวไว้เลยนะ ว่าในหมู่บ้านนี้มีแค่ข้าคนเดียวที่เป็กฎ ใครอยากอยู่ที่นี่อย่างสงบสุข ก็ต้องฟังคำสั่งข้า”
ชูชิงแค่นหัวเราะในลำคอ “ข้าราชการที่ยศใหญ่กว่าผู้ใหญ่บ้านมีถมเถไปค่ะ แต่ไม่เคยเห็นใครบ้าอำนาจเท่าผู้ใหญ่บ้านมาก่อนเลย แล้วทำไมเราต้องฟังด้วยคะ? ผู้ใหญ่บ้านคงไม่รู้สินะคะว่าเื้ัของพี่ต้าลี่เป็ใคร... ไม่ต้องพูดถึงตัวผู้ใหญ่บ้านหรอกค่ะ ต่อให้เป็ญาติของลุงในอำเภอ ถ้าได้ยินชื่อพ่อของพี่ต้าลี่ ก็คงต้องคิดให้หนักก่อนจะพูดจาไม่ดีออกมาด้วยซ้ำ”
ผู้ใหญ่บ้านโบกมืออย่างไม่แยแส “อย่ามาขู่ข้าให้ยาก ใครๆ ก็รู้ว่าเ้าต้าลี่ความจำเสื่อม ลืมพ่อลืมแม่ไปหมดแล้ว มันเป็คนพูดเองด้วยซ้ำว่าจะขอเป็ลูกบุญธรรมของหลี่ต้าเหวิน ในเมื่อหลี่ต้าเหวินเป็คนของหมู่บ้านเป่ยซิน ก็ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของข้า ตอนนี้ต้าลี่เป็ลูกบ้านนี้ ก็ต้องฟังข้าเหมือนกัน ไม่งั้นข้าจะไล่พวกแกออกไปจากหมู่บ้านให้หมด”
ต้าลี่ที่ยืนเงียบฟังอยู่นาน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เยือกเย็น “ผู้ใหญ่บ้านครับ ถึงผมจะความจำเสื่อม แต่ท่านผู้อำนวยการเฝิงที่โรงพยาบาลอำเภอท่านไม่ได้ความจำเสื่อมนะครับ ถ้าไม่เชื่อ ผู้ใหญ่บ้านลองโทรไปถามท่านผู้อำนวยการเฝิงดูสิครับ ว่าพ่อที่แท้จริงของผมที่เมืองหลวงเป็ใครกันแน่”
แม้ผู้ใหญ่บ้านจะไม่ค่อยเชื่อคำพูดของเด็กอย่างชูชิง แต่พอได้ยินน้ำเสียงจริงจังของต้าลี่ ความมั่นใจที่เคยเปี่ยมล้นก็เริ่มสั่นคลอน เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ตัดสินใจไม่เสี่ยงปะทะคารมต่อ
“ได้ งั้นเดี๋ยวข้าจะไปโทรศัพท์เช็กดูเดี๋ยวนี้แหละ” พูดจบเขาก็รีบจ้ำอ้าวจากไปทันที
เมื่อลับหลังผู้ใหญ่บ้าน หลี่ต้าเหวินรีบคว้ามือชายหนุ่มมากุมไว้ “โธ่... ต้าลี่เอ๊ย ลุงกับป้าไม่ได้มีบุญคุณท่วมหัวขนาดให้แกต้องมาลำบากขนาดนี้หรอกนะ กลับเมืองหลวงเถอะลูก ที่นั่นแกจะสุขสบายกว่านี้ อยู่ที่นี่ก็มีแต่จะมาร่วมทุกข์กับลุงกับป้าเปล่าๆ”
ต้าลี่ยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน “ลุงหลี่ครับ ตราบใดที่มีผมอยู่ ผู้ใหญ่บ้านไม่กล้ามาหาเื่บ้านเราหรอกครับ รอให้พี่สาวกับพี่เขยออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ ผมจะทำพิธีกราบกรานลุงกับป้าเป็พ่อแม่บุญธรรมอย่างเป็ทางการ ส่วนเื่ตระกูลเถา... จนกว่าความทรงจำผมจะกลับมา ผมจะไม่กลับไปครับ หรือต่อให้จำได้แล้วในอนาคต ผมก็จะไม่ทิ้งลุงกับป้าไปไหน ถึงตอนนั้นผมก็ยังจะเป็ลูกชายของลุงกับป้าเหมือนเดิม”
คำพูดที่หนักแน่นและจริงใจของต้าลี่ ทำให้หลี่ต้าเหวินและฉินซูหลานถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ชูเฉียนเห็นตายายร้องไห้ ก็พลอยน้ำตาซึมตามไปด้วย ส่วนชูชิงนั้นแม้จะรู้เื่ราวเื้ัของต้าลี่ดี แต่เธอก็เลือกที่จะเงียบไว้ ในเมื่อต้าลี่ตั้งใจจะตอบแทนบุญคุณ และตายายของเธอก็ยินดีที่จะรับเขาเป็ลูกชาย เื่นี้ก็นับว่าเป็เื่ดี... แต่ทางตระกูลเถานั้น...
ในขณะเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่ง เถาเทียนเต๋อได้รับรายงานทางโทรศัพท์จากกู้เฉียนจนทราบเื่ราวทั้งหมดแล้ว
เขาวางหูโทรศัพท์ลง ถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินไปหาเกิ่งหลานที่นอนพักฟื้นอยู่บนเตียง เอ่ยด้วยน้ำเสียงจำยอม “คุณ... จี้หยวนลูกเรา เขาตัดสินใจจะเป็ลูกบุญธรรมของผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ก็ปล่อยเขาเถอะ... ถึงเขาจะความจำเสื่อม แต่เืเนื้อเชื้อไขตระกูลเถาของเรา ย่อมไม่ลืมคุณธรรมเื่ความกตัญญู”
เกิ่งหลานกะพริบตาช้าๆ เป็เชิงรับรู้และเห็นด้วย เถาเทียนเต๋อจึงนั่งลงจรดปากกาเขียนจดหมายถึงหลี่ต้าเหวินด้วยตนเอง แล้วจัดการส่งไปรษณีย์ไป...
---
บ่ายสามโมง ต้าลี่และหลี่ต้าเหวินแบกจอบเสียมออกจากบ้านเพื่อไปบุกเบิกที่ดินบนูเาต่อ ส่วนชูชิงปักหลักอยู่ที่บ้านคุณยายเพื่อรอรับซื้อไข่ไก่
หลายวันมานี้ ข่าวเื่บ้านหลี่รับซื้อไข่ไก่แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านแบบปากต่อปาก ไม่นานแม้แต่ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงก็ทราบข่าว ด้วยราคาที่ยุติธรรมและจ่ายเงินสด ทำให้ชาวบ้านต่างพากันหิ้วไข่มาขายอย่างคึกคัก
ภาพความคึกคักนั้นอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่บ้านตลอดเวลา ความริษยาแล่นพล่านในอก เดิมทีเขาก็ไม่พอใจคนบ้านหลี่อยู่แล้วที่ต้าลี่ไม่ยอมก้มหัวให้ เื่อะไรเขาจะยอมทนเห็นพวกมันลืมตาอ้าปากทำมาค้าขายได้เงินเป็กอบเป็กำ
หลังจากโทรศัพท์ไปขอให้ญาติในอำเภอช่วยสืบประวัติพ่อแท้ๆ ของต้าลี่ (ซึ่งหากเป็คนใหญ่คนโตจริง เขาก็พร้อมจะสงบศึก) แต่ในระหว่างที่รอผล ในฐานะเ้าถิ่น เขาจะยอมแพ้แค่นี้ไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้านจึงวางแผนเรียกตัว ‘ฉิน’ เสมียนประจำหมู่บ้านมาพบ
เสมียนฉิน ชายวัยสามสิบกว่าผู้เป็ลูกไล่ที่เชื่อฟังผู้ใหญ่บ้านมาโดยตลอด รีบวิ่งเข้ามา “ผู้ใหญ่บ้านมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?”
ผู้ใหญ่บ้านนั่งเอนหลังบนเก้าอี้ตัวใหญ่ วางท่าข้าราชการเต็มยศ “เสี่ยวฉิน ่นี้บัญชีงบกลางของหมู่บ้านเรามันร่อยหรอไม่ใช่รึ? แกพอจะเห็นช่องทางหารายได้เข้าหมู่บ้านบ้างไหม?”
เสมียนฉินตบมือฉาด “มีครับ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวบ้านหน่อย”
“ว่ามาสิ”
“ผมเห็นบ้านตาเฒ่าหลี่รับซื้อไข่แล้วเอาไปขายต่อดูท่าทางกำไรดี เราน่าจะลองทำบ้างนะครับ? รับซื้อในนามของกองกลางหมู่บ้าน ส่วนราคาก็ให้เท่ากับที่บ้านหลี่ให้”
ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้ว “ถ้าราคาเท่ากัน ชาวบ้านจะขนมาขายให้เราทำไม? มันต้องเพิ่มให้สักหนึ่งหรือสองสตางค์สิถึงจะจูงใจ”
“โธ่ ผู้ใหญ่... บัญชีหมู่บ้านเรามีเงินสดไม่พอนะครับ ยากแน่ๆ”
“งั้นลองแบบนี้เป็ไง?” แววตาเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าผู้ใหญ่บ้าน “เราให้ราคาสูงกว่าบ้านหลี่สักครึ่งสตางค์ แต่มีข้อแม้ว่า... ต้องรอให้เราเอาไข่ไปขายได้เงินมาก่อน แล้วค่อยเอาเงินมาจ่ายชาวบ้านทีหลัง”
“โอ้โห ผู้ใหญ่บ้านปราดเปรื่องมากครับ วิธีนี้เยี่ยมยอดจริงๆ” เสมียนฉินยกนิ้วโป้งประจบสอพลอ
“ไปร่างประกาศ แล้วประกาศออกเสียงตามสายเดี๋ยวนี้เลย ไม่แน่ว่าปีนี้พวกเราอาจจะตั้งตัวได้ก็ได้”
“ได้ครับ”
ไม่นานนัก เสียงของเสมียนฉินก็ดังกระหึ่มผ่านลำโพงกระจายข่าวประจำหมู่บ้านเป่ยซิน
“ประกาศ เรียนพี่น้องชาวบ้านหมู่บ้านเป่ยซินทุกท่าน ขณะนี้ทางกองกลางหมู่บ้านได้เปิดรับซื้อไข่ไก่แล้วครับ โดยให้ราคาสูงกว่าท้องตลาด ทางเราจะรวบรวมนำไปส่งขายให้กับทางอำเภอและในเมือง รับรองว่าเชื่อถือได้ ปลอดภัยหายห่วง ขอเชิญพี่น้องทุกคนนำไข่มาขายที่ที่ทำการหมู่บ้านได้เลยครับ”
ประกาศนั้นถูกย้ำติดต่อกันถึงห้าครั้ง
ชาวบ้านที่กำลังหิ้วตะกร้าไข่จะไปบ้านหลี่ ต่างชะงักเท้า แล้วหันหลังเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังที่ทำการหมู่บ้านแทนทันทีด้วยความโลภ
ฉินซูหลานที่ได้ยินประกาศถึงกับโกรธจนตัวสั่น กระทืบเท้าลงพื้น “ไอ้เสมียนฉิน นี่มันจงใจลอกเลียนแบบเราชัดๆ”
ทว่าชูชิงกลับยังคงท่าทีสงบนิ่ง “คุณยายคะ อย่าเพิ่งใจร้อนค่ะ เดี๋ยวเราลองไปดูลาดเลาที่ที่ทำการหมู่บ้านกันก่อน ไปดูซิว่าพวกเขารับซื้อราคาเท่าไหร่ และมีช่องทางขายจริงอย่างที่คุยโวไว้ไหม”
ฉินซูหลานพยายามข่มอารมณ์โกรธ “ได้ ไปดูกัน”
ชูเฉียนรับหน้าที่เฝ้าบ้าน ส่วนชูชิงประคองคุณยายเดินมุ่งหน้าไปยังที่ทำการหมู่บ้าน เมื่อไปถึงจึงได้ทราบความจริงว่า ทางหมู่บ้านเสนอราคารับซื้อสูงกว่าบ้านเธอครึ่งสตางค์ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องรวบรวมให้ได้ห้าร้อยฟองต่อรอบ และที่สำคัญ... ชาวบ้านต้อง ‘ลงบัญชี’ ไว้ก่อน รอให้ขายไข่หมดล็อตนั้นแล้วถึงจะได้รับเงิน
แม้จะเป็การซื้อเชื่อ แต่ด้วยเครดิตของคำว่า ‘ส่วนกลาง’ บวกกับราคาที่สูงกว่า ทำให้ชาวบ้านยอมเสี่ยง
ผู้ใหญ่บ้านและเสมียนฉินใช้ความน่าเชื่อถือของตำแหน่งหน้าที่มาเอาเปรียบทางการค้าอย่างหน้าด้านๆ แม้ชูชิงจะมองเห็นช่องโหว่ของแผนการนี้ แต่เธอก็ยอมรับความจริงว่า ในระยะสั้นนี้ ธุรกิจค้าไข่ของบ้านเธอคงต้องสะดุดลงเสียแล้ว
