เล่มที่ 2 บทที่ 56 ทรมาน
สำหรับสายตาของเหล่าศิษย์สายในที่พอจะมีฝีมือนั้น กลับมองแล้วพากันหัวเราะเยาะแทน ‘สมแล้วที่เป็ศิษย์หุบเขาอวี้เหิง เ้าหลินเฟยนี่เหมือนกับหลัวเสิ่นเซียวอาจารย์ของเขาไม่มีผิดเพี้ยน ล้วนเป็เสือกระดาษ*ทั้งสิ้น ต่อให้มีเคล็ดวิชามากมายแล้วจะทำอะไรได้ล่ะ เคล็ดวิชากระบี่เ่าั้ก็ดูเพลินตาดีอยู่หรอก แต่ก็ไร้ซึ่งประโยชน์’
(*เสือกระดาษ หมายถึง ภายนอกดูน่ากลัว แต่แท้จริงแล้วไม่มีอะไร)
จะบุกไปแม้แต่กระบวนท่าเดียวก็ยังไม่กล้า เอาแต่เป็เป้านิ่งให้ทังเสี่ยนไล่ต้อนอยู่ได้
ท่ามกลางเหล่าศิษย์ที่มีโอกาสได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์สายตรงแล้ว ทุกคนในที่นี้ย่อมไม่ใช่คนอ่อนแอ แค่เห็นการประลองของทั้งคู่ พวกเขาก็พอจะรู้ผลแล้ว
‘หลินเฟยแพ้แน่นอน...’
สำหรับศิษย์พี่บางคนที่มีจิตเป็กุศล ก็หันไปชี้แนะให้เหล่าศิษย์น้องระหว่างดูการประลองไปด้วยเช่นกัน
“เห็นหรือไม่ นี่คือจุดจบของพวกที่เก่งแต่ปาก ต่อให้รู้เคล็ดวิชากระบี่มากมายก็ไม่อาจทำอะไรได้ เคล็ดหมื่นกระบี่อะไรนั่น ช่างน่าขันสิ้นดี มันสวยงามแค่เปลือกเท่านั้น แต่ในความเป็จริง เขากลับใกล้จะแพ้แล้วต่างหาก...”
“หา มันจะเป็ไปได้อย่างไร?” ศิษย์น้องบางคนได้ยินเช่นนั้นกลับไม่เข้าใจ
“ดูสิ หลินเฟยไม่กล้าบุกเลยสักกระบวนท่า ทังเสี่ยนจึงชนะใสๆ ถึงแม้ตอนนี้จะดูสูสีก็ตาม แต่หากไม่มีอะไรผิดพลาดไปจากนี้ ไม่เกินเวลาหนึ่งเค่อเท่านั้น เคล็ดวิชาแพรวพราวพวกนั้นของหลินเฟยจะต้องเกิดช่องโหว่แน่นอน และด้วยความสามารถของทังเสี่ยนแล้วนั้น เขาจะต้องเอาชนะหลินเฟยได้อย่างง่ายดายเลยล่ะ...”
“สมกับเป็ศิษย์พี่เวิน ช่างมีสายตาหลักแหลมยิ่งนัก เห็นทีพวกข้าคงต้องเรียนรู้อีกสิบปี ถึงจะมีสายตาเช่นท่าน...”
“ฮ่าๆ คอยดูเอาเถอะ...”
หลังจากถูกเหล่าศิษย์น้องชม ศิษย์แซ่เวินก็ดีใจจนตัวลอย จากนั้นจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ ก่อนจะอธิบายต่อ
“เห็นหรือยัง ทังเสี่ยนเริ่มเก็บปราณกระบี่แล้ว ฉลาดเหลือเกิน แบบนี้เขาเรียกว่าลวงศึกให้เข้ามาประชิด หากข้าเป็หลินเฟย จะพยายามตั้งรับให้ดี ดีไม่ดีอาจจะยื้อเวลาได้อีกนิดหน่อย แต่ก็น่าเสียดาย หลินเฟยมีความคิดตื้นเขินไปนิด คงคิดว่าได้โอกาสแล้ว จึงบุกเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัว ดูสิ ดูนั่น ทังเสี่ยนกำลังจะลงมือแล้ว จะลงมือแล้ว...” ศิษย์แซ่เวินตื่นเต้นจนเสียงสั่น
ทว่าไม่ทันจะได้พูดจบ เขาก็หยุดชะงักลงไปเสียก่อน คล้ายกับเป็ดที่เอาแต่ส่งเสียงร้องจนถูกคนบีบคอให้เงียบเสีย
พักใหญ่กว่าศิษย์แซ่เวินจะเอ่ยเสียงออกมาอีกครั้งพร้อมกับใบหน้าตกตะลึง
“ทำไมทังเสี่ยนถึงยอมแพ้ล่ะ?”
ใช่แล้ว...
สถานการณ์บนแท่นประลองตอนนี้ กลับเป็ทังเสี่ยนที่มีสีหน้าย่ำแย่ เขายกมือขึ้นคารวะก่อนจะกล่าวยอมแพ้ออกมา
“ข้าขอยอมแพ้”
จากนั้นก็หมุนตัวเดินลงจากแท่นประลองไป...
“เดี๋ยวก่อน ทังเสี่ยน ทังเสี่ยน...” ศิษย์แซ่เวินไม่ยอมแพ้ รีบผลักเหล่าศิษย์น้องที่ขวางทางออก จากนั้นจึงวิ่งไปบริเวณที่ศิษย์หุบเขาอิ๋นเดินอยู่ ก่อนจะเอ่ยถาม
“เหตุใดถึงได้ยอมแพ้ง่ายๆแบบนั้นล่ะ ทั้งที่กำลังจะชนะแล้วแท้ๆ เห็นหรือไม่ เ้าหลินเฟยไม่กล้าบุกสักครั้งเดียวด้วยซ้ำ ฉะนั้นไม่มีทางเลยที่ทังเสี่ยนจะแพ้ได้ เพราะอะไรถึงยอมแพ้แบบนี้ล่ะ นี่มันอะไรกัน...”
ทังเสี่ยนกลับยังมีสีหน้าเรียบเฉยอยู่อย่างนั้น...
กระทั่งศิษย์แซ่เวินกล่าวจบ จึงค่อยเผยรอยยิ้มออกมา สายตาก็พลันจ้องไปที่แซ่เวิน ก่อนจะตอบกลับ
“เ้าจะไปรู้อะไร”
เมื่อพูดจบทังเสี่ยนก็หันหลังจากไปพร้อมกับเหล่าศิษย์หุบเขาอิ๋น
เหลือเพียงศิษย์แซ่เวินที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ครู่ใหญ่ ก่อนจะะโไล่หลังตามไป
“เฮ้ย ทำไมถึงพูดเช่นนี้เล่า?”
ทันทีที่ได้ยินเสียงะโตามมา ทังเสี่ยนก็เบะปากออก ไม่แม้แต่จะแยแสเ้าของเสียงนั้น...
‘เก่งนักก็ลุยเองเลยสิ...’
‘คิดว่าที่พูดมานั่น เขาจะไม่รู้หรืออย่างไร?’
‘ไม่มีทางแพ้บ้าบออะไร...’
‘ต้องขึ้นไปสู้กับหลินเฟยเองถึงจะรู้...’
พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ทังเสี่ยนก็มีสีหน้าแย่หนักกว่าเดิม เขาเข้าสำนักมาตอนอายุสิบปี พออายุสิบแปด ก็ได้เลื่อนเป็ศิษย์สายในของหุบเขาอิ๋น เคยประลองกับคู่ต่อสู้มาไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง ถึงแม้จะเคยแพ้ยับเยินมาไม่น้อยเลยก็ตาม...
แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้สึกแย่เหมือนวันนี้มาก่อน...
ในสายตาคนดู เขาอาจจะดูเหมือนเขาเป็ฝ่ายรุก ส่วนหลินเฟยเป็ฝ่ายรับ
เขาเองกลับรู้ดีว่าการป้องกันที่ไร้จุดบอดของหลินเฟยนั้น กำลังค่อยๆเอาชนะเคล็ดกระบี่ของเขาได้...
‘ลองคิดดู...หากถูกคู่ต่อสู้ใช้เคล็ดวิชากระบี่มากมายเอาชนะเคล็ดวิชากระบี่ที่เขาถนัดที่สุดได้ จะรู้สึกอึดอัดและทรมานใจแค่ไหนกัน?’
เคล็ดวิชากระบี่ที่เขาภาคภูมิใจที่สุด กลับถูกคนใช้วิชาแล้ววิชาเล่าทำลายจนย่อยยับ ความรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังนั้น ทังเสี่ยนเข้าใจดีกว่าใครทั้งนั้น หลังจบการประลอง ทังเสวี่ยนก็รู้สึกท้อแท้จนแทบบ้าราวกับคู่ต่อสู้ของเขาไม่ใช้มนุษย์ แต่เป็เครื่องจักรที่สามารถทำลายได้ทุกเคล็ดวิชา
แน่นอนว่าั้แ่ต้นจนจบ หลินเฟยไม่ได้บุกเลยแม้แต่ครั้งเดียว...
อย่างไรก็ตามความกดดันที่ทังเสี่ยนได้รับกลับรุนแรงยิ่งกว่าการถูกบุกเองเสียอีก...
สุดท้ายทังเสี่ยนก็พ่ายแพ้ให้กับความสิ้นหวังในใจ ทั้งที่หลินเฟยยังไม่ได้ลงมือเลยสักกระบวนท่าด้วยซ้ำ แต่เขากลับตัดสินใจยกธงขาวยอมแพ้ไปเสียก่อน...
“อยากให้เ้าได้ประลองกับหลินเฟยดูบ้างจริงๆ...” ก่อนที่ทังเสี่ยนจะออกจากหุบเขาเวิ่นเจี้ยนไป ก็ยังไม่วายหันไปสาปแช่งศิษย์แซ่เวิน...
แน่นอนว่าหลินเฟยเองก็ไม่รู้เื่ที่ทังเสี่ยนสาปแช่งเอาไว้...
ต่อให้หลินเฟยรู้ เขาก็จำคู่ต่อสู้ตัวเองไม่ได้หรอก ว่าศิษย์แซ่เวินคือใคร...
เพราะไม่ว่าคู่ต่อสู้เป็ใคร หลินเฟยจึงเอาแต่รับอย่างเดียวั้แ่ต้นจนจบ ไม่บุกเลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว กลับเพียงพยายามหาช่องโหว่ของเคล็ดวิชาคู่ต่อสู้ จนอีกฝ่ายยอมแพ้ไปเอง...
่สามวันที่ผ่านมา หลินเฟยประลองไปได้ถึงแปดสนาม แต่ละสนามล้วนเป็การสร้างปมในใจให้คู่ต่อสู้ทั้งสิ้น...
จนกระทั่งวันที่สี่ ศิษย์สายในที่ยังไม่เคยแพ้มีเหลือเพียงไม่ถึงยี่สิบคนเท่านั้น ทุกคนรู้ดีว่าเวลานี้ต่างหากที่เป็การประลองอย่างแท้จริง สำหรับการประลองก่อนหน้านี้ เป็แค่แค่การคัดกรองเท่านั้น หากไม่ทำเช่นนั้นศิษย์สายในหลายร้อยคนก็คงมาตีกันอุตลุดบนแท่นประลองจนเป็เื่น่าขบขันน่าดู...
หลินเฟยกวาดตามองเหล่าคนที่ยังเหลืออยู่ พบว่าเป็คนรู้จักหลายคนเลยทีเดียว...
หนึ่งในนั้นก็คือสือเหอที่ได้เคยพ่ายแพ้ให้กับเขาตอนอยู่ที่เชิงเขาอวี้เหิง บัดนี้กระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มยังบินวนอยู่เหนือศีรษะสือเหอเช่นเดิม แต่สือเหอในตอนนี้มีท่าทีแปลกไปจากเดิม ถึงแม้จะดูเ็าเหมือนเดิม แต่รังสีที่แผ่ออกมากลับดูหนักแน่นกว่าเก่า โดยเฉพาะกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มนั้น หลินเฟยรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมา...
‘จริงสิ ยังมีซ่งเทียนสิงอีกด้วย’
เื่นี้ถือว่าอยู่นอกเหนือการคาดเดาไปมากเลยทีเดียว...
ทั้งคู่เคยประมือกันที่หอดาบ แถมยังเคยร่วมเป็ร่วมตายกันที่ผาปากเหยี่ยว หากถามว่าในเหล่าศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนทั้งหมด หลินเฟยสนิทกับใครที่สุด คำตอบนั้นจะต้องเป็ซ่งเทียนสิงแน่นอน หลินเฟยเองก็รู้ดีว่าด้วยความสามารถของเขา ก็อยู่ได้แค่ระดับกลางค่อนสูงเท่านั้น ไม่มีทางที่จะแทรกเข้ามาถึงระดับแนวหน้าเช่นนี้ได้หรอก...
‘คิดไม่ถึงว่าเ้านี่จะเข้ามาถึงจุดนี้ได้จริงๆ’
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
