ลู่เต้ามองสำรวจใบหน้าที่แท้จริงของเจี่ยเหยียนอันด้วยความตะลึงใจ คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะมีรูปโฉมน่าเกลียดน่ากลัวถึงเพียงนี้!
ไป๋เสียเอ่ย “ศิษย์สำนักพิษเพื่อเพิ่มพูนวรยุทธ์ มักจะกินพิษแปลกๆ นานาชนิด ในจำนวนนั้นย่อมมีพิษที่ทำลายใบหน้าอยู่ไม่น้อย เจี่ยเหยียนอันฝึกฝนวิชาเล็บพิษได้ถึงขั้นแรกแล้ว แสดงว่าเคยทดลองพิษมามากมาย การที่กลายเป็แบบนี้ก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร”
“แต่สิ่งของที่อยู่บนร่างของเขากลับทำให้ข้าสนใจไม่น้อย” ไป๋เสียว่าพลางหยิบหน้ากากสัมฤทธิ์ขึ้นมาพลิกดูอย่างชอบใจ
ลู่เต้ามองหน้ากากสัมฤทธิ์แวบหนึ่ง “ก็แค่หน้ากากเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยสนิมผุพัง มีอะไรน่าสนใจกัน”
“โง่เขลา” ไป๋เสียลูบขอบหน้ากากเบาๆ แล้วเอ่ย “นี่มันเครื่องรางิญญาเชียวนะ!”
กล่าวจบ เขาก็นำหน้ากากสัมฤทธิ์มาสวมบนใบหน้า แล้วรวบรวมพลังปราณ หน้ากากสัมฤทธิ์ก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงกลายเป็สีผิวมนุษย์ จากนั้นก็มีรูปลักษณ์ที่ดูเกินจริงบิดเบี้ยวไปมา ไป๋เสียจึงต้องใช้มือทั้งสองข้างกดหน้ากากเอาไว้ เพื่อไม่ให้หน้ากากเคลื่อนที่
ไม่นานนัก การบิดเบี้ยวก็หยุดลง เพื่อยืนยันการคาดเดาของตน ไป๋เสียจึงรีบเดินไปที่สระเลี้ยงปลาหลี่ในจวนสกุลหง
ใต้แสงเดือนดารา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายดูเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนผิวน้ำที่ใสราวกระจก
ลู่เต้าคุ้นเคยกับใบหน้านี้เป็อย่างดี! เพราะนี่คือใบหน้าที่แท้จริงของไป๋เสีย แต่ตอนนี้กลับมาอยู่บนใบหน้าของลู่เต้าเสียแล้ว!
“ข้าเดาไม่ผิดจริงๆ ด้วย” ไป๋เสียจ้องใบหน้าที่ไม่ได้พบเห็นมานาน มุมปากยกยิ้ม “นี่เป็เครื่องรางิญญาที่สามารถเปลี่ยนแปลงใบหน้าได้”
กล่าวจบ เขาก็ถอดหน้ากากออก หน้ากากมนุษย์บิดเบี้ยวไปมาอยู่ในมือเขา ก่อนจะกลับกลายเป็หน้ากากสัมฤทธิ์ที่เต็มไปด้วยสนิมเขียวเช่นเดิม
นิ้วของไป๋เสียลูบไล้ไปบนหน้ากาก เมื่อลูบไปถึงคางก็รู้สึกถึงความขรุขระ เขาจึงยกหน้ากากขึ้นมาส่องดูด้วยความสงสัย ใต้แสงจันทร์ปรากฏอักษรโบราณสลักอยู่สองคำ ‘อู๋เซียง’
‘อู๋เซียง อู๋เซียง เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร้รูปร่าง’
“ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะมีนามว่า ‘อู๋เซียง’ สามารถเปลี่ยนแปลงใบหน้าผู้คนได้” ไป๋เสียกล่าว
ลู่เต้ามองศพอันน่าเกลียดน่ากลัวของเจี่ยเหยียนอัน “อย่างน้อยเขาก็รู้ตัวว่าควรจะต้องเปลี่ยนใบหน้า”
เขาอดคิดไม่ได้ว่า หากฮูหยินหงรู้ว่าคนที่ตนหลงใหลคลั่งไคล้กลับมีรูปโฉมเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อนางไปอยู่ปรโลกแล้วพบความจริง จะตามไปเอาคืนเจี่ยเหยียนอันหรือไม่
เขาพลันส่ายหน้า ไม่สิ ิญญาของเจี่ยเหยียนอันถูกไป๋เสียผนึกไว้ในยันต์สีขาวแล้ว ต่อให้ฮูหยินหง้าเอาคืน ก็คงหาตัวเขาไม่พบ
“ว่าแต่...” ไป๋เสียเก็บหน้ากากสัมฤทธิ์เข้าไปในอกเสื้อ “ในชาติที่แล้ว พวกเราดูเหมือนจะไม่เคยพบสิ่งนี้มาก่อนใช่หรือไม่”
ลู่เต้าพยักหน้าในใจ “ถูกต้อง ชาติที่แล้วหลังจากที่ท่านควบคุมศพหุ่นเชิดกัดเขาตาย เฉายวนิก็ปรากฏตัวขึ้นและจัดการข้า”
“ตอนนี้เขาคงกำลังยุ่งอยู่ที่ทะเลสาบัทมิฬ คงไม่รู้เื่ที่เกิดขึ้นที่นี่วันนี้หรอก”
“จริงสิ!” ลู่เต้าสะดุ้ง รีบผลักไป๋เสียที่กำลังอ่อนล้าหลังต่อสู้ให้หลบไปด้วยความร้อนรน “หรือว่าตอนนี้กู่เสี่ยวอวี่กำลังถูกผีพรายทำร้ายอยู่!”
“โง่เง่า! ข้าบอกแล้วไงว่าการปรากฏตัวของเ้ามันไม่จำเป็!”
ลู่เต้าไม่สนใจคำพูดของไป๋เสีย เขายังคงวิ่งไปทางทะเลสาบัทมิฬพลางกล่าว “ข้าเป็ห่วงความปลอดภัยของนาง!”
ในเมื่อชาติที่แล้วเป็เพราะเจี่ยเหยียนอันทำให้ไป๋เสียถูกเปิดเผยตัวตน เช่นนั้นตอนนี้เจี่ยเหยียนอันตายไปแล้ว หมายความว่าจะไม่มีอะไรมาขัดขวางเขากับกู่เสี่ยวอวี่ได้อีก
ขอแค่เขารีบไปให้ทัน...
ยามราตรีมาเยือน ทะเลสาบัทมิฬปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาว
ลู่เต้าควบม้ามาถึงริมทะเลสาบโดยไม่หยุดพัก เขาไม่สนใจพักหายใจหายคอแม้แต่น้อย รีบออกตามหากู่เสี่ยวอวี่ไปทั่ว
“บอกแล้วไงว่าเ้ามาเสียเที่ยว” ไป๋เสียเตือนเขาว่าอย่าพยายามเปล่าประโยชน์ “หากเ้าใบ้เฉาอยู่แถวนี้ เขาไม่มีทางปล่อยให้สตรีได้รับาเ็แน่ ในชาติที่แล้วเขาคงแอบดูอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นว่าเ้ารับมือไม่ไหว จึงค่อยยื่นมือเข้ามาช่วย”
ลู่เต้าไม่สนใจคำเตือนของไป๋เสียเลยแม้แต่น้อย เขายังคงมองหาร่างของกู่เสี่ยวอวี่ในความมืดมิดอย่างไม่ลดละ ก่อนจะแย้ง “ถ้าเขามาสายไปเล่า กู่เสี่ยวอวี่คงต้องพบเจอเื่ร้ายแน่!”
เดิมทีเขา้าะโเรียกชื่อนาง แต่เมื่อครุ่นคิดแล้วก็ล้มเลิกความคิดนี้
หนึ่งคือ ใน่เวลานี้พวกเขาทั้งสองคนยังไม่รู้จักกันดี เขาจดจำคำถามของกู่เสี่ยวอวี่ได้ดี รู้สึกเหมือนตนกำลังโกหก ทำให้เขาไม่ชอบใจนัก
สองคือ หากะโเรียกแล้วพบกู่เสี่ยวอวี่ก็ยังดี แต่ถ้าเรียกเฉายวนิมาด้วยเล่า แม้ไป๋เสียจะสามารถปกปิดกลิ่นอายได้มาก แต่หากอยู่ใกล้เกินไป ก็ยังมีโอกาสถูกพบตัวอยู่ดี
ต้องรู้ก่อนว่าเปลวไฟบนโคมิญญาดับลงแล้ว หากลู่เต้าตายตอนนี้ ก็หมายความว่าตายจริงๆ ไม่เหลือชีวิตให้เขาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายอีกต่อไป
ในขณะที่ลู่เต้ากำลังตามหาอย่างยากลำบาก ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังก้องไปทั่วทั้งราตรี
เขาดีใจยิ่งนัก “กู่เสี่ยวอวี่อยู่ทางนั้น!”
กล่าวจบ เขาก็วิ่งไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับชาติที่แล้ว
เมื่อลู่เต้าไปถึงที่เกิดเหตุ กู่เสี่ยวอวี่ที่ถูกผีพรายทำให้ใจนขาสั่น ทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความหวาดผวา
ผีพรายขยับร่างที่บวมเป่งจนแยกไม่ออกว่าส่วนใดเป็ส่วนใด กวัดแกว่งแขนสองข้างที่สั้นป้อมน่าเกลียดน่ากลัว ส่งเสียงร้องคำรามพุ่งเข้าใส่
ลู่เต้าใมาก กำลังจะเข้าไปขัดขวาง ทันใดนั้นไป๋เสียก็ะโห้าม “อย่าขยับ!”
ในชั่วพริบตา ริมทะเลสาบัทมิฬที่อยู่ใน่ฤดูร้อนก็พัดพาเอาลมหนาวที่ปะปนไปด้วยหิมะพัดกระหน่ำ ทำเอาผู้คนลืมตาไม่ขึ้น
เมื่อหิมะหยุดตก ลู่เต้าลืมตาขึ้นมอง ก็เห็นผีพรายกลายเป็น้ำแข็งในชั่วพริบตา
กู่เสี่ยวอวี่ที่นั่งอยู่บนพื้นมองดูอย่างตะลึงงัน ทันใดนั้นเงานั้นก็บดบังแสงจันทร์ นางเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาสะท้อนบุรุษผู้หนึ่ง
เห็นเพียงเ้าแห่งแดนน้ำแข็งสวมชุดขาวราวกับเทพเซียนลอยอยู่กลางอากาศ เขายื่นมือออกไปหมายจะตะปบผีพราย จากนั้นก็กำมือกลางอากาศ ผีพรายที่กลายเป็น้ำแข็งก็แตกสลายกลายเป็ผงละเอียดในทันที
ครั้งนี้เขาไม่แม้แต่จะชักกระบี่ิญญาออกมา เพียงแค่ลมและหิมะก็สามารถกำจัดปีศาจได้แล้ว
เมื่อเห็นดังนั้น ลู่เต้าก็รู้สึกเคลือบแคลงสงสัย คิดไม่ถึงว่าชาติที่แล้วเขาก็ใช้วิธีนี้จัดการผีพรายได้ แต่เขากลับเลือกใช้กระบี่ิญญา หรือว่าเขากังวลว่าจะควบคุมหิมะไม่ได้ แล้วจะเผลอทำร้ายข้าไปด้วย
เมื่อคิดเช่นนี้ เ้าใบ้เฉาผู้นี้ก็ไม่น่าใช่คนที่ฆ่าคนโดยไม่เลือกหน้า
...แม้ว่าตอนที่เขาพบว่าไป๋เสียสิงอยู่ในร่างของเขา จะลงมือสังหารอย่างไม่ลังเลก็ตาม
ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย เฉายวนิค่อยๆ ลอยตัวลงมาตรงหน้ากู่เสี่ยวอวี่ ขณะนั้นเป็เวลาเที่ยงคืนพอดี แสงจันทร์นวลสว่างไปทั่วท้องนภา แสงสว่างสาดส่องต้องใบหน้าครึ่งซีกของเขา เผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายที่ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย กู่เสี่ยวอวี่ถึงกับตะลึงงัน สิ่งแรกที่นางคิดไม่ใช่คำขอบคุณ แต่กลับเป็บนโลกนี้มีบุรุษที่งดงามถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เฉายวนิยื่นมือไปหานางที่ล้มอยู่บนพื้น กู่เสี่ยวอวี่หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย รีบยื่นมือไปจับมือเขา
ลู่เต้าที่อยู่ไม่ไกลนักเบิกตากว้าง “หา!”
เฉายวนิออกแรงดึงกู่เสี่ยวอวี่ขึ้นเล็กน้อย แต่นางยังคงหวาดกลัว แข้งขาอ่อนแรง เพิ่งจะยืนขึ้นได้ก็ทรงตัวไม่อยู่ เซล้มเข้าไปในอ้อมอกของเฉายวนิ
คราวนี้ลู่เต้าถึงกับอ้าปากค้าง “หาาา”
กู่เสี่ยวอวี่ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาจากร่างกายของเขา เป็กลิ่นอายของผู้แข็งแกร่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสงบ นางหน้าแดงก่ำ รีบถอยหลังพร้อมกล่าวขอโทษ “ขะ...ขออภัย! ข้าเสียมารยาทแล้ว”
แม้เฉายวนิจะมีสีหน้าเรียบเฉย แต่กลับโอบเอวของกู่เสี่ยวอวี่เอาไว้ ลู่เต้าเห็นดังนั้นก็โกรธจนตัวสั่น เกือบจะทนไม่ไหวพุ่งเข้าไปแล้ว
แต่ภาพที่อีกฝ่ายจัดการเขาอย่างง่ายดายในชาติที่แล้วยังคงติดตา เขาจึงได้แต่มองดูฉากที่ควรจะเป็ของเขา แต่กลับตกเป็ของเฉายวนิไปอย่างไม่เต็มใจ
กู่เสี่ยวอวี่ที่ถูกโอบกอดอย่างกะทันหันถึงกับร้องเสียงหลง เมื่อถูกเฉายวนิอุ้มขึ้นแล้วเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองัทมิฬ
ในที่สุดสภาพอากาศที่ผิดปกติก็กลับมาเป็เช่นเดิม ลู่เต้าที่เดือดจนแทบคลั่งเดินออกมาจากพุ่มหญ้าเตี้ยๆ แล้วมองไปยังทิศทางที่เฉายวนิจากไปพลางกัดฟันกรอด “เฉายวนิน่าโมโหนัก... ไม่เพียงแต่ฆ่าข้า แล้วยังมาแย่งโอกาสที่ข้าจะได้ทำความรู้จักกับเสี่ยวอวี่ไปอีก!!!”
เมื่อไป๋เสียได้ยินก็ดีใจยิ่งนัก รีบเติมเชื้อไฟแห่งความเกลียดชังที่มีต่อเ้าใบ้เฉาให้ลู่เต้า “หึ ก็ไม่แปลกที่นางจะหลงใหลได้ปลื้ม ในบรรดาศิษย์พี่น้องของพวกเรา มีเพียงเขาที่โด่งดังในเื่รูปโฉมงดงาม ตอนอยู่ที่สำนักอาจารย์โจว มีศิษย์หญิงมากมายที่แย่งชิงโอกาสที่จะได้พบเขา แม้กระทั่งลงไม้ลงมือกันก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง”
“ข้าว่าเ้าคงจะรักษากู่เสี่ยวอวี่เอาไว้ไม่ได้หรอก” กล่าวจบ ไป๋เสียก็จ้องมองปฏิกิริยาของลู่เต้า “ต่อให้เขาจะแย่งนางไปต่อหน้าต่อตา เ้าก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะเ้าไม่ใช่คู่แข่งของเขา”
ลู่เต้าที่ทนฟังไม่ไหวจึงแย้งออกไป “เสี่ยวอวี่ไม่ใช่คนแบบนั้น!”
ทันใดนั้นพื้น ดินก็สั่นะเือย่างรุนแรง ลู่เต้าที่ทรงตัวไม่อยู่ล้มลงไปกองกับพื้น
