ไม่เพียงแค่พวกหนูใต้ดินเท่านั้นที่กำลังวิ่งหนีกันอย่างอลหม่าน
แต่ยังมีพวกมดขนาดเท่าไข่ไก่หรือพวกแมลงที่มีลักษณะเหมือนกับด้วงหนวดยาวอยู่ด้วย...เ้าพวกแมลงมดและหนูที่ถูกขยายใหญ่พวกนี้ต่างก็พากันวิ่งหนีออกไปพร้อมกันเป็ฝูง
ทำให้ยิ่งดูเหมือนกับที่เหวินกวนจิ่งพูดว่าพวกมันกำลังหลบหนีอะไรสักอย่าง
หลินลั่วหรานอยากจะออกไปตามหาเป่าเจียแต่น่าเสียดายที่แม้ว่าจิ้งจอกและหนูนั้นจะสามารถพูดคุยกันได้ แต่อาจจะเป็เพราะเื่ราวนั้นซับซ้อนมากจนเกินไปเธอจึงไม่สามารถเข้าใจท่าทางภาษามือ ที่ล่ามจิ้งจอกน้อยพยายามสื่อออกมาได้ ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อเ้าจิ้งจอกน้อยเห็นเหล่าแมลงและมดต่างพากันหลบหนีไป มันก็กัดเข้าที่ขากางเกงของเธอเพื่อแสดงให้เห็นว่า เธอควรที่จะเดินตามพวกมดและแมลงเ่าั้ไป บางทีจะพูดว่าเดินก็คงไม่ถูกนักน่าจะต้องใช้คำว่าหลบหนีเสียมากกว่า
สถานการณ์ดูผิดปกติไปมากตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เธอมักจะเห็นภาพการต่อสู้ฆ่ากันระหว่างมดและหนูอยู่ไม่น้อยหากไม่ใช่ว่ามีฝูงหนูใต้ดินกำลังเหยียบย่ำร่างกายของพวกมด และนำศพของพวกมันไป ก็มักเป็ภาพที่ฝูงมดกำลังล้อมหนูใต้ดินที่ถูกทิ้งเหลือตัวเดียวอยู่แม้ว่าจะเป็หนูที่มีขนาดเท่ากับแมว แต่มันก็ยังคงไม่สามารถที่จะรับมือกับการถูกรุมกัดของพวกมดได้สุดท้ายมันก็ถูกกัดกินจนเหลือเพียงแค่โครงกระดูกเท่านั้น แต่ในตอนนี้ทั้งสองที่เป็ศัตรูตัวฉกาจต่อกันกลับกำลังวิ่งไปในทางทิศทางเดียวกัน และกำลังวิ่งผสมปนเปกันไปในอุโมงค์เส้นเดียวกันโดยที่ไม่มีการฆ่า ไม่มีการกัดกินกัน ทั้งสองต่างก็กำลังตั้งใจหลบหนีไปก็เท่านั้น
เมื่อถูกเ้าจิ้งจอกตัวน้อยลากไปในที่สุดหลินลั่วหรานก็ตัดสินใจที่จะวิ่งไปตามทิศทางของพวกหนูเ่าั้ เป่าเจียนั้นโตแล้วและก็ไม่ใช่คนโง่ ถ้าหากว่าเธออยู่ที่ใต้ดินแห่งนี้ เมื่อเห็นท่าทางที่ผิดปกติของเหล่าสัตว์พวกนี้เธอก็คงจะไม่อยู่เฉยๆ
เป็ไปได้ว่าเธออาจจะได้พบกับเป่าเจียในบริเวณที่สัตว์เหล่านี้ไปรวมตัวกันก็ได้!
เมื่อหลินลั่วหรานไม่ลังเลอีกต่อไปเธอก็อุ้มจิ้งจอกน้อยขึ้นมา ก่อนที่จะเข้าร่วมไปยังขบวนของพวกแมลงและหนูเ่าั้ เ้าพวกหนูและแมลงต่างก็ไม่ได้เข้ามาโจมตีคนที่ดูเหมือนว่าจะโจมตีได้ง่ายทั้งสองคนคนทั้งสองและจิ้งจอกอีกหนึ่งตัวต่างก็รีบเดินไปตามทางในอุโมงค์ที่มืดสลัว
แม้ว่าจะเป็อุโมงค์ที่ทับซ้อนสลับกันแต่เ้าพวกมดแมลงเหล่านี้ก็ยังคงสามารถหาทิศทางต่อไปได้ พวกมันวิ่งผ่านไปด้วยความเร็วโดยไม่แวะกินอาหารใดๆ ในระหว่างทางก็ยังมีพวกสัตว์ไม่น้อยที่โผล่ออกมาจากทางแยก และเข้าร่วมกลุ่มการหนีเอาชีวิตรอดนี้
มดและแมลงที่ถูกทิ้งห่างอยู่ด้านหลังต่างก็จะส่งเสียงเรียกร้องหรือแสดงท่าทางที่หงุดหงิดขึ้นมาราวกับว่าหากว่าพวกมันถูกทิ้งอยู่ที่ข้างหลังแล้ว อาจจะต้องพบกับอันตราย และนั่นก็ทำให้หลินลั่วหรานยิ่งรีบเข้าไปอยู่ในบริเวณตรงกลางของขบวนเธอไม่ขยับไปข้างหน้าจนเกินไป และก็ไม่ทิ้งตัวเองถูกทิ้งห่างอยู่ด้านหลัง
ความจริงหากพูดถึงเื่ความเร็วของพวกเขาแล้วด้วยความสามารถทางร่างกายพวกเขา ก็ยังไม่อาจสู้เ้าพวกสัตว์ที่กำลังหลบหนีเหล่านี้ได้โดยเฉพาะเหวินกวนจิ่งที่ยังไม่ได้เป็ระดับพื้นฐาน เขาไม่สามารถใช้ ‘เวทควบคุมลม’ ได้ ในอุโมงค์แห่งนี้ก็แคบมากเกินกว่าที่เขาจะใช้ดาบบินในระหว่างที่หลินลั่วหรานกำลังคิดว่า จะต้องช่วยอะไรเขาไหม ก็เห็นว่าเหวินกวนจิ่งหยิบเอากระดาษสีเหลืองใบหนึ่งขึ้นมาพร้อมกับพึมพำร่ายคาถาอะไรบางอย่าง แล้วจึงนำมันติดลงที่บริเวณเท้า
แสงสีเหลืองประกายขึ้นมาก่อนที่ความเร็วของเหวินกวนจิ่งจะเร็วขึ้นอีกหลายเท่า
เมื่อเห็นว่าหลินลั่วหรานส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจมาให้เหวินกวนจิ่งก็พูดอธิบายขึ้น “นี่เป็อักษรเวทที่ช่วยเื่การเคลื่อนไหว...พวกตระกูลเหวินนั้นมักจะสั่งให้วัดเขาชิงเฉิงทำให้อยู่ตลอด”
หลินลั่วหรานเข้าใจขึ้นมาในทันที
ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เองเื่ของอักษรเวทดูเหมือนว่าจะเป็ของวิเศษ ที่ขึ้นชื่อของวัดเขาชิงเฉิงสินะ ก็เหมือนกับที่เขาชู่ชานนั้นมีชื่อเื่การฝึกดาบพวกตระกูลและสำนักที่มีจุดเด่นเป็ของตัวเองแบบนี้ ดูเหมือนว่าจะทำให้สามารถคงอยู่ได้ยาวนานกว่าทั่วไป...ถ้าแบบนั้นตระกูลหลินเอง หลังจากนี้ก็ควรจะเอาดีทางด้านศาสตร์ยาบ้างดีไหม?
หลินลั่วหรานสลัดความคิดเหล่านี้ออกไปจากหัวก่อนที่จะเริ่มตั้งใจเดินไปตามทางอีกครั้ง
เ้าจิ้งจอกน้อยจับคอของเธอไว้แน่นในใจของมันแอบคิดขึ้นมา ไม่รู้ว่าจิ้งจอกขาวเริ่มที่จะเก็บตัวฝึกศาสตร์แล้วหรือยังคงจะหลบไปได้โดยที่ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?
แม้ว่าจะเปลี่ยนเส้นทางข้ามผ่านอุโมงค์ไปโดยไม่หยุดแต่หลินลั่วหรานก็รู้สึกได้ว่า พวกเขากำลังเดินขึ้นไปสู่ที่สูง ไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ลึกลงมาเท่าไรแต่ไม่ว่าจะเดินขึ้นมาสูงแค่ไหน มันก็ยังคงเป็อุโมงค์แบบนี้อยู่ดี
ถ้าหากว่าที่นี่ถูกซ่อนอยู่ใต้ดินแล้วทำไมพวกเขาถึงยังคงหายใจได้อยู่? หลินลั่วหรานรู้สึกว่าที่นี่น่าจะมีทางออกที่เชื่อมกับโลก้าอยู่บางทีาาแมงป่องอาจจะออกไปจากโลกใต้ดินแห่งนี้ก็ได้ แต่ว่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ขนาดนั้นั้แ่ที่เข้ามา จนถึงตอนนี้หลินลั่วหรานก็ยังไม่เคยพบเห็น สิ่งที่เธอได้เจอก็มีเพียงพวกหนูและมดที่มีขนาดไม่ปกติทำให้เธอยังคงไม่สามารถตัดสินอะไรได้
ตลอดทางที่ผ่านมาเธอรู้สึกว่างขึ้นมาเธอจึงพยายามที่จะไม่ทิ้งห่างขบวน พร้อมกับขุดเอาของที่สามารถส่องแสงออกมาได้เ่าั้โยนเข้าไปข้างในพื้นที่ลึกลับสถานที่ใต้ดินแห่งนี้เป็โลกที่ยังไม่เคยถูกพวกมนุษย์ค้นพบ มันถูกซ่อนอยู่ภายใต้ทะเลทรายซาฮาร่าแม้ว่าหลินลั่วหรานจะไม่คิดเปิดโปงออกไปหลังจากออกจากที่นี่ เพื่อทำให้มีคนเข้ามารบกวนแต่การที่เธอจะศึกษาต่อไปด้วยตัวเอง ก็น่าจะพอทำได้อยู่
จิ้งจอกที่สามารถหาสมุนไพรวิเศษได้หนูใต้ดินขนาดเท่าแมว มดที่มีขนาดเท่ากับไข่ไก่...ดูเหมือนว่าห่วงโซ่อาหารนี้จะยังขาดอะไรไปอีกมาก
หลินลั่วหรานได้พบกับเห็ดชนิดหนึ่งบนกำแพงชื้นดอกเห็ดสีดำส่งกลิ่นเหม็นออกมา ไม่ว่าจะเป็สัตว์หรือแมลงอะไรที่เดินผ่าน พวกมันก็จะเดินอ้อมหนีออกไปราวกับเห็นผี
เธอเอากล่องหยกขึ้นมาแอบเก็บเห็ดเ่าั้ลงไปหลายดอกจมูกของเ้าจิ้งจอกน้อยขยับไปมา เมื่อได้กลิ่นที่ติดอยู่บนมือของเธอ มันก็แทบจะรับไม่ได้เหวินกวนจิ่งรู้ดีว่าเธอเกิดมาในสำนักยา ทำให้เธอสนใจพวกพืชต่างๆ มากเป็พิเศษ จึงคุ้นชินกับเื่ประหลาดเหล่านี้ไปเสียแล้ว
ยิ่งวิ่งต่อไปเท่าไรอุโมงค์ก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น ก่อนที่มันจะค่อยๆ กลายเป็พื้นที่กว้างออก อย่าว่าแต่คนที่จิตใจเต็มไปด้วยความสงสัยอย่างหลินลั่วหรานเลยแม้แต่เหวินกวนจิ่งเอง ก็รู้สึกว่ามันใหญ่และกว้างมากทีเดียว
สิ่งที่พวกเขาได้พบก็คือผืนหญ้าชนิดหนึ่งแม้ว่าจะเป็หญ้าที่มีสีดำสนิท และไม่ได้มีสีแบบเดียวกันกับบนพื้นโลก แต่ว่าพวกเขาก็มั่นใจว่ามันคือกลิ่นของหญ้าอย่างแน่นอน!
ที่แห่งนี้มีสัตว์ขนสีเทาขนาดเท่ากับหมาล่าเนื้อกำลังลงมือกินหญ้าสดเ่าั้ด้วยความไม่พอใจนัก ก่อนที่จะกลั้นใจกลับเข้าไปในขบวนหลบหนีด้วยหูที่ยาวมากและฟันหน้าอันใหญ่ั์ของพวกมัน ทำให้รู้ได้ว่าพวกมันคือกระต่ายอย่างแน่นอน
เหวินกวนจิ่งจึงชี้ไปยังกระต่ายพวกนั้นก่อนจะพูดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม “พวกเราจับมันไว้สัก 2 ตัวไหม จะได้เอามาไว้เป็อาหารเสริมพลัง” พวกกระต่ายเหล่านี้ดูท่าทางไม่ได้ฉลาดนักแถมเวลาะโไปมา ก็ไม่ได้เร็วมากด้วย ตอนนี้หลินลั่วหรานไม่ได้สนใจจะกินเนื้อกระต่ายอะไรหรอกแต่ว่าเรือนขนของพวกมันนั้นช่างดูสวยงาม เมื่อมองดูแล้ว มันดูประกายแวววาวเสียยิ่งกว่าขนมิงค์เสียอีกอย่างไรก็สามารถเอาไปเป็ของขวัญได้
คนที่เธอรู้จักและมีอายุที่มากพอจะสวมชุดขนสัตว์แบบนี้ก็มีเพียงแค่แม่และหวังเมี่ยวเอ๋อเท่านั้น หากจะให้เป่าเจียสวมชุดขนกระต่ายสีเทาแบบนี้ก็คงจะเป็ไปไม่ได้ ในกลุ่มฝูงกระต่ายสีเทานั้น มีกระต่ายขาวปะปนอยู่ มันเองก็มีขนาดเท่ากับหมาล่าเนื้อเช่นกันในขณะที่หลินลั่วหรานยังคงลังเลว่าจะจัดการจับพวกมันดีไหม เ้าจิ้งจอกน้อยก็ดึงผมของเธอขึ้นมา
ที่แท้เมื่อได้ยินว่าพวกเขา้าจะจับกระต่ายเ้าจิ้งจอกน้อยก็ดีใจขึ้นมามากกว่าปกติ เนื้อกระต่ายนั้นอร่อยมาก แต่ว่าเขาไม่สามารถรับมือกับพวกมันได้ด้วยตัวเองเพียงตัวเดียว่ระยะหลังที่ผ่านมา จิ้งจอกขาวก็มักจะ ‘ป่วย’อยู่บ่อยๆ ทำให้มันไม่ได้กินเนื้อกระต่ายบ่อยนัก ในตอนนี้เมื่อได้ยินว่าพวกหลินลั่วหรานจะจับกระต่ายมันก็ไม่สนใจแม้แต่ชีวิตของตัวเอง น้ำลายของมันหยดลงบนบริเวณบ่าของหลินลั่วหรานเต็มไปหมด
“เธออยากกินเหรอ?”
เมื่อเห็นว่าจิ้งจอกน้อยพยักหน้าลงอย่างบ้าคลั่งหลินลั่วหรานก็รู้ได้ทันทีว่า เธอนั้นช่างโง่เง่า บนโลกนี้มีจิ้งจอกตัวไหนกินพืชกันดูเหมือนว่าจะต้องจับกระต่ายพวกนี้เสียแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงจะเป็การทรมานสัตว์เลี้ยงของตัวเองด้วย
เหวินกวนจิ่งยื่นมือออกไปหมายจะจับกระต่ายพวกนั้นแต่เพียงแค่เมื่อมือของเขาััลงบนคอของกระต่ายสีเทาตัวหนึ่ง เ้ากระต่ายที่ดูว่าง่ายอย่างในตอนแรกก็หันกลับมากัดเขาทันทีหากไม่ใช่เพราะเหวินกวนจิ่งนั้นมีความเร็วที่ว่องไวมาก เขาก็คงจะถูกกระต่ายกัดจนมือขาดไปแล้วจริงๆ
เ้ากระต่ายพวกนั้นไม่เพียงแต่ไม่กลัวคนแต่มันยังพุ่งเข้ามาที่ตัวของเหวินกวนจิ่ง พร้อมกับตอบโต้กลับมาอีกด้วย ท่าทางของพวกมันไม่ได้ดูโง่เขลาอีกต่อไป
ในตอนที่เหวินกวนจิ่งเตรียมจะปล่อยลูกไฟออกไปคนที่อยากได้เรือนขนของกระต่ายอย่างหลินลั่วหรานก็รีบร้องเตือนขึ้น “อย่าทำลายขนของพวกมันนะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเหวินกวนจิ่งจึงขยับนิ้วออกไปเพียงแค่นิ้วเดียว ก่อนที่จะจิ้มลงที่บริเวณหัวของเ้ากระต่ายสีเทาและใช้พลังธาตุไฟในการทำให้มันมึนงง เท้าของเขานั้นถูกแปะอักษรเวทเพิ่มความเร็วเอาไว้ทำให้ทุก่กิริยาของเขาเต็มไปด้วยความรวดเร็ว เขาใช้เวทในการจัดการกับกระต่ายอีกหลายตัวจนเมื่อถุงจักรวาลของเขาบรรจุเอาไว้ไม่ไหวแล้ว เขาก็ส่งมันให้กับหลินลั่วหรานทีละตัว
ในตอนที่หลินลั่วหรานกำลังคิดว่าจะจัดการกับเ้ากระต่ายขาวดีไหม เธอรับเหยื่อจากเหวินกวนจิ่งมา ก่อนที่ทั่วทั้งอุโมงค์แห่งนี้จะสั่นไหวขึ้นโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
สีหน้าของเ้าจิ้งจอกน้อยเปลี่ยนไปในทันที
หลินลั่วหรานมองไปยังบริเวณรอบๆสถานที่แห่งนี้เหลืออยู่เพียงเ้ากระต่ายที่วิ่งช้าเท่านั้น พวกหนูและแมลงอื่นๆ ต่างก็หายไปหมดแล้ว
แย่ล่ะสิ!พวกเขาที่มีความสามารถและความกล้ามากมาย มัวแต่จับกระต่ายอยู่ระหว่างทาง จนทำให้ล่าช้าไปได้!
อุโมงค์เริ่มสั่นไหวขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่ผงสีทองประกายแสงจะร่วงหล่นลงมา ทั้งสองนั้นราวกับตกอยู่ในสถานที่มืดมิด เ้าจิ้งจอกน้อยจึงะโลงมาบนพื้นก่อนที่จะส่งเสียงเรียกให้พวกหลินลั่วหรานเดินตามมันไป
