“ทะ... ที่นี่มีน้ำให้ดื่มหรือไม่?” น้ำเสียงสั่นเครือสะท้อนความหวาดกลัวดังขึ้นในความมืด ยากที่จะให้คนเกิดความรู้สึกหวาดระแวง
“บนโต๊ะมีน้ำให้ดื่ม” ยามนี้ซือหม่าหลิงอวิ๋นไม่ได้สนใจโม่เสวี่ยถงมากนัก เพราะกำลังคำนวณเวลาที่ตนเองจะต้องออกไปปรากฏตัว รถม้าควบตะบึงออกมาได้พักหนึ่งแล้ว น่าจะใกล้ถึงประตูเมืองเต็มที วันนี้เป็วันเฉลิมพระชนมพรรษาของไทเฮา อีกทั้งเป็วันเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ของแว่นแคว้น ผู้คนบนท้องถนนย่อมมีมากมาย ตลาดยามค่ำคืนก็มีเทศกาลโคมไฟ ประตูเมืองเป็สถานที่ที่มีแสงไฟสว่างไสว จึงเหมาะสมที่สุด
หากมีเื่เกิดขึ้นที่ประตูเมือง แม้สกุลโม่้าปิดเื่ให้เงียบย่อมเป็ไปไม่ได้
“เพล้ง!” ทันใดนั้นก็มีเสียงประหลาดดังขึ้น ซือหม่าหลิงอวิ๋นลืมตาทันที
“ขะ... ข้าไม่มีแรง เลยทำหลุดมือ” เสียงอธิบายเต็มไปด้วยความขัดเขิน ยิ่งทำให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นรู้สึกชะล่าใจ สภาพเช่นนี้น่ะหรือที่ว่าเ้าเล่ห์มากแผนการ โม่เสวี่ยิ่ช่างประเมินสูงเกินไปแล้ว สตรีที่เติบโตมาจากบ้านนอกอย่างเมืองอวิ๋นเฉิง ไร้ประสบการณ์ชีวิตทั้งยังอ่อนแอขี้กลัว จะมีความสามารถอันใด ต่อไปตนเองคิดอยากบีบคั้นอย่างไรล้วนได้ทั้งสิ้น
มือของโม่เสวี่ยถงควานอยู่บนพื้น ปากก็พร่ำร้องเสียงสั่นอย่างหวาดผวา “ขะ… ขออภัย ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
ฉับพลันรู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายนิ้ว เพราะถูกของมีคมบาด เมื่อครู่เพิ่งทำขวดหล่นแตกไปใบหนึ่ง นางมิได้นำพาต่อความเ็ป ค่อยๆ คลำหาไปจนกระทั่งพบกับชิ้นส่วนที่มีทั้งความคมและขนาดกำลังพอเหมาะ ลอบนึกยินดีอยู่เงียบๆ จึงเก็บไว้ใช้ป้องกันตัว จากนั้นก็ได้ยินเสียงซือหม่าหลิงอวิ๋นกล่าวอย่างหงุดหงิด “หากมากเื่นัก เดี๋ยวจับมัดเสียเลย”
“ขะ... ข้าไม่ทำเสียงดังอีกแล้ว” นางละล่ำละลัก
ขณะที่ปากอ้อนวอนขอร้อง แต่มือเล็กกลับกำชิ้นส่วนกระเบื้องแหลมคมเอาไว้แน่น เืสดๆ ไหลทะลักออกจากาแย้อยลงมา โม่เสวี่ยถงหันด้านแหลมคมเข้าหาซือหม่าหลิงอวิ๋น ชาตินี้นางกลับมาเพื่อล้างแค้น แล้วจะปล่อยให้เขาสมคบกับโม่เสวี่ยิ่ทำร้ายตนเองซ้ำอีกหนได้อย่างไร
เคยผ่านความตายมาแล้วคราหนึ่ง ยังมีสิ่งใดต้องหวาดกลัวอีก!
แม้ต้องตายอีกหน นางก็จะไม่ปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ ชาติที่แล้วคิดจะลากพวกเขาไปตายด้วยกันในกองเพลิง แต่คาดไม่ถึงว่าท้ายที่สุดกลับถูกไฟคลอกตายเสียเอง ชาตินี้นางจะไม่ยอมให้พวกเขาได้อยู่สุขสบายอีก แม้จะเจ็บที่มือ แต่ไหนเลยจะเทียบเท่าความเ็ปที่เกิดจากไฟแค้นแผดเผาในหัวใจได้
ชาตินี้นางหาได้ตกหลุมรักซือหม่าหลิงอวิ๋นอีก เขาก็ยังคิดจะทำลายชื่อเสียงของตนเองไม่เลิก ครานี้นางจะไม่ปล่อยไปเด็ดขาด และจะไม่ยอมให้เขาทำร้ายได้อีก หนี้ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต ซือหม่าหลิงอวิ๋นมิได้ติดแค่หนี้ชีวิตนาง ทั้งแม่นมสวี่ โม่หลันและโม่อวี้ มีใครบ้างที่ไม่ต้องตายด้วยเงื้อมมือชายหญิงชาติสุนัขคู่นั้น ภาพเบื้องหน้าดั่งกลายเป็สีโลหิต...
แค่ชาติเดียวก็เกินทน ชาตินี้นางจะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก!
นอกรถมีเสียงะโโหวกเหวกลอยมา เสียงหัวเราะยินดีดังมาเป็พักๆ นี่ต้องเป็สถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน คิดจะใช้แผนผู้กล้าช่วยโฉมงามล่ะสิ! แววตาของโม่เสวี่ยถงลุกวาวในความมืด ปลายนิ้วของนางสั่นระริก หันด้านแหลมคมเข้าหาซือหม่าหลิงอวิ๋น รู้สึกมีลางสังหรณ์ว่าที่นี่คือเป้าหมายในการลงมือของซือหม่าหลิงอวิ๋น
โอกาส! ทั้งสองต่างกำลังรอโอกาสใน่หัวเลี้ยวหัวต่อนั้นอยู่
ยิ่งได้ยินเสียงครึกครื้นจากด้านนอก บรรยากาศภายในห้องโดยสารแคบๆ ก็ยิ่งอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก มือซ้ายของนางยิ่งถูกกุมไว้แน่นขึ้น รับรู้ได้ถึงความกระด้างกระเดื่องของซือหม่าหลิงอวิ๋น นางมีชีวิตอยู่ถึงสองภพย่อมเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายอย่างแจ่มชัด วันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้นางมีมลทิน เพื่อแต่งให้เขาแต่เพียงผู้เดียว
ดวงตาประกายหยดน้ำฉายแววเกลียดชังล้นทะลักจากก้นบึ้ง กระแสเย็นเฉียบไหลผ่านปลายนิ้วมือนิ้วเท้าซึมเข้าสู่กระดูกนับร้อยท่อน ทั่วร่างประหนึ่งถูกแช่แข็ง ความเ็ปร้าวรานถ้วนทุกรูขุมขน
แม้ใบหน้าจะอาบด้วยรอยยิ้มพราวพร่าง แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นะเืชวนขนหัวลุก ใครจะไปลืมความแค้นที่สลักลึกถึงกระดูกเช่นนั้นได้!
เสียงคนจากด้านนอกค่อยๆ เบาลง แต่ก็ยังได้ยินเสียงะโโหวกเหวกมาจากไกลๆ รถม้าพลันหยุดกะทันหันที่มุมถนนเปลี่ยวห่างไกลจากตลาด หิมะยังคงโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง ปุยสีขาวลอยละล่องในอากาศ แล้วทับถมเป็กองหนาหลายฉื่อที่มุมถนน ผู้คนยังคงเฉลิมฉลองกันอย่างชื่นมื่น ออกมาเดินชมโคมไฟตามท้องถนน
ร้านค้าส่วนใหญ่ล้วนยังเปิดต้อนรับผู้คนอยู่ เสียงคนจากทางโน้นทางนี้ดังสลับกันไปมา เต็มไปด้วยบรรยากาศงานฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของไทเฮา เสียงประทัดดังขึ้นเป็ระยะ เด็กเล็กกลุ่มหนึ่งส่งเสียงกรีดร้องอย่างตื่นเต้นสนุกสนาน
ที่หัวโค้งถนนมีหอสุราแห่งหนึ่ง ปรกติก็ไม่ได้คึกคักมากนัก วันนี้กลับมีลูกค้าล้นหลาม ห้องพิเศษชั้นบนเต็มหมดทุกห้อง หลงจู๊หน้าชื่นตาบานดีดลูกคิดรับทรัพย์เป็กอบเป็กำ เทศกาลปีใหม่นำมาซึ่งความสุขของผู้คนโดยแท้ ต้อนรับวันใหม่คืนแรกก็มองเห็นแล้วว่าเป็ปีแห่งความรุ่งโรจน์
โม่เสวี่ยิ่พาโม่จิ่นไปนั่งอยู่ในหอสุราหันหน้ามองออกไปทางหัวถนน แสงตะเกียงภายในห้องแลดูมืดสลัว ทำให้มองเห็นทิวทัศน์เทศกาลโคมไฟภายนอกได้แจ่มชัด ภายใต้บรรยากาศอึมครึมที่แทบจะเห็นสิ่งใดภายในห้องไม่ชัด ใบหน้าของโม่เสวี่ยิ่บิดเบี้ยวแสยะยิ้มร้ายกาจ
“คุณหนู ดูนั่นสิเ้าคะ รถม้าคันนั้นใช่ของซื่อจื่อหรือไม่” โม่ซิ่วซึ่งเกาะอยู่ขอบหน้าต่างสังเกตสถานการณ์ด้านนอกตลอดเวลาหันศีรษะกลับมากระซิบเรียกเสียงเบา สีหน้าเย็นะเืของผู้เป็นายที่โต๊ะด้านข้างทำให้นางอดรู้สึกหนาวจนขนลุกมิได้
“คนเ่าั้อยู่หรือไม่” โม่เสวี่ยิ่ลุกขึ้น รีบเดินเข้าไปสองสามก้าว กัดฟันถามเสียงเย็น
“อยู่เ้าค่ะ ซุ่มอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ซื่อจื่อบอกว่าเพียงแค่เกิดเื่นี้ขึ้นกับคุณหนูสาม สิ่งที่เกิดในวังหลวงย่อมกลายเป็เื่เล็ก ไม่ช้าคนจะค่อยๆ ลืมไปเอง คุณหนูไม่ต้องร้อนใจไปเ้าค่ะ” เห็นโม่เสวี่ยิ่หน้าตึง โม่ซิ่วจึงรีบพูดประจบเอาใจ
ใบหน้าของโม่เสวี่ยิ่อาบย้อมไปด้วยเล่ห์ร้าย มุมปากยิ้มเยาะ เดินไปผลักหน้าต่างที่อยู่เบื้องหน้าให้เปิดออก จากจุดนี้ยิ่งมองเห็นมุมถนนฝั่งตรงข้ามได้ชัดเจน รถม้าคันหนึ่งปรากฏอยู่ในสายตา ตัวรถสีดำไม่สะดุดตา ทำให้การจัดการสิ่งต่างๆ สะดวกมากขึ้น เพื่อให้โม่เสวี่ยถงเกิดความเชื่อถือ จึงใช้คนบังคับรถในจวนซึ่งเป็คนสนิทเชื่อใจได้ของฟางอี๋เหนียงมารับโม่เสวี่ยถง ช่างคุ้มค่าจริงๆ
โม่เสวี่ยิ่ปิดหน้าต่างอย่างแรง แล้วหยิบเสื้อคลุมที่พาดไว้บนฉากกั้นมาสวม
“คุณหนู นี่ท่าน...? โม่ซิ่วรีบเข้ามาช่วยแทบไม่ทัน พลางเอ่ยถามอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่ดูอยู่ที่นี่ แต่กลับสวมเสื้อคลุมเตรียมออกไปข้างนอก สถานที่แห่งนี้ ซื่อจื่อเลือกไว้เป็พิเศษเพื่อให้คุณหนูได้เห็นเหตุการณ์ชัดเจนว่าคุณหนูสามถูกทำลายชื่อเสียงอย่างไร
“ที่นี่มองเห็นไม่ชัด ข้าอยากเห็นชัดกว่านี้ เดี๋ยวที่นั่นก็มีคนแห่มาดูกันเยอะแยะ ผู้อื่นได้เห็นเื่เสียชื่อของน้องสามใกล้ชิดขนาดนั้น จะขาดข้าไปสักคนได้อย่างไร อยากรู้จริงๆ หากน้องสามเห็นผู้คนมากมายมามุงดู และรู้เห็นเื่ที่นางถูกบุรุษลักพาตัวมา จะอับอายจนโมโหอกแตกตายไปเลยหรือไม่ เ้าว่าเื่สนุกเยี่ยงนี้ข้าไม่ไปดูให้เห็นกับตาได้หรือ”
แววตาของโม่เสวี่ยิ่ลุกโชนไปด้วยไฟริษยา ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวดูน่ากลัวยิ่งกว่าผีปีศาจ
ถ้อยคำเืเย็นที่หลุดออกจากปากของผู้เป็นาย ทำให้โม่ซิ่วอดผวามิได้ รั้งสายตาหลบจากดวงตาเย็นเยียบน่ากลัวคู่นั้นทันที แล้วหยิบหมวกเหวยเม่าสวมให้โม่เสวี่ยิ่อย่างระมัดระวัง
แค่คิดว่าชื่อเสียงของโม่เสวี่ยถงกำลังจะถูกกวาดลงมาอยู่บนพื้นดิน มีชีวิตเหมือนอยู่ไม่สู้ตาย โม่เสวี่ยิ่ก็อารมณ์ดียิ่งปานได้ดื่มน้ำทิพย์จาก์ นังตัวดีชอบทำให้ตนเองต้องเจอกับเื่ที่ได้แต่กินใบ้พูดไม่ออก ครานี้ข้าจะทำให้เ้าหมดโอกาสได้พลิกฟื้นขึ้นมาอีก จะเหยียบย่ำไว้ใต้ฝ่าเท้าให้สาแก่ใจ หากชื่อเสียงย่อยยับ ต่อให้หน้าตาสะสวยแล้วอย่างไร ไหนเลยจะมีโอกาสได้แต่งเข้าสกุลดีๆ ได้อีก ต่อไปค่อยหาโอกาสจับตัวไปโยนทิ้งที่หอนางโลมเสีย ดูซิว่าจะรักษาสถานภาพธิดาภรรยาเอกไว้ได้อีกหรือไม่
ยิ่งคิดก็ยิ่งลำพองใจ อยากจะออกไปโดยเร็ว หลังจากสวมหมวกเหวยเม่าเรียบร้อย ก็เปิดประตูพาโม่ซิ่วก้าวออกไปอย่างเร่งร้อน ขณะที่ก้าวลงบันไดก็มีเสียงชนดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านนอก ภายในอาคารสั่นะเื แเื่พากันใร้องถามกันเกรียวกราวว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น
ใบหน้าภายใต้หมวดเหวยเม่าเผยรอยยิ้มเย็นเยียบ ทุกอย่างเป็ไปตามแผน ให้รถม้าวิ่งชนต้นไม้ใหญ่ หลังจากนั้นก็ให้คนที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้ช่วยซือหม่าหลิงอวิ๋นออกมาก่อน ค่อยเข้าไปช่วยเหลือโม่เสวี่ยถงที่ติดในตัวรถ สถานะของพวกเขาสองคนเหมาะสมกัน ซือหม่าหลิงอวิ๋นสามารถแสดงตัวเป็ผู้กล้าช่วยเหลือหญิงงาม เนื่องจากเป็เหตุรถชน ใบหน้าของโม่เสวี่ยถงย่อมเผยผู้คนได้เห็น เื่ที่นางถูกโจรลักพาตัวก็ไม่อาจปิดบังได้
เื่ทำนองนี้หนักหนาพอจะทำลายสตรีผู้หนึ่งทั้งชีวิต!
รถม้าชนกับต้นไม้อย่างแรงจนพลิกคว่ำ โม่เสวี่ยถงกระเด็นไปตามแรงเหวี่ยง ศีรษะกระแทกกับผนังรถจนมึน เบื้องหน้าสายตาเห็นแต่ดาวพร่างพราย เสียงดังวิ้งๆ ก้องอยู่ในหัว ชั่วขณะนั้นแม้แต่เศษกระเบื้องในมือก็เกือบจับไว้ไม่อยู่ สมองคล้ายชะงักงัน
“คุณหนูสามสกุลโม่?” มีเสียงคนร้องด้วยความตระหนกจากด้านนอก
“เร็วเข้า ช่วยชีวิตคุณหนูสามสกุลโม่”
“ซือหม่าซื่อจื่อ ในรถยังมีคน หรือว่าจะมีคนลักพาตัวคุณหนูสามสกุลโม่ไป”
“เร็วๆ เข้า ช่วยชีวิตนางก่อน” เหมือนได้ยินเสียงคนดังแว่วอยู่ข้างหู ริมฝีปากของโม่เสวี่ยถงคลี่ยิ้มเยาะหยัน มือกุมเศษกระเบื้องแทงลงไปที่ร่างของบุรุษที่กำลังจะคลานออกไปนอกรถอย่างสุดกำลัง
เนื่องจากอยู่ในความมืดจึงไม่รู้ว่าแทงถูกตรงไหนบ้าง ซือหม่าหลิงอวิ๋นร้องโหยหวนอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้ โม่เสวี่ยถงกัดริมฝีปาก ชักมือกลับมาแล้วกระหน่ำแทงซ้ำลงไปอีก ความอาฆาตแค้นบดบังสติรับรู้ของนางจนหมดสิ้น คล้ายดั่งย้อนเวลากลับไปวันที่ต้องสิ้นใจอย่างอนาถ
ในห้องโถงที่เต็มไปด้วยสีแดงแห่งมงคล สายตาเยาะหยันของซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยิ่บาดลึกถึงกระดูก ทำให้นางลืมสิ้นทุกสิ่ง รู้สึกแต่้าเอาชีวิตของบุรุษสารเลวผู้นี้ให้ได้ เพื่อล้างแค้นให้กับบุตรชาย แม่นมสวี่ พวกโม่หลัน แม้ว่าชีวิตนี้จะต้องพบกับสถานการณ์สิ้นหวังอีกครั้งแล้วอย่างไร
เศษกระเบื้องที่ถืออยู่หลุดจากมือโดยไม่รู้ตัว ในความมืดมองเห็นสิ่งใดไม่ชัด รู้สึกเพียงว่ามีของหนักซัดมากระแทกหน้าอกของตน กลิ่นคาวเืพุ่งจากลำคอกระอักออกมาทางปาก ร่างบางถูกซัดกระเด็นลอยไปทางประตูที่เปิดไว้ครึ่งบานออกไปนอกตัวรถราวกับใบไม้ปลิดปลิว
เพียงพริบตาเดียวจากสถานที่มืดมิดก็เห็นท้องฟ้าที่มีหิมะโปรยปราย เบื้องหน้าสายตายังเห็นสิ่งใดไม่ชัด รับรู้เพียงความเวิ้งว้างเหมือนความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือน นางอยากจะหัวร่อให้ฟังร่วง ชาติที่แล้วหลังจากถูกพิษ ก็ถูกไฟคลอกตาย ชาตินี้ถูกซัดด้วยฝ่ามือจนกระอักเืออกมาตายภายใต้หิมะหนาวเหน็บ
ไม่รู้ว่าชาติก่อนนางเคยไปก่อกรรมอันใดไว้ ได้เกิดมาใหม่อีกครั้ง ผลสุดท้ายก็ยังต้องตายอย่างอนาถ ตนเองคงเคยทำกรรมชั่วไว้มาก จึงมิได้ตายดีทุกชาติไป
น่าเสียดาย... ผืนพสุธาที่สะอาดบริสุทธิ์ต้องมาเปรอะเปื้อนโลหิตของตนเอง
