“หัวหน้า ในสำนักของพวกเราไม่มีใครที่สามารถเปิดขดพลังิญญาได้ทีเดียวสองขดเลยใช่หรือไม่?” ศิษย์ของสำนักแม่มดเพลิงร้อนคนหนึ่งถามติงชิ่งเสียงค่อย
ติงชิ่งเองก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออกเช่นกัน เมื่อได้ยินเสียงถามค่อยๆ ของศิษย์น้องที่อยู่ข้างๆ แล้ว กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขาก็สะดุ้งเล็กน้อย “ไม่มี อย่างน้อยก็เท่าที่ข้ารู้คือใน่สามร้อยปีที่ผ่านมานี้ สำนักของเราไม่เคยมีอัจฉริยะเช่นนี้มาก่อนเลย ข้าก็เพิ่งเคยเห็นอะไรแบบนี้เป็ครั้งแรกนี่แหละ สมแล้วที่เป็เหล่าอัจฉริยะที่สามารถโค่ยสัตว์อสูรระดับสามได้ ศิษย์ของสำนักดาบิญญาเมฆากลุ่มนี้ล้วนสุดยอดจริงๆ”
“หัวหน้า ตอนนี้ข้าเริ่มเชื่อแล้วว่าที่ถังเซียวพูดนั้นเป็ความจริง เื่ที่หัวหน้าหลงกับเลี่ยวเคอพ่ายแพ้ให้กับคนพวกนั้นในการประลองเดิมพัน” ศิษย์ของสำนักแม่มดเพลิงร้อนอีกคนหนึ่งกลืนน้ำลายลงคอ
“ศะ...ศิษย์พี่ชิง สมบัติในทะเลสาบนี้ พวกเรา...” ต่งเย่าขยับตาเม็ดถั่วเขียวเล็กๆ ของเขาและพูดเสียงอ่อย ในใจของเขาก็เต้นเร็วเช่นกัน ในตอนแรกเซียวหลิงอวิ๋นตกลงแบ่งสามต่อเจ็ด ตัวเขากับติงชิ่งและคนอื่นๆ ต่างก็ยังรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่หลังจากการต่อสู้กับงูหลามไฟลายเมฆแล้ว ต่งเย่าก็รู้สึกว่าการแบ่งส่วนแบ่งสามต่อเจ็ดนั้นถือว่าคุ้มค่าสำหรับพวกเขาแล้ว
หากคิดส่วนแบ่งตามผลงานในการโค่นสัตว์อสูรแล้ว การที่อีกฝ่ายให้พวกเขาถึงสามส่วนนั้นยังมากไปด้วยซ้ำ
อีกทั้งในเวลานี้ ฉินหรูเยียนได้เปิดขดพลังิญญาได้ถึงสองขดภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วก้านธูปเช่นนี้ ยิ่งทำให้พวกต่งเย่าใจนตัวสั่น หากอีกฝ่ายไม่รักษาสัญญาและไม่แบ่งให้สามส่วนแก่พวกเขาตามที่ตกลงเอาไว้แต่แรกแล้ว พวกเขาก็ไม่มีความกล้ามากพอที่จะไปใช้กำลังกับอีกฝ่ายด้วย
หูของเซียวหลิงอวิ๋นนั่นไวมาก จึงรับรู้ได้ถึงความกังวลของต่งเย่าและพรรคพวกได้
เขาจึงหัวเราะและกล่าว “ศิษย์พี่ทั้งหลายแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์เพลิงร้อน พวกท่านวางใจได้ สมบัติในทะเลสาบนี้ พวกเราจะไม่เปลี่ยนแปลงข้อตกลงที่แบ่งกันสามต่อเจ็ดอย่างแน่นอน ส่วนแบ่งสามส่วนที่ต้องยกให้แก่พวกท่านนั้น จะไม่มีการลดลงแม้แต่น้อย”
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วถ้วยชา นอกจากฉินหรูเยียน หม่าิฮุ่ย กับหญิงสาวอีกสามคนแล้ว คนที่เหลือทั้งหมดก็ยืนอยู่บนหินก้อนใหญ่ที่แผดเผาอยู่กลางทะเลสาบ
ทันทีที่เหยียบย่างขึ้นไปบนอุกกาบาตขนาดมหึมานั้นแล้ว ตาเม็ดถั่วเขียวของต่งเย่าก็เปล่งแสงออกมา ตัวเขาสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงความสุขและความตื่นเต้นของสัตว์เลี้ยงของเขา หรือก็คือเ้าหนูวิเศษกินทองตัวนั้น
ฟิ่ว เ้าหนูตัวน้อยสีทองก็ะโลงไปที่ก้อนหินก้อนใหญ่ที่กำลังถูกแดดแผดเผาก้อนนั้น เปิดปากที่มีฟันหนูที่แหลมคมออกมา ลงมือแทะหินก้อนใหญ่ที่แข็งแกร่งกว่าหินผลึกนี้ออกมาหนึ่งก้อนเล็กๆ ก่อนจะกินเข้าไป
เ้าหนูตัวน้อยที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้ได้ดึงดูดความสนใจของถังเซียวและพรรคพวกทันที
“หืม? เ้านี่มันคือหนูวิเศษหรือ?” ถังเซียวจ้องมองหนูสีทองที่ตัวเล็กพอๆ ฝ่ามือด้วยความสนใจ
“ฮ่าๆๆ นั่นคือของรักของศิษย์น้องต่งน่ะ” เมื่อในที่สุดก็มีสิ่งที่สามารถอวดได้บ้างแล้ว ติงชิ่งก็ตอบไปอย่างภาคภูมิใจ “ที่ในครั้งนี้พวกเราสามารถมาถึงที่นี่ได้ ก็เป็เพราะเ้าหนูวิเศษกินทองตัวนี้นี่แหละ มันเชี่ยวชาญด้านการค้นหาสมบัติมาก สามารถรับรู้ได้เป็ระยะไหลหลายสิบลี้”
“หาสมบัติหรือ ถ้าอย่างนั้นหินก้อนนี้ก็คือสมบัติหรือ สมบัติชิ้นใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ?” ดวงตาของพวกถังเซียวก็เปล่งแสงออกมาทันที
เฉียนหม่านควงและศิษย์ของสำนักแม่มดเพลิงร้อนอีกสองคนต่างก็หยิบอีเต้อขุดแร่ขึ้นมาและฟาดลงไปบนหินก้อนนั้น
“เป้งๆๆ” ประกายไฟสาดกระเซ็นออกมา หินก้อนนั้นปรากฏแค่รอยบุ๋มตื้นๆ ขนาดเท่าเม็ดข้าวเพียงสามร้อยเท่านั้น
“แข็งมาก” ทั้งสามคนร้องเสียงหลงพร้อมกัน
“ฮ่าๆๆ ชื่อกินทองของมันไม่ได้ได้มาเปล่าๆ มันหมายความว่ามันสามารถแทะกินทองและเหล็กได้น่ะสิ ฟันที่แหลมคมของมันนั้นคมกว่าอาวุธิญญาชั้นสูงเสียอีก” ต่งเย่าทำหน้าประชดประชัน
เซียวหลิงอวิ๋นเหลือบมองเ้าหนูวิเศษกินทองที่กำลังแทะกินอุกกาบาตอยู่ ดวงตาของเขาเปล่งแสงออกมาแวบหนึ่ง
เป็โชคดีของต่งเย่าที่เ้าหนูวิเศษกินทองตัวนี้มีสายเืของสัตว์อสูรกินทองคำโบราณอยู่นิดหน่อย จึงไม่ใช่เื่แปลกที่มันจะสามารถแทะกินอุกกาบาตที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กและทองได้อย่างง่ายดาย
เพียงแต่เ้าสิ่งนี้ก็ยังเป็แค่เพียงหนูตัวเล็กๆ ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับสองเท่านั้น ลำพังอุกกาบาตขนาดใหญ่เช่นนี้ ต่อให้แทะกินเป็ร้อยปีก็ยังไม่หมด แต่แน่นอนว่าหากมีเวลาสักร้อยปี เ้าสัตว์ตัวน้อยนี้จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามการกลืนกินพลังิญญาของมัน
เมื่อมันก้าวขึ้นสู่สัตว์อสูรระดับสี่ ก็จะปลุกสายเืของสัตว์อสูรกินทองคำโบราณให้ตื่นขึ้น หินอุกกาบาตขนาดนี้คงเพียงพอให้มันกินได้แค่เพียงสองสามเดือนเท่านั้น
“ข้าคาดประมาณจากความลึกของทะเลสาบนี้แล้ว น่าจะมีความลึกมากกว่าร้อยจั้ง มีใครอยากจะลงไปสำรวจกับข้าบ้างหรือไม่?” เซียวหลิงอวิ๋นถาม
ทะเลสาบนี้ลึกถึงร้อยจั้งเลยหรือ? ทุกคนพากันอ้าปากค้างกันหมด
“อะแฮ่ม...หัวหน้า อย่าพูดให้ข้ากลัวสิ ตั้งร้อยจั้ง ข้าไม่สามารถดำไปลึกได้ขนาดนั้นหรอก” ถังเซียวเป็คนแรกที่โบกมือไปมาราวกับโบกพัดว่าไม่ไป
“ต่อให้ข้ามีเส้นธาตุิญญาน้ำระดับสอง แต่ข้าไม่มีเครื่องรางิญญาธาตุน้ำติดตัวด้วย ข้าดำน้ำได้ลึกที่สุดก็แค่ห้าสิบหมี่เท่านั้น ไม่มีทางที่ข้าจะลงไปสำรวจที่ก้นทะเลสาบได้หรอก” ศิษย์ของสำนักแม่มดเพลิงร้อนอีกคนกล่าว
“ข้าว่ายน้ำเก่ง ข้าจะลงไปกับศิษย์พี่เซียวเอง” เฉียนหม่านควงพูดด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของเขาเป็ประกาย เขาเติบโตมากับริมแม่น้ำ ั้แ่สมัยยังเป็ระดับนักยุทธ์ ตัวเขาสามารถดำน้ำลงไปได้ลึกถึงยี่สิบหมี่ของแม่น้ำได้อย่างว่องไว ในปัจจุบันพลังยุทธ์ของเขาเหนือกว่าเมื่อก่อนตั้งไม่รู้กี่เท่า แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าจะสามารถดำน้ำลงไปได้ถึงก้นทะเลสาบหรือไม่ก็ตาม แต่การได้ติดตามเซียวหลิงอวิ๋นไปด้วยก็นับว่าเป็เื่ที่ดี
สำนักแม่มดเพลิงร้อนปรึกษากันสักพัก ก่อนจะส่งติงชิ่งและต่งเย่าซึ่งเป็ตัวแกนนำของกลุ่มสองคนลงไปในทะเลสาบพร้อมกับเซียวหลิงอวิ๋น
กลางทะเลสาบ ระดับความลึกห้าสิบหมี่
ใบหน้าผอมๆ ของต่งเย่าแดงก่ำเหมือนตับหมู เมื่อลงไปถึงระดับความลึกสามสิบห้าหมี่ ตัวเขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันหนักหน่วง จากนั้นก็ฝืนดำลงไปอีกสิบห้าหมี่ แรงดันน้ำอันมหาศาลทำให้เขาไม่สามารถทนได้และกำลังจะถึงขีดจำกัด ในที่สุดเขาก็ทำท่าบอกกับพวกเซียวหลิงอวิ๋นสามคนว่าจะขอขึ้นไปก่อน แล้วว่ายน้ำขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากไปถึงความลึกหกสิบห้าหมี่ สีหน้าของเฉียนหม่านควงกับติงชิ่งก็กลายเป็สีตับหมูเช่นกัน
ติงชิ่งมองเฉียนหม่านควงข้างๆ แล้วมองไปที่เซียวหลิงอวิ๋นที่อยู่ข้างหน้าเขาหนึ่งหมี่ แล้วก็รู้สึกนับถือจากใจขึ้นมา ว่าคนพวกนี้ทั้งหมดล้วนเป็สัตว์ประหลาดชัดๆ
คนข้างๆ ตัวเขาเองก็เพิ่งจะเปิดขดพลังิญญาขดที่หกได้ไม่นาน ส่วนคนที่อยู่ข้างหน้าแปลกประหลาดยิ่งกว่า พวกเขาได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วว่าตัวเขาได้บรรลุจากผู้ใช้พลังิญญาระดับต้นขึ้นมาเป็ผู้ใช้พลังิญญาระดับกลางได้ไม่นาน หากพิจารณาจากระดับพลังยุทธ์ อีกฝ่ายย่อมอ่อนแอกว่าตนเองมาก แต่ในใต้น้ำนี้ แม้แต่หนุ่มสูงผอมอย่างเฉียนหม่านควงก็ยังมีความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าตนเองเลย ส่วนเซียวหลิงอวิ๋นที่อยู่ข้างหน้านั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ทำไมศิษย์ของสำนักกระบี่ิญญาเมฆากลุ่มนี้ถึงได้มีแต่อัจฉริยะที่โดดเด่นมากมายเช่นนี้
เมื่อนึกถึงเื่ที่ว่าตนเองดำลงไปได้แค่หกสิบกว่าหมี่เท่านั้น และยังขาดอีกมากกว่าจะถึงร้อยจั้ง ติงชิ่งและเฉียนหม่านควงต่างก็รู้สึกนับถือจากใจและทำท่าคารวะให้เซียวหลิงอวิ๋น แล้วว่ายน้ำขึ้นไป
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนว่ายน้ำขึ้นไปแล้ว
ตัวของเซียวหลิงอวิ๋นก็ดำดิ่งลงไปต่อ หลังจากนั้นสักพัก ลูกปัดวิเศษกันน้ำที่อยู่ในปากก็เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนออกมา ห่อหุ้มตัวเขาเอาไว้
เซียวหลิงอวิ๋นที่อยู่ภายในแสงสีฟ้าก็ถอนหายใจออกมายาวๆ
หากไม่มีเ้าลูกปัดวิเศษกันน้ำนี้ ตัวเขาจะดำน้ำได้ลึกกว่าติงชิ่งและเฉียนหม่านควงแค่เพียงยี่สิบหมี่เท่านั้น พอมีลูกปัดวิเศษกันน้ำนี้ และไม่มีคนอื่นอยู่รอบๆ ตัว เซียวหลิงอวิ๋นก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก ว่ายน้ำลงไปที่ก้นทะเลสาบอย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งที่ทำให้เซียวหลิงอวิ๋นต้องประหลาดใจคือ ความลึกของทะเลสาบนี้ลึกกว่าที่เขาคาดเอาไว้เล็กน้อย ตอนที่เขาเก็บดอกโบตั๋นเพลิงหมอกขึ้นมานั้นยังอยู่ห่างจากก้นทะเลสาบที่แท้จริงอยู่อีกถึงร้อยหมี่
สิ่งที่น่าใก็คือ เมื่อลงมาถึงความลึกหนึ่งร้อยจั้งแล้ว ก็พบหินก้อนใหญ่สีดำที่เปล่งแสงเรืองรองเป็หย่อมๆ อยู่
‘หอยมุกฉลามทะเลลึก’ เมื่อมองไปรอบๆ จะพบว่าหอยมุกแต่ละตัวจะมีขนาดพอๆ กับอ่างล้างหน้า เปลือกแข็งๆ บางตัวก็อ้าออกเล็กน้อย บางตัวก็อ้าเปิดกว้าง แสงเรืองๆ เปล่งออกมาจากเปลือกหอยที่อ้าอยู่เหล่านี้
ไข่มุกฉลามไพโรจน์นี้มีขนาดพอๆ กับไข่ไก่ เปล่งแสงเรืองรองออกมาอย่างน่าหลงใหล ส่องสว่างพื้นที่รอบๆ ของก้นทะเลสาบเป็ระยะถึงสามสิบหมี่
เ้าสิ่งนี้คือของดี
ดวงตาของเซียวหลิงอวิ๋นเป็ประกายขึ้นมาทันที
หลังจากนั้นไม่นาน เซียวหลิงอวิ๋นก็ห้อยไข่มุกฉลามไพโรจน์ที่ขนาดเท่าไข่ไก่นี้ไว้ที่หน้าอกของเขา เพื่อส่องสว่างพื้นที่รอบๆ ในระยะสิบสองหมี่ และยังมีอีกถึงสิบเก้าเม็ดที่บรรจุอยู่ในกระเป๋าจักรวาลที่อยู่ที่เอวของเขาอีก ทุกคนจะได้ส่วนแบ่งกันคนละเม็ด
ภายใต้แสงเรืองๆ ของไข่มุกฉลามไพโรจน์นี้ ทั้งโคลนและสาหร่ายที่ลอยอยู่ก้นทะเลสาบเริ่มปรากฏให้เห็น ในที่สุดตัวเขาก็มาถึงก้นทะเลสาบแล้ว
อ๊ะ นั่นอะไรน่ะ? สายตาของเซียวหลิงอวิ๋นถูกดึงดูดไปที่พุ่มพืชใต้น้ำที่เจริญงอกงามอยู่บริเวณอุกกาบาตซึ่งจมอยู่ในโคลนก้นทะเลสาบ
