“ทำไมถึงเป็เขาไปได้ล่ะ”
ยามนี้ ที่มุมหนึ่งของสนามประลองยุทธ์ ชายหนุ่มร่างกายสูงโปร่งผ่าเผยในชุดคลุมยาวสีดำคนหนึ่งที่เหลือบไปเห็นเยี่ยเฉินเฟิง สีหน้าของเขาก็พลันฉายแววประหลาดใจออกมาทันที
ชายหนุ่มคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็ชายชุดดำผู้เป็เ้าของดรรชนีสะท้านจิตที่ถูกเยี่ยเฉินเฟิงปล้นทรัพย์ตอนอยู่ในเทือกเขาจื่ออวิ๋น
“เพิ่งจะเข้าสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ได้ไม่ทันไร ก็ท้าประลองกับปรมาจารย์อสูรมายาระดับสามแบบสองรุมหนึ่งแล้วเรอะ ไอ้เด็กนั่นมันเป็สัตว์ประหลาดแปลงกายมาหรืออย่างไร” ชายหนุ่มชุดดำส่ายหน้าไปมา พูดพึมพำกับตัวเอง
แม้ว่าการกระทำของเยี่ยเฉินเฟิงจะดูอวดดีเสียเต็มประดา แต่เมื่อนึกถึงพร์อันน่าทึ่งของอีกฝ่ายแล้ว เขาก็ไม่คิดว่าสยงเฮ่อและคังซงจะจบสวยสักเท่าไหร่
เมื่อััพลังกดดันอันแรงกล้าที่พวกสยงเฮ่อปลดปล่อยออกมา พลังในร่างกายของเยี่ยเฉินเฟิงก็ปะทุออกมาราวกับูเาไฟะเิอย่างฉับพลัน เขาเหมือนกับหมาป่าดุร้ายที่ซ่อนเร้นตัวตนมาแสนนาน แยกเขี้ยวยิงฟันคมกริบ จิตสังหารแผ่ซ่านคุกรุ่น!
“ปลดปล่อยพลังทั้งหมด”
ครู่ต่อมาพลังเืลมทั่วร่างกายของเยี่ยเฉินเฟิงก็ะเิออกมา สั่นะเืมวลอากาศรอบด้านจนสั่นไหวอย่างรุนแรง พลังกดดันที่ปลดปล่อยออกมาจากพวกสยงเฮ่อที่ผสานรวมกับจิตอสูรถูกฉีกกระชากอย่างไม่หยุดยั้ง
“อะไรกัน!”
เมื่อรับรู้ถึงพลังกายที่เยี่ยเฉินเฟิงะเิออกมาได้ในชั่วพริบตานั้น สีหน้าของพวกสยงเฮ่อก็เปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน สายตาที่จ้องมองไปทางเยี่ยเฉินเฟิงเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาไม่เคยคิดฝันเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงที่เป็เพียงปรมาจารย์อสูรมายาระดับหนึ่งจะสามารถะเิพลังที่น่าสะพรึงกลัวกว่าพวกเขาทั้งสองคนได้
“ปีศาจ เขามันปีศาจชัดๆ เลย” ชายชุดดำยืนปากอ้าตาค้างมองคลื่นพลังที่สูงเทียมฟ้าของเยี่ยเฉินเฟิง เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าระยะเวลาแค่หนึ่งวันสั้นๆ พลังที่แท้จริงของเยี่ยเฉินเฟิงเพิ่มสูงขึ้นขนาดนี้ได้อย่างไร
“พวกเราบุก!”
หลังจากเสียสมาธิไปชั่วขณะ สยงเฮ่อและคังซงก็เป็ฝ่ายบุกเข้าไปโจมตีก่อน สยงเฮ่อใช้แปดก้าวไล่จักจั่นพุ่งทะยานเข้าประชิดเยี่ยเฉินเฟิงในระยะใกล้
ส่วนคังซงก็หยิบดาบใหญ่ที่สลักอักขระเวทโจมตีไว้สองสายด้ามหนึ่งออกมาจากถุงเอกภพที่อยู่ในอกเสื้อของตนเองแล้วยกดาบฟาดฟันลงไปด้วยพลังตัดแยกแผ่นฟ้า
สยงเฮ่อและคังซงผสานการโจมตีกันอย่างรู้ใจ การโจมตีประสานของทั้งสองคนทรงพลังพอจะล้มปรมาจารย์อสูรมายาระดับสี่ได้ด้วยซ้ำไป แต่สิ่งที่พวกเขายังไม่รู้ก็คือพลังกายของเยี่ยเฉินเฟิงได้เหนือล้ำกว่าปรมาจารย์อสูรมายาระดับสี่ไปแล้ว เพื่อชดเชยพลังที่แท้จริงซึ่งยังมีไม่มากพอ
“ตราประทับอสรพิษโลหิต!”
“ทลายจิต!”
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีประสานของพวกสยงเฮ่อ เยี่ยเฉินเฟิงก็ยืดตัวตรงอย่างกล้าหาญ ไม่ได้เบี่ยงตัวหลบหนีเลยแม้แต่น้อย
ตามการไหลเวียนของพลังิญญาและพละกำลังจากในร่างกายไปสู่แขนทั้งสองข้าง มือขวาของเขาขยับพลิ้วไหวราวกับพญาอสรพิษร่ายรำ ตราประทับอสรพิษโลหิตถูกรวบรวมขึ้นในชั่วพริบตา พุ่งโจมตีเคล็ดิญญาของสยงเฮ่อในระยะประชิด
ส่วนมือข้างซ้ายของเยี่ยเฉินเฟิงก็ชี้ออกไปยังห้วงเวลาอันว่างเปล่า ลำแสงดรรชนีสายหนึ่งตัดผ่านฟากฟ้ากว้างไกล ยิงปะทะปราณดาบอันดุดันซึ่งเป็เคล็ดิญญาของคังซง
“ตูม ตูม!” เสียงดังสนั่นปรากฏขึ้นสองครา
เคล็ดิญญาอันแข็งแกร่งทั้งสี่สายชนปะทะกันอย่างรุนแรง ประกายแสงิญญาแวววาวส่องสะท้อนออกมา สั่นสะท้านจนอากาศรอบด้านปรากฏเป็คลื่นสะท้อนบนผิวน้ำแน่นขนัด
“หือ สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์มียอดอัจฉริยะเช่นนี้ั้แ่เมื่อไหร่”
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ที่เยี่ยเฉินเฟิงใช้สองมือร่ายเคล็ดิญญาที่แตกต่างกันรับมือการโจมตีของสยงเฮ่อและคังซงที่บุกเข้ามาพร้อมกัน ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ของผู้าุโจินก็เผยแววตกตะลึงอยู่เล็กน้อย
เนื่องจากการร่ายเคล็ดิญญาสองชนิดพร้อมกัน นอกจากจะต้องฝึกฝนเคล็ดิญญานั้นจนเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งแล้วยังต้องแบ่งสมาธิออกเป็สองฝั่งในเสี้ยวพริบตา เพื่อควบคุมพลังิญญาภายในร่างให้โจมตีออกไปถึงสองครั้ง ซึ่งคนทั่วไปไม่มีทางทำได้สำเร็จ
“ตราประทับอสรพิษโลหิต ่เวลาสั้นๆ เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น เขาไม่เพียงทะลวงผ่านเขตแดนและยกระดับพลังที่แท้จริงให้สูงขึ้นได้ แต่ยังศึกษาจนรู้แจ้งเคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นกลางได้อีกเรอะ หนำซ้ำยังฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์ได้อีก”
“เหตุใดใต้หล้าถึงมีปีศาจเช่นนี้โผล่ออกมาได้”
ชายชุดดำตกตะลึงกับพร์ดุจปีศาจของเยี่ยเฉินเฟิงจนพูดอะไรไม่ออก ร่างกายแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนไปแล้ว
“เคลื่อนย้ายดุจเงาพราย!”
หลังจากรับมือเคล็ดิญญาของทั้งสองคนแล้ว ใต้ฝ่าเท้าของเยี่ยเฉินเฟิงก็เกิดแสงสว่างวาบ ร่างเขาทะยานผ่านอากาศชั้นแล้วชั้นเล่าไปโผล่อยู่ด้านหลังของสยงเฮ่ออย่างน่าตื่นใ
“แย่แล้ว!”
เมื่อััได้ถึงอันตรายจากด้านหลัง ใจของสยงเฮ่อก็เต้นกระหน่ำ คิดจะใช้กระบวนท่าแปดก้าวไล่จักจั่นพลิ้วกายหลบหนี
ทว่าในตอนนั้นเอง พละกำลังนับหมื่นจินก็พรั่งพรูออกมาจากใต้ฝ่าเท้าของเยี่ยเฉินเฟิงไหลทะลักลงสู่พื้นเบื้องล่าง สั่นะเืรุนแรงจนทำให้เวทีประลองที่สร้างขึ้นมาจากเหล็กไหลนิลกาฬสั่นไหว ส่งผลให้ความเร็วในการหลบหนีของสยงเฮ่อลดลงไปมาก
ครู่ต่อมาเยี่ยเฉินเฟิงก็ใช้หมัดที่บีบอัดพลังเอาไว้จนถึงขีดสุดชกใส่หลังของสยงเฮ่ออย่างโเี้ เจาะทะลายเกราะป้องกันของเขา กระแทกกระดูกสันหลังของอีกฝ่ายจนแตกร้าว เืจำนวนมากพวยพุ่งออกจากปากของเขา
ร่างกายคว่ำหน้ากระแทกพื้นอย่างรุนแรงจนพื้นผิวเกิดแรงสั่นะเืเสียงดังครืนๆ
“ตัดเงาจันทรา”
คังซงเห็นว่าสยงเฮ่อถูกเยี่ยเฉินเฟิงโจมตีจนาเ็สาหัส ม่านตาก็หดแคบลงโดยพลัน ฉวยโอกาสยกดาบยาวอาวุธิญญาระดับต่ำขึ้น ร่ายเคล็ดิญญาที่อานุภาพร้ายกาจมากสุดจากทั้งหมดที่เขามี เคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นกลางตัดเงาจันทราฟันโจมตีใส่เยี่ยเฉินเฟิง
เมื่อตัดจันทราถูกใช่ร่วมกับศาสตราวุธิญญาระดับต่ำทำให้อานุภาพของมันออกมาน่ากลัวมาก เงาดาบที่ตัดผ่านลงมาราวกับจันทร์เสี้ยวที่ร่วงหล่นสู่แดนมนุษย์ตัดทะลุอากาศลงมาชั้นแล้วชั้นเล่า
กระบวนท่าโจมตียังไม่ทันถึงตัวิัทั่วร่างของเขาก็เริ่มปวดร้าว เืลมในร่างกลับตาลปัตรขึ้นมาก่อนแล้ว
“ศิษย์สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ไม่ธรรมดาจริงเสียด้วย”
เมื่อเผชิญหน้ากับเคล็ดิญญาที่แข็งแกร่งสุดของคังซง เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่กล้าพุ่งเข้าไปรับตรงๆ จึงเรียกใช้แก่นแท้ของเคลื่อนย้ายเงาพราย พลิ้วไหวร่างกายด้วยท่วงท่าแปลกประหลาดติดต่อกันสามครั้งภายในเสี้ยววินาที เคลื่อนไหวหลบหนีตัดเงาจันทราที่ฟาดฟันลงมา
“ฝ่ามือแปดดินแดน!”
ในเสี้ยวพริบตาที่เยี่ยเฉินเฟิงพลิ้วกายหลบหนี สยงเฮ่อที่าเ็หนักพอสมควรก็ตะเกียกตะกายขึ้นมาจากพื้นโดยไม่สนใจาแ เงาร่างจิตอสูรประกายวาบขึ้นในร่างกายของเขา ทะยานเข้าไปโจมตีเยี่ยเฉินเฟิงอย่างหมายปลิดชีพ
ฝ่ามือแปดดินแดนก็เหมือนกับตราประทับอสรพิษโลหิตที่มีอานุภาพเทียบเท่ากับเคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นสูง เพียงแต่ความยากในการฝึกฝนก็สูงตามไปด้วย ด้วยระดับความเข้าใจของสยงเฮ่อเขาจึงไม่สามารถฝึกฝนฝ่ามือแปดดินแดนได้จนถึงระดับสมบูรณ์ ส่งผลให้อานุภาพของฝ่ามือแปดดินแดนลดน้อยลงไปมาก
“ตราประทับอสรพิษโลหิต!”
เยี่ยเฉินเฟิงก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าด้วยความเร็วสูง พลังกายและพลังิญญาทั่วร่างหลอมรวมเป็หนึ่ง พลังที่รวมตัวเป็อสรพิษโลหิตแปรรูปลักษณ์เป็ตราประทับฝ่ามือขนาดใหญ่สีแดงฉานภายในชั่วพริบตา พุ่งออกไปปะทะกับอีกฝ่าย
ในเสี้ยววินาทีที่เคล็ดิญญาทั้งสองปะทะกัน พลังที่เอ่อล้นของตราประทับอสรพิษโลหิตก็ทุบทำลายฝ่ามือแปดดินแดนจนย่อยยับ พลังอันน่ากลัวเจาะเข้าไปในแขนทั้งสองข้าง สั่นสะท้านรุนแรงจนกล้ามเนื้อแขนของสยงเฮ่อฉีกชาด ร่างกายราวกับว่าวที่ขาดจากสายลื่นไถลตกลงจากกลางเวหา กระเด็นออกไปจากพื้นที่เวทีประลอง พ่ายแพ้การแข่งขันไปโดยปริยาย
“สยงเฮ่อแพ้แล้ว”
ถังซงรู้ซึ้งเกี่ยวกับพลังที่แท้จริงของสยงเฮ่อเป็อย่างดี แม้แต่ตัวเขาเองยังเอาชนะอีกฝ่ายได้ไม่ง่ายนักเลย แต่เยี่ยเฉินเฟิงกลับใช้วิธีที่โเี้ที่สุดและเถรตรงที่สุด ต่อยอีกฝ่ายจนลอยเคว้งออกไปจากเวที ทำให้จิตใจของคังซงดำดิ่งสู่ความสิ้นหวังในทันที
เขารู้ว่าตัวเองไปแตะย้อนเกล็ดัเข้าเสียแล้ว การประลองครั้งนี้เกรงว่าจะต้องเป็ฝ่ายที่แพ้พ่าย
ในขณะที่เขาเผลอเหม่อลอยอยู่นั้น ใต้ฝ่าเท้าของเยี่ยเฉินเฟิงก็ปรากฏแสงสว่างวาบทะยานร่างเข้ามาจู่โจมเขาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมีอาวุธิญญาระดับต่ำเป็ตัวช่วยพลังโจมตีของคังซงจึงอยู่เหนือกว่าสยงเฮ่อ แต่เมื่อต้องเผชิญกับก้าวย่างแก่นสารเคลื่อนย้ายดุจเงาพรายการโจมตีของคังซงก็ไม่อาจสร้างาแให้เยี่ยเฉินเฟิงได้เลย
เมื่อเวลาไหลผ่านไปอย่างช้าๆ คังซงที่สูญเสียพลังิญญาไปมากก็เริ่มจะควบคุมร่างกายไม่ได้ดั่งใจ ความเร็วและอานุภาพในการโจมตีก็ลดฮวบลงไปมาก
ในขณะที่ฝั่งของเยี่ยเฉินเฟิงอาศัยพละกำลังนับหมื่นจินที่เขามีอยู่ยิ่งสู้รบก็ยิ่งองอาจ การโจมตีค่อยๆ กลายเป็ฝ่ายอยู่เหนือกว่าคังซง
ในขณะที่คังซงฟาดดาบวืดไปนั้น เยี่ยเฉินเฟิงก็ฉวยโอกาสยิงลำแสงดรรชนีนับดารา ประกายแสงและทลายจิตทั้งสามกระบวนท่าออกไปอย่างรวดเร็ว ทุบทำลายเกราะป้องกันของอีกฝ่ายจนแตกยับ โจมตีร่างกายอีกฝ่ายจนาเ็สาหัส เืสดจำนวนมากไหลทะลักออกมาเปื้อนอาภรณ์ของเขาจนชุ่มโชก
“เ้าจะยอมแพ้หรือไม่!” เยี่ยเฉินเฟิงมองดูคังซงที่นอนหมอบกับพื้นด้วยาแสาหัส ปลดปล่อยพลังกายอันแข็งแกร่งกดดันอีกฝ่าย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ขะ...ข้ายอมแพ้”
คังซงถูกเยี่ยเฉินเฟิงทุบตีจนหวาดกลัวขึ้นสมอง เมื่อััได้ถึงแรงกดดันหนักหน่วงจนหายใจลำบาก จิตใจของเขาก็พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ เอ่ยยอมรับความพ่ายแพ้อย่างอัปยศอดสู
