บทที่ 132 เบาะแสของเืศักดิ์สิทธิ์
“ในหัวของเ้าคิดอะไรอยู่ ข้าบอกว่าราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนจะร่วมมือกันอย่างราบรื่น แล้วต้องขออนุญาตจากเ้าหรือไม่” เฉียนหลิงเทียนมองฉินชูพร้อมกับพูดขึ้น
ฉินชูมองโม่เต้าจื่อและคนอื่นๆ “ฉินชูคิดว่าราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนจะร่วมมือกันอย่างราบรื่น แต่ราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนจะร่วมมือกันอย่างราบรื่นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับจักรพรรดิเฉียนผู้ยิ่งใหญ่”
“คำพูดของเ้าหมายความว่าอย่างไร เ้าคิดว่าสำนักชิงหยุนมีสัจจะ แต่ข้าไม่มีอย่างนั้นหรือ” เฉียนหลิงเทียนมองฉินชูด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยไฟโทสะ ไม่เคยมีใครปฏิบัติกับเขาเช่นนี้มาก่อน
“ฉินชูไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่ตัวข้าไม่ได้รู้จักจักรพรรดิเฉียนดีพอ นี่คือสัจจะ” ฉินชูประสานมือ
“เ้าแสบเอาเื่เหมือนกัน เ้าสำนักหลัว ผู้เฒ่าโม่ ข้าขอให้คำมั่นสัญญาไว้ ณ ที่นี้ ว่าขอเพียงสำนักชิงหยุนไม่ทรยศราชวงศ์เฉียน ทุกที่ที่มีราชวงศ์เฉียนจะต้องมีสำนักชิงหยุนอยู่ด้วย” หลังถลึงตาใส่ฉินชูเสร็จ เฉียนหลิงเทียนก็ลั่นสัตย์สาบาน เขาไม่คิดว่าคำพูดพล่อยๆ ของตัวเองจะถูกฉินชูเอามาเล่นงานกลับ
หลัวเจิน โม่เต้าจื่อและคนอื่นๆ ลุกขึ้นประสานมือคารวะให้เฉียนหลิงเทียนทันที สิ่งที่เฉียนหลิงเทียนทำคือการให้คำสัญญาที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเทียบเท่ากับคำสาบานก็ไม่ปาน
ฉินชูประสานมือคารวะเฉียนหลิงเทียนเช่นกัน เขาไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถหาหลักประกันที่ยิ่งใหญ่ให้กับสำนักชิงหยุนได้ขนาดนี้
“ฉินชู ข้าผู้นี้ให้ความเคารพเ้าเป็อย่างมาก เ้าเองก็ควรทำตัวให้น่าเชื่อถือเช่นกัน” เฉียนหลิงเทียนเหลือบมองฉินชูพร้อมพูดขึ้น
หลังจากการประชุมระหว่างราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนสิ้นสุดลง ฉินชูก็หาเรือนว่างพักอาศัย เดิมทีเขาจะกลับไปที่สำนักชิงหยุน แต่ถูกโม่เต้าจื่อห้ามเอาไว้ก่อน
ขณะที่ฉินชูกำลังขบคิดปัญหา เฉียนหลิงอู่ก็เข้ามา
“หลังการต่อสู้ครั้งนี้ อาณาจักรหนานเหยียนจะสงบขึ้นอีกหน่อย” เฉียนหลิงอู่พูดขึ้นหลังจากนั่งลง
“สำนักหมื่นดาบ ตำหนักพญาจิ้งจอกคงรู้แล้วว่าราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนผนึกกำลังกัน ดังนั้นจึงไม่บุกโจมตีอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะหากทั้งสองฝ่ายต่างฝ่ายต่างเสียหายอย่างหนัก จะส่งผลต่อความปลอดภัยต่ออาณาจักรหนานฮวงของพวกเขาเช่นกัน ซึ่งทางฝั่งศาลาดาวฤกษ์ก็ต้องเผชิญปัญหานี้เช่นกัน” ฉินชูเอ่ยปากพูด
“ที่น่าเสียดายก็คือการปล่อยให้บุคคลสำคัญของพวกมันหนีไปได้ ซูเสวี่ยอีกับหลัวเซียวจากสำนักเตาเสวี่ย ซิงเฉินหนี่จากศาลาดาวฤกษ์ ไหนจะตำหนักพญาจิ้งจอกอีก คนพวกนี้ล้วนเป็ผู้แข็งแกร่งเปี่ยมพร์ การไม่ฆ่าพวกเขาถือเป็ความผิดพลาด หากพบเจอพวกเขาหลังจากนี้ เ้าต้องระวังตัวให้ดี” เฉียนหลิงอู่พูดกับฉินชู
ฉินชูพยักหน้า “เดี๋ยวข้าก็ออกไปจากอาณาจักรหนานเหยียนเพื่อตามหาเบาะแสของตระกูลสายเืศักดิ์สิทธิ์แล้ว”
“หลังจากรู้เื่ของเ้า ข้าลองไปค้นหาหนังสือเกี่ยวกับสายเืศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง กรณีของเ้าไม่มีบันทึกเอาไว้ แต่มีกรณีหนึ่งถูกบันทึกเอาไว้อยู่ เืศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดมีโอกาสแปรเปลี่ยนเป็กระดูกศักดิ์สิทธิ์ เมื่อแปรเปลี่ยนเป็กระดูกศักดิ์สิทธิ์จะเกิดการกลายพันธุ์” เฉียนหลิงอู่พูดกับฉินชู
“ข้ารู้เื่นี้มาบ้าง แต่นั่นต้องเป็เืศักดิ์สิทธิ์ขั้นราชันย์ก่อน การที่ข้ามีเืศักดิ์สิทธิ์สถิตร่างนับว่าเป็เื่อัศจรรย์แล้ว ท่านยังคิดว่าเืศักดิ์สิทธิ์ของข้าเป็ขั้นราชันย์อีกหรือ” ฉินชูพูดปนหัวเราะ
เฉียนหลิอู่มองฉินชู “เ้าต้องจำคำนี้ไว้ให้ดี ทุกอย่างล้วนเป็ไปได้ทั้งนั้น”
ฉินชูหัวเราะ แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก เส้นทางหลังจากนี้ค่อยว่ากัน การคาดเดาของตัวเองล้วนไร้ความหมาย
ฉินชูกับเฉียนหลิงอู่พูดคุยกันอย่างสบายใจ นั่นทำให้ทั้งสองอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย เพราะปัญหาระหว่างราชวงศ์เฉียนกับสำนักชิงหยุนได้คลี่คลายลงแล้ว
เฉียนหลิงอู่บอกฉินชูว่าไม่ต้องรีบร้อน เอาไว้นางจะช่วยฉินชูหาข้อมูลอีกทีหนึ่ง
พูดคุยกันต่ออีกสักพัก เฉียนหลิงอู่ก็จากไป เหลือฉินชูไว้คนเดียว ฉินชู้ากลับไปยังสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่มาสิบสี่ปี แต่เนื่องจากโม่เต้าจื่อขอให้เขารอก่อน อีกทั้งเฉียนหลิงอู่ก็ยังอยู่ที่นี่ เขาจึงไปไหนไม่ได้
หลังจากออกมาจากที่พักของฉินชู เฉียนหลิงอู่ก็มาหาท่านพี่ของตัวเอง “น้องข้า เ้าฉินชูจอมกวนประสาทคนนั้นจ้องเป็ปรปักษ์กับพี่อยู่ตลอด นี่มันเื่ตลกอะไรกัน” เฉียนหลิงเทียนพูดอย่างไม่พอใจ
“ท่านพี่ไม่คิด ว่านั่นเป็นิสัยอันเป็เอกลักษณ์ของเขาหรอกหรือ ไม่ว่าเจอคนแบบไหน ล้วนไม่ยอมจำนน สถานะและอำนาจของอีกฝ่ายไม่มีทางเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเองได้ ท่านพี่ควรชื่นชมคนแบบนี้สิถึงจะถูก” เฉียนหลิงอู่พูดแกมหัวเราะ
“ขืนเ้าเป็แบบนี้ต่อไปจะเป็ปัญหาเอาได้ แต่เอาเถอะ นี่ก็ไม่ใช่เื่เลวร้ายอะไร” เฉียนหลิงเทียนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนพูดขึ้น
ฉินชูเข้าฌานบ่มเพาะพลังปราณอยู่ในห้องพักของตัวเองจนกระทั่งโม่เต้าจื่อเข้ามา
“ฉินชู เ้ามีความคิดอะไรบางอย่างแล้วใช่หรือไม่” โม่เต้าจื่อถามฉินชู
“ท่านผู้เฒ่าโม่ ศิษย์อยากออกตามหาเบาะแสเื่ชาติกำเนิดของตัวเอง ท่านเองก็เห็นว่าตอนนี้เป็เวลาอันดี ชายชุดครามผู้นั้นถูกพันธนาการเอาไว้ ไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็เช่นไรบ้าง ส่วนหญิงสาวที่ผมหงอกผู้นั้นก็าเ็สาหัสเพราะช่วยศิษย์ ศิษย์ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป” ฉินชูมองโม่เต้าจื่อพร้อมกับพูดขึ้น เขารู้ดีว่าโม่เต้าจื่อไม่อยากให้เขาไปไหน
โม่เต้าจื่อถอนหายใจ “ข้าไม่อยากปล่อยเ้าไป ไม่ใช่ว่าข้าจะปิดกั้นทางของเ้า เหตุผลหลักคือข้าไม่สบายใจ แต่ในความเป็จริงแล้ว ทุกคนควรต้องรู้อดีตและรากเหง้าของตัวเอง ไม่ว่าชายชุดคราม หรือหญิงผู้นั้นจะเป็ใคร เ้าต้องอธิบายให้พวกเขาฟัง อย่างน้อยให้พวกเขารู้ว่าเ้ายังมีชีวิตอยู่และสบายดี ความพยายามั้แ่เริ่มแรกของพวกเขาจะได้ไม่เสียเปล่า”
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่เข้าใจ ฉินชูจะจดจำสำนักชิงหยุนไว้เสมอ” ฉินชูพูดขึ้น
“สำนักชิงหยุนต้อนรับเ้ากลับมาทุกเมื่อ อ้อ เ้าต้องจำไว้อย่างหนึ่ง นั่นคืออย่าแข็งข้อกับใต้หล้านี้เกินไป หากมีสำนักอื่นหรือมีผู้าุโที่เหมาะสมสามารถแนะนำเ้าได้ เ้าก็ควรกราบไหว้เข้าเป็ศิษย์ของพวกเขา” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น
ฉินชูแปลกใจ “หากเข้าร่วมกับสำนักอื่นอีก นั่นไม่นับว่าเป็การทรยศต่อสำนักชิงหยุนหรือ”
“ไม่ใช่สำนักนอกรีตที่ชั่วช้าก็พอ ข้าเองก็มีปรมาจารย์มากกว่าหนึ่งคน แต่ควรจำไว้ว่าการเลือกนั้นสำคัญมาก ปรมาจารย์ที่มีความประพฤติไม่ดีอาจทำร้ายเ้าและทำให้ศีลธรรมเสื่อมลงไปตลอด” โม่เต้าจื่อเตือนฉินชู
“ศิษย์จะจำเอาไว้ขอรับ” ฉินชูพูดขึ้นหลังจากถอนหายใจหนึ่งเฮือก
“หลังจากรู้ชาติกำเนิดของเ้า ข้าได้จัดเรียงข้อมูลเกี่ยวกับเืศักดิ์สิทธิ์ให้กับเ้าแล้ว มีเพียงห้าตระกูลที่มีเืศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ๆ อยู่ในมหายุทธภพ พวกเขาเคยเป็ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนอยู่ในอาณาจักรของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อยี่สิบปีที่แล้วมีบางอย่างเกิดขึ้นที่อาณาจักรนี้ ตระกูลหงส์เพลิงถูกกองกำลังอื่นปิดล้อมสังหาร เหมือนพวกเขาจะหายไปทั้งตระกูล นอกจากนี้ตระกูลเต่านิลก็ปิดูเาด้วยเหตุผลบางอย่าง ส่วนเ้าน่าจะมีความเกี่ยวโยงกับตระกูลหงส์เพลิงอย่างชิดใกล้ที่สุด ข้ากังวลมากว่าเ้าจะเข้าไปพัวพันในวังวนนี้” โม่เต้าจื่อส่ายหัว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
“ยี่สิบปีที่แล้ว... นี่น่าจะไม่เกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของศิษย์เท่าไร” ฉินชูคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูด
“แม้เวลาไม่ตรงกัน แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตระกูลหงส์เพลิง หญิงผู้นั้นจะถูกตามฆ่าหรือไม่ แน่นอนว่าไม่ ข้าคิดว่าอาจมีความเชื่อมโยงบางอย่างในเหตุการณ์นี้อยู่แน่นอน นี่เป็ข้อมูลบางส่วนที่ข้ารวบรวมมาได้ เ้ารับไปเถอะ” โม่เต้าจื่อ หยิบสมุดบันทึกออกมาแล้วมอบให้ฉินชู
เมื่อรับสมุดจดบันทึกฉินชูพลันโค้งคำนับ ไม่ว่าหลังจากนี้จะเป็เยี่ยงไร เขาจะรำลึกถึงโม่เต้าจื่อเสมอ
