เซวียเสี่ยวหรั่นคลางแคลงใจย่อมต้องซักถาม
"แฮ่ม ปัญญาชน ชาวนา คนใช้แรงงาน พ่อค้าวาณิชสี่อาชีพ แม้พ่อค้าจะหาเงินได้ แต่ก็มักถูกผู้อื่นดูิ่ ปรกติคนตระกูลผู้มียศถาบรรดาศักดิ์จะไม่ทำการค้า" เหลียนเซวียนค่อยๆ อธิบาย "พวกพ่อค้าเห็นแก่ผลประโยชน์เป็ใหญ่ คิดแต่เื่เงินทอง อุปนิสัยและทัศนคติของพวกเขาส่งผลให้ชื่อเสียงไม่ดี สถานะก็ด่างพร้อย"
เซวียเสี่ยวหรั่นฟังจบ ก็ทำตาปริบๆ "แล้วตระกูลผู้มียศถาบรรดาศักดิ์เกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ ข้าเป็แค่สตรีคนหนึ่ง หาค่าใช้จ่ายเล็กน้อย ใครจะว่างมาก ขนาดแล่นมาหาเื่กับข้า ข้าไม่ใช่คุณหนูสกุลใหญ่สักหน่อย"
เหลียนเซวียนเม้มริมฝีปาก มองนางอย่างมีความนัยบางอย่างซ่อนเร้น
"ไม่ได้ ถึงอย่างไรเ้าก็ไม่อาจไปทำการค้าด้วยตนเอง"
เกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ ก็ต้องคัดค้านไปเลยโดยตรง
เซวียเสี่ยวหรั่นอ้าปากตาค้าง "มีสิทธิ์อะไร? ข้าไม่เชื่อหรอก ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์เ่าั้กินลมดื่มน้ำค้างเติบโตมาหรือไร เย่อหยิ่งถือเนื้อถือตัวกันเหลือเกิน คนมีฐานะร่ำรวย ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายที่สุดก็เป็พวกเขาชัดๆ มิใช่ว่ามาจากการทำการค้าหรือติดสินบนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรอกหรือ"
สตรีผู้นี้ช่างกล้าพูด เหลียนเซวียนทำตาขวางใส่นางทีหนึ่ง "คนเ่าั้แม้จะทำการค้าแต่ก็มีผู้ดูแลข้ารับใช้รับผิดชอบ คนมีศักดิ์ฐานะจะไม่ไปทำการค้าด้วยตนเอง"
"ชิ เช่นนี้จะต่างอะไรกับการอุดหูขโมยกระดิ่ง ก็แค่การหลอกตัวเองเท่านั้น ผู้ดูแลกับข้ารับใช้ก็ช่วยพวกเขาหาเงินมิใช่หรือ หาเงินก็คือหาเงิน ยังคุยโวว่าตนเองสูงส่ง ไม่ละโมบในทรัพย์สินเงินทอง ทั้งที่ตัวเองก็กอบโกยเงินทองเข้ากระเป๋าสุดชีวิต แต่กลับหันไปตำหนิพ่อค้าว่าเห็นแก่ผลประโยชน์เป็ใหญ่ หน้าซื่อใจคด จอมปลอมทั้งนั้น"
เซวียเสี่ยวหรั่นแค่นเสียงออกจมูก
เหลียนเซวียนเริ่มปวดหัว "วิญญูชนรู้ซึ้งถึงความถูกต้องเที่ยงธรรม ทุรชนรู้จักแต่เพียงผลประโยชน์ พ่อค้าแสวงหาผลประโยชน์ ไม่เลือกวิธีการ ดังนั้นผู้คนจึงไม่ชมชอบ แต่คนตระกูลสูงศักดิ์มีปากท้องต้องเลี้ยงดูมากมาย ค่าใช้จ่ายสูง หากพึ่งพาแต่เบี้ยหวัดเงินหลวงก็ยากจะเลี้ยงคนได้ทั้งหมด ถึงต้องให้ผู้ดูแลและข้ารับใช้ไปหาเงินทำการค้า เพื่อมาเป็ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน"
เขาอธิบายอย่างอดทนอดกลั้น
เซวียเสี่ยวหรั่นมองเขาด้วยสายตาชอบกล
"แล้วเื่เหล่านี้เกี่ยวอะไรกับข้า"
เหลียนเซวียนอัดอั้นอกแทบะเิ "นี่คือการใคร่ครวญเพื่อชื่อเสียงของเ้า"
"เช่นนั้นใช้ชื่อเสี่ยวเหล่ยทำการค้า ไม่เป็การทำลายชื่อเสียงของเขาหรอกหรือ" เซวียเสี่ยวหรั่นไม่ยอมแพ้
"เขาเป็บุรุษ อายุยังน้อย ต่อไปยังสามารถมอบหมายให้ผู้ดูแลไปจัดการแทน แค่นี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว" เหลียนเซวียนรู้สึกเหนื่อยใจ
"งั้นข้าก็สามารถทำสินค้าตัวอย่างได้ใช่ไหม" เซวียเสี่ยวหรั่นยังไม่ถอดใจ
"ไม่ได้ เ้าเป็สตรี กฎเกณฑ์ของที่นี่สตรีมักถูกประณามหยามเหยียดมากกว่าบุรุษ เ้าอย่าเอาตนเองเข้าไปเสี่ยงดีกว่า" เหลียนเซวียนสีหน้าคร่ำเครียด
บางครั้งสตรีผู้นี้ก็หัวแข็งเหมือนวัวดื้อ
คำพูดของเขาประโยคนี้กลับะเืใจของเซวียเสี่ยวหรั่น
จริงสิ นี่คือยุคสมัยที่แบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน เทิดทูนบุรุษเหยียดหยามสตรี ผู้คนที่นี่ปฏิบัติต่อสตรีแตกต่างกับบุรุษมาก
บุรุษสามารถมีสามภรรยาสี่อนุ แต่สตรีต้องมีสามีเดียวชั่วชีวิต
บุรุษมากรักเรียกเ้าชู้มีเสน่ห์ สตรีมากรักกลับถูกจับขังกรงหมูถ่วงน้ำ
เซวียเสี่ยวหรั่นนิ่งงัน
รถม้าโคลงเคลงไปมา คนบนรถต่างคนต่างจิตต่างใจ
หลังจากนั้นห้าวัน กำแพงเมืองสูงใหญ่งามสง่าแลดูมีมนต์ขลังก็ปรากฏบนพื้นที่ราบซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป
คนในขบวนรถทั้งหน้าหลังต่างโห่ร้องดีใจ
ในที่สุดก็เดินทางมาถึงชางตานเมืองหลวงของแคว้นหลี
นั่งรถโคลงเคลงมาสิบกว่าวัน ในที่สุดก็ถึงที่หมาย ทุกคนจะไม่ตื่นเต้นดีใจได้อย่างไร
คาราวานวาณิชหยุดรอนอกเมือง ท่าทางไม่เร่งร้อน มีแต่รถม้าสีแดงสะดุดตาคันนั้นผ่านเข้าประตูเมืองไปเพียงคันเดียว
แต่ขบวนรถที่ตามมาด้านหลังต่างเร่งรีบเข้าเมือง
ในจำนวนนั้น ไม่มีรถม้าของพวกเซวียเสี่ยวหรั่น
อู๋โจวกับซีอู่ปล่อยพวกเขาลงที่ชายป่าห่างจากประตูเมืองหนึ่งร้อยหมี่
ทั้งสองต่างไม่เข้าเมือง พวกเขาจะรอคาราวานวาณิชที่ไปเมืองหลินอัน ถึงค่อยตามขบวนกลับไป
อูหลันฮวาได้พักรักษาาแมา่หนึ่ง แผลสมานเจ็ดแปดส่วนแล้ว มีเพียงแผลลึกที่ต้องระวังอยู่
อู๋โจวกับซีอู่ช่วยขนย้ายสัมภาระบนรถลงมา
ผ้าปูนอนสามผืนกินพื้นที่เกินไป เซวียเสี่ยวหรั่นไม่เอาไปด้วย ดังนั้นพวกเขาสี่คนจึงมีเพียงกระเป๋าสะพายหลังคนละใบ กับกระบุงใส่ของจุกจิกอีกสองใบ นี่คือสัมภาระทั้งหมดที่พวกเขามี
หลังจากชำระค่ารถ ทิ้งผ้าปูไว้ให้พวกเขา ทั้งสองฝ่ายต่างอำลาจากกัน
เพียงแต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เซวียเสี่ยวหรั่นเห็นประชาชนต้องเข้าแถวเพื่อรอรับการตรวจสอบหน้าประตูเมือง ก็นึกถึงเื่สำคัญได้อีกเื่
"เหลียนเซวียน ดูเหมือนว่าพวกเราจะไม่มีใบผ่านทาง"
ตลอดการเดินทาง พวกเขาตามหลังคาราวานพ่อค้าจึงสามารถผ่านเมืองต่างๆ มาได้โดยไม่ถูกตรวจสอบ
แต่สถานการณ์เช่นนี้ จะเข้าเมืองอย่างไรหากไม่มีใบผ่านทาง
"ไม่มีปัญหา แถวนี้มีเพิงน้ำชาหรือไม่" เหลียนเซวียนสีหน้าราบเรียบ
"มี อยู่ด้านหน้าไม่ไกล" เซวียเสี่ยวหรั่นชี้ไปทางซ้ายด้านหน้า
"พวกเราไปพักที่เพิงน้ำชากันก่อน" เหลียนเซวียนยิ้ม
"อ้อ ได้" เซวียเสี่ยวหรั่นไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหน
แต่เมื่อเขาบอกไม่มีปัญหา เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา
คนทั้งสี่กับลิงหนึ่งตัวแวะนั่งพักที่เพิงน้ำชาริมทาง แล้วสั่งน้ำชามากาหนึ่ง
ยามนี้น่าจะบ่ายคล้อยแล้ว ในเพิงน้ำชามีแขกมากินน้ำชาเพียงไม่กี่คน
"เหลียนเซวียน เวลาไม่เช้าแล้ว หากไม่มีใบผ่านทาง วันนี้พวกเราก็ต้องนอนนอกเมือง" เซวียเสี่ยวหรั่นร้อนใจไม่น้อย
"ไม่รีบ รอเดี๋ยวก็รู้" เหลียนเซวียนปรายตามองนาง
เซวียเสี่ยวหรั่นย่นจมูก ฮึ ชอบทำตัวมีปริศนาลึกลับอยู่เรื่อย น่าเบื่อ
"อา นายท่าน ชาที่พวกท่าน้ามาแล้วขอรับ" เถ้าแก่โรงน้ำชาเป็ชายวัยสามสิบปี ตัวเตี้ยท่าทางคล่องแคล่ว ดูเหมือนจะไหวพริบดี
กระวีกระวาดรินน้ำชาให้พวกเขา พอเห็นว่ามีลิงอีกตัว ก็หัวเราะ "นายท่านเป็คนฝึกลิงหรือ ดูไม่เหมือนเลย"
"ไม่ใช่ ลิงเป็สัตว์เลี้ยง" เซวียเสี่ยวหรั่นอธิบาย
"อ้อ เลี้ยงลิงเป็สัตว์เลี้ยง ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ เลย" เถ้าแก่หัวเราะฮ่าๆ มองลิงน้อยสองสามครั้งก่อนหมุนตัวคิดจะไป
"เถ้าแก่ แถวนี้มีนายหน้าหรือไม่" เหลียนเซวียนกดเสียงกระซิบถาม
เถ้าแก่ดวงตาสว่างวาบ มองพวกเขาสี่คนอย่างพิจารณา
บุรุษแม้สูงใหญ่แต่กลับขาพิการ ดวงตาดูเหมือนจะมีปัญหา
สตรีสองคน คนหนึ่งสองคนหนึ่งเตี้ย คนหนึ่งดำ คนหนึ่งขาว ดูไม่มีพิษมีภัย
ยังมีเด็กตัวผอมอีกคน ตาโตแต่กลับผ่ายผอมจนน่าสงสาร
สี่คนนี้คงไม่มีปัญหากระมัง
"แฮ่ม ไม่ทราบว่าพวกท่าน้านายหน้าเพื่อทำสิ่งใด" เสียงของเถ้าแก่เบาลงหลายส่วน
"มีการค้าต้องเข้าเมือง" แค่ได้ยินเหลียนเซวียนก็รู้ว่าคนผู้นี้ทำการค้าทำนองนี้อยู่
"อ้อ ไม่ทราบว่า้าสิ่งใดบ้าง" เถ้าแก่กวาดมองพวกเขาสองสามหน ดูสัมภาระข้างกาย ประเมินสิ่งของที่พวกเขา้า
"ใบผ่านทาง" เมื่อหาถูกคน เหลียนเซวียนย่อมบอกความประสงค์ให้แจ่มชัด
ดวงตาของเถ้าแก่ทอประกาย ใบผ่านทางสี่ใบ ลูกค้ารายใหญ่ชัดๆ
"มี แต่ราคาค่อนข้างสูง"
ให้ตาย ต้องจ่ายเงินก้อนอีกแล้วหรือ
เซวียเสี่ยวหรั่นโอดครวญในใจพลางลูบกระเป๋าเงินที่เบาลงไปมากอย่างหวั่นวิตก ความรู้สึกของการนั่งกินสมบัติเก่าช่างเลวร้ายนัก
