บทที่ 153 ศิษย์พี่ออกโรง
โชคดีที่เสิ่นตานเจวี๋ยคาดการณ์เื่นี้เอาไว้ล่วงหน้า เมื่อครู่นี้การปรุงโอสถของเขาได้รับการยอมรับจากนิมิต์ จึงอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย เขาหัวเราะอย่างสดใสแล้วเอ่ยว่า “ทุกท่านไม่ต้องรีบร้อน โอสถเหล่านี้จะต้องถูกนำออกมาขายอย่างแน่นอน ทุกท่านจะได้รับส่วนของตัวเอง เอาไว้ศิษย์พี่ของข้าปรุงโอสถเตานี้สำเร็จเมื่อไร พวกเราค่อยมาจัดสรรปันส่วนกันอีกที!”
เสิ่นตานเจวี๋ยไม่ได้ตอบตกลงตระกูลเมิ่งทันที กลุ่มอิทธิพลอื่นๆ จึงไม่ได้ร้อนรนเหมือนในคราแรก อีกทั้งหลังจากนี้ศิษย์พี่ของเสิ่นตานเจวี๋ยจะออกโรงปรุงโอสถด้วย โอสถวิเศษที่ปรุงออกมาจะต้องเหนือกว่าของเสิ่นตานเจวี๋ยแน่นอน พวกเขาไม่จำเป็จะต้องตบตีแย่งชิงกันตอนนี้!
ทางฝั่งตระกูลลู่ ลู่เหว่ยอิงมีสีหน้ามืดครึ้ม เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นตานเจวี๋ยจะมีฝีมือการปรุงโอสถที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ อีกฝ่ายสามารถปรุงโอสถขั้นห้าได้หลายร้อยเม็ดภายในครั้งเดียว นับดูคร่าวๆ อย่างน้อยก็ต้องมีสามร้อยเม็ดขึ้นไป ต่อให้นักปรุงโอสถขั้นห้าทั้งสามคนของตระกูลลู่ช่วยกันปรุงโอสถทั้งวันทั้งคืน หากคิดจะปรุงโอสถขั้นห้าให้ครบสามร้อยเม็ดเช่นนี้ เกรงว่าจะต้องใช้เวลาอย่างต่ำก็เดือนกว่าๆ พอคิดได้เช่นนี้แล้ว ครั้งนี้เขาหนิงชุยเฟิงก็มีชัยชนะเหนือกว่าตระกูลลู่อย่างสิ้นเชิงเลยมิใช่หรือ?
นักปรุงโอสถขั้นเก้าอีกสองคนของตระกูลลู่ก็มีสีหน้าย่ำแย่ไม่ต่างกัน ตระกูลลู่เพิ่งจะผงาดขึ้นมาได้ไม่นาน ไม่ใช่ว่าจะถูกเขาหนิงชุยเฟิงกดข่มอีกแล้วหรือ พวกเขาจะยอมให้เป็อย่างนั้นได้อย่างไร?
มุมหนึ่งของสถานที่จัดงาน ผู้เฒ่าไป๋อวิ๋นกำลังสนทนากับสหายนักพรตผู้หนึ่งด้วยใบหน้าตื่นเต้น พวกเขาคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
“ฮ่าฮ่า าาโอสถเสิ่นตานเจวี๋ยมีฝีมือปรุงโอสถล้ำเลิศถึงเพียงนี้เชียว ดูเหมือนเมื่อครั้งอดีตพวกเราจะสบประมาทเขามากเกินไป ต่อให้วัตถุดิบที่ใช้จะล้ำค่าสักเพียงไหน แต่การจะเรียกนิมิต์ออกมาได้ ก็คงไม่ใช่เื่ง่ายดายอย่างแน่นอน” นักพรติซวิ่น กู่เฟิงกล่าวด้วยท่าทางแปลกใจ
“อืม คุณสมบัติการฝึกฝนของาาโอสถน่าจะอยู่เพียงระดับกลางๆ ทว่าตอนนี้กลับมีพลังบำเพ็ญถึงขั้นตงซวน เก่งกาจพอกับทักษะการปรุงโอสถของเขา ข้าคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าครั้งนี้าาโอสถจะสามารถปรุงโอสถแก้พิษออกมาได้ แล้วยังเป็ ‘ยาชิงหลิง’ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วย เห็นได้ชัดเลยว่าเป็สูตรยาใหม่ที่เพิ่งจะฝึกสำเร็จได้ไม่นาน!” ผู้เฒ่าไป๋อวิ๋นเป็คนรอบรู้กว้างขวาง จึงทราบข้อมูลต่างๆ เป็อย่างดี
“เ้า ‘ยาชิงหลิง’ นี้ข้าก็รู้จักเหมือนกัน เสิ่นตานเจวี๋ยมีภูมิหลังเป็ผู้สืบทอดเคล็ดวิชาปรุงโอสถอายุเกือบหมื่นปีของสำนักจิ่วติ่ง แม้สำนักแห่งนี้จะมีสมาชิกและลูกศิษย์ไม่มาก แต่ทุกคนล้วนเป็อัจฉริยะด้านการปรุงโอสถ ข้าได้ยินมาว่าสำนักแห่งนี้มีโอสถวิเศษแก้พิษอยู่ชนิดหนึ่งชื่อว่ายาชิงหลิง มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เพียงแต่โอสถชนิดนี้ไม่ค่อยเป็ที่แพร่หลายนัก ได้ยินว่าวัตถุดิบหลักชนิดหนึ่งเป็ของหายากมาก ดังนั้นยาชิงหลิงนี้พวกเราก็ควรจะซื้อเก็บเอาไว้สักเม็ดสองเม็ด เผื่อถึงคราวจำเป็ต้องใช้!” หลังจากเงียบไปสักพักกู่เฟิงก็หัวเราะออกมา หันมองจุดที่คนตระกูลลู่นั่งอยู่แล้วกล่าวว่า “อีกอย่าง หลังจากนี้ไป ชื่อเสียงของเขาหนิงชุยเฟิงจะต้องโด่งดังไปทั่ว พวกเราก็จะได้มีชีวิตสุขสบายกันมากกว่าเดิม!”
ผู้เฒ่าไป๋อวิ๋นรู้ดีว่าถึงสหายเก่าแก่ของเขาคนนี้จะเป็ผู้จัดหาวัตถุดิบให้ตระกูลลู่มาสักพักแล้ว แต่ในความเป็จริง เขาก็ยังให้ความสำคัญกับนักปรุงโอสถที่มีฐานะสูงศักดิ์อยู่มาก ขอเพียงมีความหวังว่าจะฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ให้นักปรุงโอสถของตนเองได้ อีกฝ่ายก็พร้อมจะลองทำทุกวิถีทาง ซึ่งตัวเขาเองก็คิดเช่นนั้นมาตลอดเหมือนกัน
แต่พอนึกได้ว่าตระกูลลู่มีนักปรุงโอสถขั้นห้าอยู่สามคน แล้วยังมีนักปรุงโอสถอีกจำนวนมากที่ได้รับคำชี้แนะจากนักปรุงโอสถทั้งสามท่านนั้น เขาหนิงชุยเฟิงก็จะคงเอาชนะอีกฝ่ายไม่ได้ง่ายดายนัก ด้วยเหตุนี้จึงเอ่ยว่า “เื่นี้จะด่วนตัดสินใจไม่ได้ รอดูไปก่อนดีกว่า อย่างไรเสียเื่มันก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ผลลัพธ์คงจะไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้แล้ว!”
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียร การไม่ดื่มไม่กินและไม่นอนสักสองสามวันไม่นับว่าเป็อะไรได้ เสิ่นตานเจวี๋ยใช้เวลาสามวันเต็ม เพื่อปรุง ‘ยาชิงหลิง’ แต่ผู้คนที่อยู่ในสถานที่จัดงานต่างก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไร
ครั้นเมื่อเสิ่นตานเจวี๋ยกลับไปยังตำแหน่งที่นั่งของตัวเอง หวันต่านเยวี่ยที่นั่งนิ่งไม่ไหวติง หลับตาทำสมาธิมาโดยตลอดก็พลันลืมตาขึ้นมา ก่อนจะหันไปผงกศีรษะให้ศิษย์น้องเล็กน้อย ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วสาวเท้าออกมาข้างหนึ่ง ก่อนทั้งร่างจะหายวับราวกับลำแสงสายหนึ่ง มาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ใจกลางของค่ายกลบนลานกว้าง
ก่อนจะทำทุกอย่างตามขั้นตอนเพื่อปลุกพลังของค่ายกลขึ้นมา เพียงไม่นานหวันต่านเยวี่ยก็อยู่ในสภาพพร้อมปรุงโอสถแล้ว
จากนั้นก็วาดมือสร้างเคล็ดวิชาสายหนึ่งใส่เตาหลอมโอสถ ผู้คนรอบด้านพากันมองอย่างตกตะลึงพรึงเพริด เพราะเตาหลอมโอสถขนาดใหญ่ที่เคยสูงราวๆ สามคนยืนซ้อนกันสั่นะเืเบาๆ ก่อนจะขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวในอึดใจเดียว มันขยายใหญ่จนสูงสองสามจั้ง[1] ถึงได้หยุดนิ่ง หวันต่านเยวี่ยที่ยืนอยู่ด้านล่างของเตาหลอมโอสถจึงดูตัวเล็กลงไปถนัดตา
“เตาหลอมโอสถใบใหญ่เช่นนี้ เขาตั้งใจจะหลอมโอสถชนิดใดกัน? แล้วคิดจะหลอมออกมาจำนวนเท่าไร? อย่าบอกนะว่าคิดจะหลอมโอสถเป็พันเม็ดน่ะ?”
คนนับไม่ถ้วนตกตะลึงกับความใหญ่โตโอฬารของเตาหลอมโอสถ มันยิ่งใหญ่ตระการตาราวกับวางอยู่ตรงหน้าของตนเองอย่างไรอย่างนั้น!
หากพูดถึงเคล็ดลับการปรุงโอสถและความเข้าใจในศาสตร์แห่งโอสถ ผู้เป็ศิษย์พี่ย่อมต้องปราดเปรื่องกว่าเสิ่นตานเจวี๋ยอย่างแน่นอน เตาหลอมที่เขาใช้คือเตาหลอมสีทองม่วงระดับอาวุธวิเศษของเสิ่นตานเจวี๋ยที่ทิ้งเอาไว้ ความจริงแล้วเตาหลอมใบนี้เป็ของหวันต่านเยวี่ย เขาเพียงให้เสิ่นตานเจวี๋ยยืมใช้ชั่วคราวเท่านั้น แม้เสิ่นตานเจวี๋ยจะมีเตาหลอมโอสถระดับอาวุธวิเศษของตัวเอง แต่ประสิทธิภาพและระดับของมันกลับด้อยกว่ายิ่งนัก และเพื่อให้เป้าหมายของงานเลี้ยงยาอายุวัฒนะบรรลุผล จึงต้องยอมให้เสิ่นตานเจวี๋ยใช้งานมันก่อนตนเอง
ที่สำคัญไปกว่านั้น หากเสิ่นตานเจวี๋ยใช้เตาหลอมโอสถของตัวเอง ด้วยระยะเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ไม่ว่าจะใช้วิธีใด ก็ไม่สามารถปรุงโอสถแก้พิษขั้นห้าออกมาได้หลายร้อยเม็ดในครั้งเดียว เตาหลอมโอสถใบนี้มีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการปรุงโอสถยิ่งนัก ความลับดังกล่าวนี้พวกเขาศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างรู้อยู่แก่ใจดี หากพวกเขาไม่ปากโป้ง พวกคนที่อยู่ในงานย่อมไม่มีทางมองออกอย่างแน่นอน แม้แต่บรรดาศิษย์สายตรงของเสิ่นตานเจวี๋ยก็ไม่ทราบเื่นี้แม้แต่น้อย
เตาหลอมโอสถใบนี้มีชื่อว่า ‘เตาหลอมม่วงทองแปดสมบัติ’ เป็เตาหลอมประจำตัวของท่านเ้าสำนักท่านหนึ่งจากสมัยโบราณ เป็หนึ่งในอาวุธวิเศษคุณภาพยอดเยี่ยมสูงสุด แม้จะไม่มีพลังโจมตีแฝงอยู่ แต่กลับมีประสิทธิภาพต่อการปรุงโอสถอย่างน่าอัศจรรย์
เพียงแต่หวันต่านเยวี่ยเตาหลอมใบนี้มานานมากแล้ว ทว่ายังไม่อาจศึกษามันได้อย่างถี่ถ้วน เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ‘แปดสมบัติ’ ในชื่อนั้น้าสื่อถึงสิ่งใด โชคดีที่นอกจากเตาหลอมใบนี้จะช่วยเพิ่มความเร็วในการปรุงโอสถได้แล้ว โอสถที่จะปรุงโอสถสำเร็จและออกมามีคุณภาพดีอย่างยิ่ง ก็จะเพิ่มสูงขึ้นมากยิ่งกว่าเดิม เขาจึงไม่สนใจเื่ชื่อของมันอีก ตลอด่หลายปีที่ผ่านมา เขาอาศัยเตาหลอมม่วงทองแปดสมบัติใบนี้หาเงินได้จำนวนมหาศาล ในขณะเดียวกันชื่อเสียงของเขาก็โด่งดังไปทั่ว ดังนั้นต่อให้ตอนนี้เขาจะต้องปรุงโอสถต่อหน้าคนนับหมื่นก็ยังรักษาท่าทีสุขุมเอาไว้ได้
หากการปรุงโอสถของเสิ่นตานเจวี๋ยคล่องแคล่วลื่นไหลดุจสายน้ำ การปรุงโอสถของหวันต่านเยวี่ยก็สามารถอธิบายได้ด้วยสองคำสั้นๆ ว่า ‘รวบรัด!’
การปรุงโอสถจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อนอย่างยิ่ง การทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่หายนะอันยิ่งใหญ่ได้ และการที่เขาสามารถปรุงโอสถได้อย่างเรียบง่ายและรวบรัดเช่นนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าฝีมือของเขาเหนือชั้นกว่าเสิ่นตานเจวี๋ยหลายเท่าตัว
ทว่าการกระทำของเขากลับกลายเป็ความทรมานใจของนักปรุงโอสถที่เฝ้ามองอยู่รอบๆ สนาม เพราะพวกเขารู้จักเคล็ดวิชาทุกอย่างที่หวันต่านเยวี่ยใช้ในการปรุงโอสถ แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจสักนิดว่า เหตุใดเคล็ดวิชาการปรุงโอสถง่ายๆ เ่าั้ ถึงสร้างผลลัพธ์ที่น่าเหลือเชื่อเช่นนี้ออกมาได้
นักปรุงโอสถเหล่านี้คลุกคลีอยู่กับการปรุงโอสถมานานพอๆ กับเสิ่นตานเจวี๋ย หากกล่าวถึงด้านประสบการณ์ ความรู้และปฏิภาณไหวพริบ พวกเขาต่างก็มั่นใจว่าถึงจะสู้คนที่อยู่ข้างบนไม่ได้ แต่เหนือกว่าคนที่อยู่ข้างล่าง[2] ทว่าพอถึงเวลาจริงๆ แล้วสิ่งเ่าั้กลับไร้ประโยชน์ ตรงจุดที่พอจะมองออกและทำความเข้าใจได้ก็มีเพียงชั่วครั้งคราว แล้วจะไม่ให้พวกเขารู้สึกทุกข์ใจได้อย่างไร
แต่ทางด้านเหล่านักพรตที่เดินทางมาเพื่อชมเื่สนุกกลับไม่สนใจเื่พวกนี้ พวกเขาเห็นว่าหวันต่านเยวี่ยนำวัตถุดิบสมุนไพรต่างๆ ออกมา แล้วโยนลงเตาหลอมโอสถไปโดยไม่จัดการสิ่งใด จึงงุนงงไปตามๆ กัน
“คนปรุงโอสถท่านนี้จะอวดเก่งเกินไปแล้วกระมัง ถึงจะเป็ศิษย์พี่ของท่านาาโอสถก็ตาม แต่การโยนวัตถุดิบทุกอย่างลงเตาหลอมโดยไม่จัดการให้เรียบร้อยก่อนเช่นนี้ มันเป็การปรุงโอสถชนิดใดกัน?”
“ข้าขอพูดบางอย่างกับสหายนักพรตหวัง เ้าปรุงโอสถเป็หรือ? หากไม่เป็ก็จงดูไปเงียบๆ ในเมื่อเขาเป็ศิษย์พี่ของท่านาาโอสถ การกระทำของเขาย่อมมีความหมายอยู่แล้ว?”
“ผู้าุโาาโอสถปรุงโอสถแก้พิษขั้นห้าได้หลายร้อยเม็ดก็นับว่าน่าทึ่งมากพอแล้ว ศิษย์พี่ของาาโอสถย่อมมีฝีมือร้ายกาจกว่ามาก พวกเ้าว่าเขาจะปรุงโอสถชนิดใดออกมากัน จะหลอมยายืดอายุขัยเป็ร้อยๆ เม็ดดังเช่นที่นายน้อยตระกูลลู่ทำได้หรือไม่?”
“เื่นั้นเป็ไปไม่ได้ ยายืดอายุขัยต้องใช้วัตถุดิบที่ล้ำค่าอย่างยิ่งในการปรุงออกมา ตระกูลลู่มีความร่ำรวยถึงเพียงนั้นยังปรุงออกมาได้เพียงเตาเดียว โอสถที่ได้ก็มีเพียงไม่กี่เม็ด ถึงเขาหนิงชุยเฟิงจะเป็สำนักสาขาของสำนักจิ่วติ่ง แต่ก็เป็เพียงสาขาที่แยกย่อยออกมาเท่านั้น หรือต่อให้เป็สำนักจิ่วติ่งที่ยิ่งใหญ่ การจะรวบรวมวัตถุดิบสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงโอสถยืดอายุขัยขั้นสี่ก็นับว่าไม่ใช่เื่ง่ายอยู่ดี แล้วจะยอมเอามาช่วยเหลือเขาหนิงชุยเฟิงได้อย่างไร? ท่านาาโอสถก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าหลังจากจบงานจะมีการขายโอสถ พวกเ้ามีปัญญาซื้อยายืดอายุขัยกันหรืออย่างไร?”
พอมีคนกล่าวเช่นนี้ คนที่อยู่รอบๆ ก็เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว!
หวันต่านเยวี่ยไม่ได้หลอมโอสถด้วยท่าทางเคร่งขรึมจริงจังเหมือนเสิ่นตานเจวี๋ย เขาเพียงนั่งอยู่บนก้อนเมฆมายาซึ่งลอยอยู่กลางอากาศและเปลี่ยนรูปร่างไปมาตลอดเวลา อยู่ห่างจากเตาหลอมโอสถประมาณสามจั้งเห็นจะได้ คอยใช้เคล็ดวิชาส่งเข้าไปในเตาหลอมเป็ครั้งคราว หรือไม่ก็ปรับความร้อนของไฟใต้เตาหลอม ท่าทางดูผ่อนคลายสบายใจไม่น้อย
ยิ่งเตาหลอมใบใหญ่มากเท่าไร ความร้อนที่ต้องใช้ในการปรุงโอสถก็สูงมากขึ้นเท่านั้น อากาศบริเวณรอบๆ จึงถูกเปลวไฟที่เล็ดลอดออกมาจากใต้เตาหลอมเผาไหม้จนบิดเบี้ยว ทว่าหวันต่านเยวี่ยกลับไม่รู้สึกรู้สากับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นสูงเ่าั้เลยสักนิด ขนาดก้อนเมฆเล็กๆ ที่เขานั่งทับอยู่ก็ยังไม่ได้รับผลกระทบจากไอร้อนเ่าั้แม้แต่น้อย
ผู้คนที่อยู่รอบๆ พากันตกตะลึงกับฉากที่ราวกับเป็ ‘ภาพเซียนหลอมโอสถ’ ตรงหน้า แต่ก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เขาปรุงโอสถด้วยท่าทางผ่อนคลายสบายใจถึงเพียงนั้นกันเล่า
ขณะที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับภาพตรงหน้าด้วยความคาดหวังอยู่นั้น หวันต่านเยวี่ยก็ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ยกมือขวาสร้างตราฝ่ามือแสงิญญาหนึ่งสายประทับลงบนเตาหลอมโอสถ!
“เหง่ง!” บังเกิดเสียงทุ้มต่ำดังกังวานไปทั่ว แสงสีขาวชั้นหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเหนือเตาหลอมโอสถ ไอิญญาในรัศมีประมาณสามพันจั้งคล้ายถูกดูดเข้ามารวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง
หวันต่านเยวี่ยในยามนี้ไม่แสดงท่าทีผ่อนคลายให้เห็นแล้ว สีหน้าของเขาเคร่งขรึมจริงจัง เคล็ดวิชาระลอกแล้วระลอกเล่าลอยออกมาไม่ขาดสาย มือของเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับภาพลวงตา นักปรุงโอสถที่หวังจะใช้วิธีครูพักลักจำ พากันมองจนเวียนหัวตาลาย ดวงหน้าซีดขาว
เขาทำอย่างนั้นอยู่ราวๆ หนึ่งเค่อ[3] แสงสีขาวเหนือเตาหลอมจึงค่อยๆ จางหายไป ในขณะเดียวกันกลิ่นหอมปริศนาที่เข้มข้นสายหนึ่งก็แผ่ซ่านออกมา
แม้พลังฝึกปรือของหวันต่านเยวี่ยจะเหนือกว่าเสิ่นตานเจวี๋ยไม่น้อย แต่เขายังไปไม่ถึงขั้นเกิดเทพเ้า เมื่อครู่นี้เขาใช้พลังไปอย่างเต็มที่ บัดนี้ใบหน้าจึงซีดเซียวอยู่เล็กน้อย สีหน้าก็ดูเหนื่อยล้า ทว่าตอนนี้เป็ขั้นตอนสำคัญที่สุดในการปรุงโอสถวิเศษ เขาจึงต้องนำโอสถจำนวนหนึ่งออกมากินเพื่อฟื้นฟูพลัง
กลิ่นหอมประหลาดทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแผ่ปกคลุมพื้นที่รัศมีสิบกว่าลี้โดยรอบ ส่งผลให้สัตว์บกสัตว์ปีกจำนวนนับไม่ถ้วนในเขาหนิงชุยเฟิงคำรามประสานเสียงดังลั่น แต่เพราะตรงนี้มีนักพรตรวมตัวกันอยู่นับหมื่นพวกมันจึงไม่กล้าเข้ามาใกล้ เพียงเดินวนเวียนไปมาอยู่ด้านนอก มีเพียงหมู่มวลวิหคหลากสายพันธุ์ที่พากันโบยบินเป็วงกลมบนท้องนภา ขณะส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วไปด้วย!
[1] ประมาณ 3.33 เมตร
[2] หมายถึงความสามารถอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ได้ล้ำเลิศแต่ก็ไม่ได้อ่อนด้อย
[3] ประมาณ 15 นาที
