บทที่ 31 ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 4
เหมันต์อันโหดร้าย หิมะและน้ำแข็งปกคลุมลานเรือนสำนักชิงเซียว ความหนาวเหน็บในวันนี้กรีดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของผู้คน
หลี่ชิงชิวและจางยวี่ชุนเมื่อได้รับฟังข่าวจากฉินเจวี๋ย สีหน้าของทั้งคู่พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าอู่เป้าอวี้จะจบชีวิตลงเช่นนี้
แม้อู่เป้าอวี้จะพำนักอยู่ที่สำนักชิงเซียวเพียง่เวลาสั้นๆ ทว่าอย่างน้อยพวกเขาก็เคยใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ด้วยกัน การตายของอู่เป้าอวี้จึงสร้างแรงสั่นะเืต่อจิตใจของพวกเขาไม่น้อย
โดยเฉพาะจางยวี่ชุน อู่เป้าอวี้คือคนที่เขาเชิญขึ้นเขามาด้วยตนเอง และหลังจากนั้นเขาก็เป็คนที่สนทนากับอู่เป้าอวี้บ่อยที่สุด เมื่อได้ยินข่าวการตายอย่างอนาถ ร่างกายของเขาถึงกับสั่นเทาเล็กน้อย
ผู้ที่ตอบสนองได้รวดเร็วที่สุดคือหยางเจวี๋ยติ่ง เขาแสร้งเลิกคิ้วถามด้วยความประหลาดใจว่า “ผู้าุโพรรคมารรึ? นั่นน่ะยอดฝีมือเหนือโลกเลยนะ ไฉนถึงได้วู่วามบุกเดี่ยวเข้าวังหลวงเพียงลำพังเช่นนั้นเล่า?”
เขาสามารถดึงความสนใจของฉินเจวี๋ยไปได้ ฉินเจวี๋ยละสายตาจากฉินเยี่ยหันมามองหยางเจวี๋ยติ่งแล้วกล่าวตอบว่า “นั่นสิ ข้าได้ยินข่าวนี้ก็งุนงงเช่นกัน บ้างก็ว่าเขาอาจจะธาตุไฟเข้าแทรกจนคุ้มคลั่ง อย่างไรเสียหลังจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ก็ได้สั่งกวาดล้างพรรคมาร สำหรับพวกเดนพรรคมารที่เหลืออยู่ พวกเขาคงจะเคียดแค้นฮ่องเต้เข้ากระดูกดำ”
“ต้องยอมรับจริงๆ ว่ายอดฝีมือรุ่นาุโที่เลื่องชื่อในยุทธภพนั้นร้ายกาจนัก วังหลวงมีการป้องกันแ่าเพียงใด ทว่าเขากลับบุกฝ่าประตูหน้าเข้าไปได้ และเข่นฆ่าสังหารไปจนถึงห้องบรรทมของฮ่องเต้ ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ว่ากันว่าคืนนั้นแม้แต่กองทัพรักษาพระองค์ยังถูกปลุกให้ตื่นตระหนก ต่อให้เป็เหล่าองครักษ์พิทักษ์นภาก็ยังต้องใช้กำลังมหาศาลกว่าจะสยบเขาลงได้ นับว่าเขามีความกล้าหาญสยบคนนับหมื่นจริงๆ หากคนเช่นนี้สามารถรับใช้ในสมรภูมิได้ ย่อมเป็วาสนาของราชวงศ์ต้าหลีเรา แต่น่าเสียดายที่เขากลับตกสู่หนทางมาร”
“อู่เป้าอวี้ก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก ตายไปก็นับว่าสาสม ทว่าข้าเกรงว่าฮ่องเต้จะทรงตระหนกใจนสั่งกวาดล้างยุทธภพครั้งใหญ่อีกครั้งน่ะสิ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ใบหน้าของฉินเจวี๋ยก็ฉายแววความกังวลออกมา
หลี่ชิงชิวเห็นจางยวี่ชุนสีหน้าไม่สู้ดี จึงเอ่ยถามขึ้นเพื่อเปลี่ยนประเด็น “นอกจากเื่นี้แล้ว ในยุทธภพยังมีเื่ใหญ่อื่นอีกหรือไม่?”
ฉินเจวี๋ยหันมามองหลี่ชิงชิวแล้วยิ้มกล่าว “ย่อมต้องมีสิ ยุทธภพไม่เคยขาดเื่ราวใหม่ๆ หรอก ได้ยินว่านิกายชิงกับพันธมิตรเจ็ดบรรพตกำลังจะทำศึกกัน นิกายชิงนี้มักใหญ่ใฝ่สูงนัก เกรงว่าวันหน้าจะกลายเป็พรรคมารแห่งที่สอง”
ฉินเยี่ยสังเกตเห็นหยางเจวี๋ยติ่งส่งสายตาให้ เขาจึงรีบหยิบไม้กวาดขึ้นมา หันหลังให้พวกหลี่ชิงชิวแล้วกวาดหิมะต่อไป ทว่าน้ำตาของเขากลับร่วงหล่นอาบแก้มไม่ขาดสาย
หยาดน้ำตาหยดลงบนพื้นหิมะโดยไร้ซึ่งร่องรอย เฉกเช่นเดียวกับการจากไปของอู่เป้าอวี้
หลังจากสนทนากันครู่หนึ่ง หลี่ชิงชิวหาโอกาสพาจางยวี่ชุนเลี่ยงออกมา ปล่อยให้หยางเจวี๋ยติ่งอยู่ต้อนรับแขกแทน
เมื่อกลับเข้าห้องพัก หลี่ชิงชิวเพิ่งจะปิดประตูลง จางยวี่ชุนก็อดมิได้ที่จะฟาดฝ่ามือตบหน้าตนเองฉาดใหญ่
หลี่ชิงชิวหันมามอง ขมวดคิ้วถามว่า “เ้าทำอะไรของเ้า?”
จางยวี่ชุนกัดฟันกล่าว “หากข้ามิได้พาเขามาที่สำนักชิงเซียว เขาก็คงไม่ถูกนายอำเภอพบตัว และคงไม่ต้องบุกวังหลวง... ศิษย์พี่ เขาทำเช่นนี้เพื่อขจัดข้อสงสัยที่มีต่อพวกเรา เขาไปตายเพื่อให้เื่จบลงที่ตัวเขา คนที่ตายไปแล้วย่อมไม่มีใครสนใจว่าก่อนตายเขาเคยติดต่อกับใครบ้าง”
หลี่ชิงชิวส่ายหน้า “ตอนนั้นเ้าจะไปคาดการณ์เื่ราวได้มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร และข้าเชื่อว่าต่อให้เขามิได้มาที่สำนักชิงเซียว เขาก็ต้องบุกวังหลวงอยู่ดี ช้าหรือเร็วเท่านั้น เ้าลืมไปแล้วรึว่าไฉนเขาจึงยอมรับคำท้าประลองจากผู้อื่น เขาไม่ได้้าความพ่ายแพ้ เขาเพียง้าถ่ายทอดวิชาของตนให้คงอยู่สืบไป และใน่ที่เขาอยู่บนเขานี้ เ้าไม่สังเกตเห็นรึว่าเขาไม่มีชีวิตชีวาเลยสักนิด จิตใจดูหดหู่และสิ้นหวัง ราวกับไม่มีเื่ใดจะทำให้เขาประหลาดใจหรือยินดีได้อีกแล้ว”
จางยวี่ชุนฟังจบ สีหน้าเริ่มผ่อนคลายลง ทว่าในใจยังคงหนักอึ้ง
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาสูญเสียคนที่รู้จักไป และยังตายอย่างอนาถถึงเพียงนี้ ในใจของเขาเต็มไปด้วยโทสะที่อัดอั้นจนไม่รู้จะระบายออกทางใด
หลี่ชิงชิวกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ศิษย์น้องรอง สำนักชิงเซียวในยามนี้ยังอ่อนแอนัก หลายเื่พวกเรายังไร้กำลังจะขัดขวาง สิ่งเดียวที่พวกเราทำได้คือพยายามแข็งแกร่งขึ้น เพื่อมิให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยเดิมกับพวกเราเอง”
จางยวี่ชุนสูดลมหายใจเข้าลึก พยักหน้าตอบรับเบาๆ
ทั้งคู่สนทนากันอีกเพียงไม่กี่คำ จางยวี่ชุนก็ขอตัวจากไป
หลี่ชิงชิวอยู่ลำพังในห้องเขานั่งขัดสมาธิบนเตียง สีหน้าเคร่งเครียดลง
การตายของอู่เป้าอวี้สร้างความตระหนกให้เขาไม่น้อย ต้องรู้ก่อนว่าเจียงจ้าวเซี่ยต้องบรรลุขั้นบำรุงปราณระดับที่ 3 ถึงจะเอาชนะอู่เป้าอวี้ได้ แต่นั่นคือการประลอง อู่เป้าอวี้ในสภาวะที่ตัดสินใจไปตายย่อมต้องร้ายกาจยิ่งกว่านั้นมหาศาล
ในวังหลวงกลับมียอดคนที่สังหารยอดฝีมือที่เทียบเท่าขั้นบำรุงปราณระดับที่ 3 ได้!
ทว่าพอลองคิดดูอีกที เขาก็พบว่าเป็เื่ปกติ ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในใต้หล้า ฮ่องเต้ย่อมสามารถรวบรวมยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในราชวงศ์ไว้ได้เสมอ
มิใช่ยอดคนทุกคนที่จะยินดีปลีกวิเวกอยู่ตามป่าเขา
การฝึกยุทธจนเก่งกาจ เป้าหมายสูงสุดมิใช่เพื่อเกียรติยศและเงินทองหรอกรึ?
หลี่ชิงชิวรู้สึกกดดันจนอยากจะแข็งแกร่งขึ้นไวๆ โลกกำลังโกลาหล ใครจะรู้ว่าคมดาบของราชสำนักจะฟาดฟันลงมาที่สำนักชิงเซียวเมื่อใด
เขาใช้เวลาอยู่กับตนเองหนึ่งก้านธูป ก่อนจะออกจากห้องไปช่วยเหล่าศิษย์เตรียมงานฉลองเทศกาลตรุษจีน
นี่คืองานฉลองตรุษจีนครั้งที่สองของสำนักชิงเซียวภายใต้การนำของเขา เขาจะปล่อยให้อารมณ์ส่วนตัวมากระทบต่อความสุขของศิษย์ไม่ได้
ใน่เทศกาล ฉินเจวี๋ยหาโอกาสถามหลี่ชิงชิวว่า้าศิษย์เพิ่มหรือไม่ ตระกูลฉินสามารถส่งมาให้อีกชุดหนึ่งได้ ทว่าหลี่ชิงชิวได้ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
เมื่อเทศกาลผ่านพ้นไป ฉินเจวี๋ยพาสาวใช้และคนรับใช้ลงเขาไป สำนักชิงเซียวจึงกลับเข้าสู่จังหวะชีวิตเดิมอีกครั้ง
ในคืนวันนั้น หลี่ชิงชิวพาฉินเยี่ยเข้าไปในป่า ถ่ายทอดเคล็ดวิชาพลังภายในของคัมภีร์หุ่นหยวนขั้นแรกให้แก่เขา ตลอดเวลานั้นหลี่ชิงชิวมิได้เอ่ยถึงชื่อของอู่เป้าอวี้เลย
นับแต่รู้ข่าวการตายของอู่เป้าอวี้ ฉินเยี่ยก็กลายเป็คนเงียบขรึม ไม่ร่าเริงเหมือนเก่า หลี่ชิงชิวเกรงว่าเขาจะคิดฟุ้งซ่าน จึงถ่ายทอดวิชาเพื่อช่วยชี้แนะและปลอบประโลมใจ
ครึ่งเดือนให้หลัง
ในที่สุดหลี่ชิงชิวก็ทะลวงเข้าสู่ ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 4 ด้วยพร์ของรากปราณอัสนี์ ทำให้บัดนี้เขากลายเป็ผู้ที่มีความเร็วในการฝึกตนสูงสุดในสำนัก เพราะเขายึดครองเวลาในการใช้ทะเลสาบิญญาใต้พิภพนานที่สุดด้วย
จากระดับที่ 3 ไปสู่ระดับที่ 4 การยกระดับพลังเหนือล้ำกว่าช่องว่างระหว่างสามระดับแรกมหาศาล สิ่งนี้ช่วยบรรเทาความไม่มั่นคงในใจของเขาลงได้มาก
เจียงจ้าวเซี่ยแม้จะยังไม่ทะลวงสู่ระดับที่ 4 ทว่าเขากลับสร้างสรรค์อาคมสายกระบี่ขึ้นมาได้
วิชาเหินกระบี่!
วันนั้นในป่า หลี่ชิงชิวมองดูเจียงจ้าวเซี่ยยืนเหยียบอยู่บนกระบี่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศด้วยความทึ่งอยู่นาน
แม้ ‘ฝ่ามือเทพเก้าชั้นฟ้า’ จะดูเท่ ทว่ามันมิใช่แนวทางของเขาเขาจึงมิได้ศึกษา แต่ ‘วิชาเหินกระบี่’ ที่เจียงจ้าวเซี่ยคิดค้นขึ้นนี้ เขาอยากเรียนจริงๆ
เมื่อศิษย์พี่ใหญ่อยากเรียน เจียงจ้าวเซี่ยมิติดขัดแต่อย่างใด กลับกันเขายินดียิ่งนักที่ได้รับการยอมรับ และรู้สึกว่าตนเองได้ก้าวข้ามการสร้างสรรค์ของหยางเจวี๋ยติ่งไปแล้ว
เมื่อหิมะเหมันต์ละลายสิ้น เทือกเขาไท่คุนก็ต้อนรับสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิ พลังแห่งชีวิตแผ่ซ่านไปทั่วผืนป่าและขุนเขา
วันนี้ สายลมเย็นพัดผ่านหุบเขา
ในพื้นที่รกร้างแห่งหนึ่ง เฉิงชางไห่ใช้สองมือยันด้ามจอบพลางทอดสายตามองไปยังเงาร่างหนึ่งที่อยู่บนยอดเขาสูงข้างๆ คนผู้นั้นก็คือหลี่ชิงชิว และเหนือศีรษะของเขายังมีนกอินทรีตัวหนึ่งบินวนเวียนอยู่
นับแต่เข้าสู่สำนักชิงเซียวมาได้ระยะหนึ่ง เฉิงชางไห่พบว่าความฉงนสงสัยที่มีต่อสำนักนี้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
วิชาตัวเบาที่นี่ไฉนถึงได้ดูเหมือนการบินได้จริงๆ? นกอินทรีที่นี่ไฉนถึงได้มีลมปราณภายใน? เด็กๆ ที่นี่ไฉนถึงได้มีพละกำลังมหาศาลปานนั้น?
โดยเฉพาะท่านเ้าสำนัก เขาคือคนที่ลึกลับที่สุด เฉิงชางไห่มิเคยเห็นเ้าสำนักฝึกวรยุทธภายนอกเลย หากมิใช่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ก็มักจะนั่งสมาธินิ่งอยู่อย่างนั้น ทำตัวราวกับเป็เซียนผู้วิเศษจริงๆ
“าาหัวขโมย อย่าแอบอู้!”
อวี๋หลินที่อยู่ไม่ไกละโเร่ง คำว่า ‘าาหัวขโมย’ ทำเอาเฉิงชางไห่เส้นเืที่ขมับปูดโปน เ้าเด็กแสบพวกนี้ชอบใช้ชื่อนี้มาล้อเลียนเขาเสียจริง
าาหัวขโมยผู้ยิ่งใหญ่ กลับต้องมาขุดดิน ผ่าฟืน หากเื่นี้แพร่ออกไปคงเป็ที่หัวเราะเยาะไปทั่ว
“รู้แล้วน่า”
เฉิงชางไห่ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ เขาเหลียวมองไปทางยอดเขานั้นอีกครั้ง ทว่ากลับพบว่าร่างของหลี่ชิงชิวและนกอินทรีนั้นหายไปเสียแล้ว
เขาเริ่มชินกับเื่ประหลาดเหล่านี้ จึงเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ แล้วก้มหน้าทำงานต่อ
ในขณะเดียวกัน หลี่ชิงชิวและนกอินทรีที่เขาบ่มเพาะด้วยปราณิญญากำลังพุ่งทะยานผ่านผืนป่าไปอย่างว่องไว ประหนึ่งกำลังเล่นไล่จับกันอยู่
อินทรีน้อยตัวนี้เคยถูกเขาพาไปที่ทะเลสาบิญญาใต้พิภพมาแล้ว นับแต่นั้นร่างกายของมันก็เติบโตเร็วอย่างยิ่ง หากเทียบกับพี่น้องของมัน บัดนี้มันตัวใหญ่กว่าถึงสองเท่า นับว่าน่าประหลาดใจนัก
แม้ยามบินทะยานผ่านป่าทึบ ร่างกายของมันกลับคล่องแคล่วยิ่ง หลบหลีกกิ่งไม้ที่สลับซับซ้อนได้อย่างแม่นยำด้วยความเร็วประดุจประกายไฟ
หลี่ชิงชิวใช้วิชาวายุกัมปนาท ทว่ากลับทำได้เพียงเคลื่อนที่เคียงคู่ไปกับมันได้เท่านั้น
เมื่อเดินทางผ่านป่าเขามาได้ห้าลี้ หลี่ชิงชิวหยุดฝีเท้าลงพร้อมกับเป่านกหวีดคราหนึ่ง อินทรีน้อยพลันหมุนตัวบินอ้อมต้นไม้ใหญ่พุ่งมาหาเขาและร่อนลงเกาะบนบ่าในที่สุด
ขนาดตัวของมันในยามนี้ใหญ่เกือบเท่าท่อนบนของหลี่ชิงชิว จนเขาต้องเอียงศีรษะหลบปีกมัน
“เสี่ยวปา วันหน้ากินให้น้อยลงหน่อยนะ เ้าหนักเกินไปแล้ว ข้าจะรับน้ำหนักเ้าไม่ไหวเอา”
หลี่ชิงชิวลูบหัวมันพลางถามยิ้มๆ
‘เสี่ยวปา’ คือชื่อของอินทรีตัวนี้ เขาหวังว่าเสี่ยวปาจะกลายเป็เหมือนน้องชายของเหล่าศิษย์น้อง และสามารถปกป้องพวกเขาได้ในอนาคต
เสี่ยวปาส่ายหัวไปมา ดูตลกยิ่งนัก
ทั้งคู่เดินทางต่อราวครึ่งชั่วยาม จนมาถึงลำธารกลางหุบเขาแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเจียงจ้าวเซี่ยและหลี่สื่อจิ่นรออยู่
เจียงจ้าวเซี่ยนั่งสมาธิอยู่บนโขดหินริมลำธาร ส่วนหลี่สื่อจิ่นนั่งอยู่บนพื้นที่ว่างด้านข้าง เบื้องหน้านางวางไว้ด้วยกระดาษสีเหลืองหลายแผ่น พร้อมพู่กันและหมึก ทว่าน้ำหมึกนั้นกลับเป็สีแดงฉานประดุจโลหิต
ในยามนี้ หลี่สื่อจิ่นกำลังมุ่ยปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิดใจ
“เป็อย่างไร? เจออุปสรรครึ?” เสียงของหลี่ชิงชิวแว่วมา หลี่สื่อจิ่นหันไปเห็นศิษย์พี่ใหญ่ออกมาจากป่า นางมิได้ยิ้มดีใจทว่ากลับถลึงตาใส่
“ศิษย์พี่ใหญ่ ‘คัมภีร์ยันต์พสุธา’ นี่มันยากเกินไปแล้ว ต่อให้เป็ยันต์ิญญาขั้นพื้นฐานที่สุด ข้าก็ยังทำไม่สำเร็จเลยเ้าค่ะ”
หลี่สื่อจิ่นบ่นอุบ นางใช้สองมือกุมศีรษะขยี้จนผมเผ้ายุ่งเหยิง
‘คัมภีร์ยันต์พสุธา’ ที่นางพูดถึง คือรางวัลการสืบทอดที่หลี่ชิงชิวได้รับมาจากการที่หยางเจวี๋ยติ่งสร้างสรรค์วิชาสำเร็จ
เรี่ยวแรงของคนเรามีจำกัด มิอาจเรียนรู้อาคมหลากหลายแขนงได้พร้อมกันหมด หลี่ชิงชิวใคร่ครวญดูแล้วจึงมอบคัมภีร์ยันต์นี้ให้หลี่สื่อจิ่นศิษย์น้องเล็กสุดเป็คนศึกษา
อย่างไรเสียในสำนักก็ไม่มีใครเข้าใจเื่นี้ ปล่อยให้หลี่สื่อจิ่นค่อยๆ วิจัยไปก็นับว่าไม่เลว
หลี่ชิงชิวหัวเราะ “เ้าลองคิดดูสิ เมื่อเทียบกับการต้องไปเข่นฆ่าสังหารคน การนั่งศึกษายันต์มันสบายกว่าเยอะมิใช่รึ?”
หลี่สื่อจิ่นเบ้ปาก “ข้าก็แค่บ่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้คิดจะล้มเลิกเสียหน่อย”
การาเ็ของหลี่ซื่อเฟิงในครานั้นสร้างแรงกระตุ้นให้นางอย่างมาก ใน่ปีที่ผ่านมานิสัยของนางเปลี่ยนไปมาก ฝึกฝนอย่างหนักมิได้เอาแต่เล่นซนเหมือนเมื่อก่อน
หลี่ชิงชิวเดินเข้าไปนั่งยองๆ ข้างนาง เริ่มสนทนาถกเถียงเื่ในคัมภีร์ยันต์ หลังจากถามไถ่ไปเพียงไม่กี่คำ นางก็เริ่มจับจุดได้
นางพบว่าตนเองมิใช่ว่าไม่มีผลงานเลย อย่างน้อยคำถามที่ศิษย์พี่ใหญ่ถามมานั้น ในสายตานางช่างดูเป็คำถามที่บื้อบ้ายิ่งนัก
เมื่อเห็นหลี่สื่อจิ่นเริ่มหัวเราะเยาะหลี่ชิงชิว เจียงจ้าวเซี่ยที่นั่งหันหลังให้ทั้งคู่ก็อดมิได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก
หลี่ชิงชิวอยู่เป็เพื่อนพวกนางครึ่งชั่วยามก่อนจะเดินกลับขึ้นเขาไป
วันนี้คนที่ไปฝึกที่ทะเลสาบิญญาใต้พิภพคือหลีตงเยว่และหลี่ซื่อเฟิง เขาจึงถือโอกาสพักผ่อนไม่ได้ฝึกตน
เมื่อเดินทางกลับมาถึงเทือกเขาที่เป็ที่ตั้งสำนัก ยามมาถึงกึ่งกลางเขา เขาพลันเหลือบไปเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็คือเฝิงไต้และมือปราบทั้งเก้านั่นเอง
เฝิงไต้และพวกดูเหมือนกำลังถกเถียงอะไรบางอย่างอยู่จึงยังมิได้ขึ้นเขามา
เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นหลี่ชิงชิว และเมื่อหลี่ชิงชิวเดินเข้าไปใกล้ เฝิงไต้พลันทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าหลี่ชิงชิว มือปราบทั้งเก้านายก็ทรุดตัวลงกึ่งคุกเข่าตามทันที
“เป็ข้าเองที่ทำให้าุโเซียวต้องจบชีวิต ขอท่านเ้าสำนักโปรดลงโทษด้วย!” เฝิงไต้กัดฟันกล่าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
