บทที่ 144 มอบหมายร้านค้า
แม้ว่าใจของซ่งจวินอี้อยากจะต่อรองนัก แต่เมื่อเห็นนายน้อยของตระกูลลู่และชายชราผู้มีพลังปราณที่คาดเดาไม่ได้ผู้นั้นมันก็ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย จึงรู้ว่าไม่มีช่องว่างให้ต่อรองได้ จึงได้แต่พยักหน้ากัดฟันพูดขึ้นว่า “เื่นี้ก็ตกลงตามนี้ วันพรุ่งนี้ข้าจะส่งคนไปส่งเซียนหยกและอาวุธเวทให้กับสำนักเป่ยเฉิน ส่วนหุบเขาหมอกวิเศษ ทุ่งนาวิเศษ และน้ำพุวิเศษอื่นๆ นั้น พรุ่งนี้สหายฉินก็ส่งคนไปรับ่ต่อแล้วกัน!”
ในบรรดาเงื่อนไขนี้ที่ฉินอวิ๋นหยางเสนอมา เซียนหยกและอาวุธเวทเป็เพียงส่วนประกอบมาเท่านั้น มีเพียงหุบเขาหมอกวิเศษเท่านั้นที่ถือว่ามีมูลค่าสูงสุด ส่วนผลผลิตของทุ่งนาวิเศษในนั้น เพียงเพียงพอต่อการฝึกตนขั้นพื้นฐานของทั้งสำนักเป่ยเฉินเท่านั้น แต่สำหรับตระกูลซ่งแล้ว หากตัดส่วนนี้ออกไปก็เหมือนหัวใจที่มีเืออก ตอนนี้หากตระกูลลู่ไม่ได้มีอำนาจและอิทธิพลมากในเทียนตู ตระกูลซ่งไม่มีวันยอมจำนนง่ายๆ แน่
ฉินอวิ๋นหยางในตอนนี้ก็ไม่รู้จะพูดอะไร เดิมทีคิดว่ามาถึงที่นี่แล้วคงต้องได้ต่อสู้กันครั้งใหญ่แน่ แต่คิดไม่ถึงว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้โดยไม่ลงมือปะทะกัน เลยรู้สึกดีไม่น้อย
“นายน้อยลู่และผู้เฒ่าตู้สู้มาพักที่บ้านข้าสักสองสามวันดีหรือไม่ แม้ว่าที่บ้านข้าจะไม่มีผลไม้วิเศษที่หายากอะไร แต่บังเอิญเมื่อหลายปีก่อนได้ ‘สุราวิเศษเทียนฉือ’ มาสองสามไห พอมีมาให้ได้ลองลิ้มรส!”
“สุราวิเศษเทียนฉือ?” ลู่อวี่รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เพราะตามตำนานสุราวิเศษเทียนฉือนี้ถูกกลั่นโดยสำนักหนึ่งที่เรียกกันว่า สำนักกระบี่เทียนฉือในสมัยโบราณ ซึ่งสำนักนี้มีสมญานามว่า ‘คู่หูยอดสุรากระบี่’ ซึ่งสุรานี้ก็หมายถึง สุราวิเศษเทียนฉือ ส่วนกระบี่นั้นคือ ‘เคล็ดวิชากระบี่เทียนฉือ’ ของเคล็ดวิชากระบี่วิชาหนึ่ง ซึ่งเคล็ดวิชากระบี่นี้ลู่อวี่เคยเห็นมาก่อนในปีนั้น ถือได้เลยว่าเป็ทักษะที่มีเอกลักษณ์ยอดเยี่ยมเฉพาะตัว แต่สุรานั้นยังไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อน
“ในเมื่อมีสุราเลิศรสเช่นนี้อยู่ หากพลาดไปคงจะน่าเสียดายแย่ แม้ว่าข้าจะไม่ชอบดื่มสุรา แต่ก็ชอบลิ้มสุราเลิศรส ไปกันเถิด ผู้เฒ่าตู้ คราวนี้เ้ามีลาภปากแล้ว เอาแต่ว่าตระกูลลู่ของเราไม่มีสุราเลิศรส ครั้งนี้ก็ใช่ว่าอาศัยบุญบารมีของข้าไม่ใช่หรือ!”
ตู้เสวียนเฉิงทำได้เพียงหัวเราะกับคำพูดโอ้อวดของลู่อวี่ แต่เขาก็เคยได้ยินเกี่ยวกับชื่อเสียงของสุรานี้เหมือนกัน ดังนั้นจึงเต็มใจที่จะลิ้มรสมันดูเสียหน่อย จึงยอมพักอยู่ที่สำนักเป่ยเฉินสักสองสามวันก็ใช่ว่าจะไม่ได้!
ในลานเล็กๆ ด้านหลังูเาสำนักเป่ยเฉินที่ครั้งหนึ่งลู่อวี่เคยไปพักอยู่ นั้นมีลู่อวี่ ตู้เสวียนเฉิง และฉินอวิ๋นหยางนั่งกันอยู่รอบโต๊ะหิน ลิ้มรสผลไม้วิเศษ และชิมสุราวิเศษเทียนฉือที่ฉินอวิ๋นหยางนำออกมาให้
คนในสำนักกระบี่เทียนฉือชอบกระบี่และสุราเลิศรส ดังนั้นถึงได้มีชื่อที่สวยงามเรียกกันว่าสุราวิเศษเทียนฉือ
สุรานี้บริสุทธิ์และใสสะอาด มีกลิ่นเย็นกระจายออกมา แต่กลับไม่มีกลิ่นสุราเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย หากผู้ที่ไม่รู้มองผ่านๆ ก็จะนึกกันว่าเป็น้ำ เพียงดื่มเข้าไปแล้วเท่านั้น ถึงจะรู้ว่ามันคือสุรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุรานี้ใสและมีรสชาติหวาน รสชาติคงอยู่นาน มีฤทธิ์ในการบำรุงร่างกายและชำระล้างพลังปราณให้ใสบริสุทธิ์
“หึ! สุราวิเศษเทียนฉือสมดั่งคำร่ำลือจริงๆ!” ลู่อวี่ดื่มไปเพียงจอกเดียว ก็รู้สึกเย็นวาบสบายไปทั่วร่างกาย มันเย็นสบาย ทว่ากลับไม่ได้หนาว ใสแต่ไม่จืด สิ่งที่หายากยิ่งกว่านั้นคือหลังจากดื่มสุรานี้เข้าไปแล้ว กลิ่นสุราจะฟุ้งกระจายขึ้นมา ทำให้รู้สึกถึงความกระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก
ฉินอวิ๋นหยางก็ดื่มสุราในจอกตัวเองจนหมดเช่นเดียวกัน พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมา เขาพูดอย่างอัดอั้นใจว่า “น่าเสียดายที่ตอนได้สุราวิเศษนี้มาในปีนั้นช้าเกินไป ก่อนหน้านั้นที่นั่นน่าจะมีการถ่ายทอดต่อความรู้ของสำนักกระบี่เทียนฉือ หากได้มาครอง คิดว่าสำนักเป่ยเฉินของเราคงพัฒนาไปได้ดีกว่านี้ และวิธีการกลั่นสุราวิเศษเทียนฉือก็สูญหายไปนานแล้วด้วย ช่างน่าเสียดายจริงๆ!”
ตู้เสวียนเฉิงหัวเราะเบาๆ “ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ใครจะรู้ว่าระหว่างที่ได้และสูญเสียนั้นโชคดีหรือโชคร้าย? บางทีตอนนั้นหากเ้าได้รับการถ่ายทอดมา วันนี้อาจมีพลังยุทธ์ที่ดีกว่านี้ แต่บางทีก็อาจจะไม่ได้มีชีวิตรอดอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็ได้ เ้าอาจตายไปแล้วในการต่อสู้! นอกจากนี้ การสืบทอดต่อของสำนักเป่ยเฉินของเ้าก็ใช่ว่าจะอ่อนแอ ข้ารู้มาว่าสำนักของพวกเ้าเคยผ่านการต่อสู้ครั้งใหญ่มาเมื่อหลายปีก่อนและได้สูญเสียคัมภีร์ไปจำนวนไม่น้อย ในปีนั้นข้ากับปู่ของเ้าได้พบกัน และเคยแลกเปลี่ยนข้าวของด้านบำเพ็ญเพียรไว้จำนวนมาก ต่อมาภายหลังบังเอิญมีโอกาสได้รับคัมภีร์ของสำนักเป่ยเฉินของพวกเ้ามาอีกหลายเล่มอยู่ เดี๋ยวข้าจะเอามาให้เ้าพร้อมกัน!”
ฉินอวิ๋นหยางถึงกับอุทาน “อา” ออกมาเบาๆ ด้วยความดีใจ ภายใต้สีหน้าประหลาดใจ เขารีบยกไหสุราขึ้นมารินให้ตู้เสวียนเฉิงเต็มจอก ด้วยความรู้สึกที่ตื่นเต้นอย่างเหลือล้น
ในเวลานี้ลู่อวี่ได้แต่ยิ้มและกล่าวขึ้นว่า “ยังมีอีกเื่หนึ่ง ก่อนหน้านี้ข้าเคยสัญญากับคุณหนูฉินไว้ว่า จะมอบร้านค้าหลายร้านให้สำนักเป่ยเฉินดูแลกิจการให้ เดี๋ยวข้าจะส่งสารไปถึงตระกูล เชื่อว่าวันพรุ่งคงจะมีคนมาพูดคุยเื่นี้กับผู้เฒ่าฉิน ตอนนี้จึงแจ้งเื่นี้กับผู้เฒ่าฉินให้ทราบก่อน!”
ฉินอวิ๋นหยางไม่รู้จะพูดอย่างไรดีกับข่าวดีที่ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงทำได้เพียงเพียงดื่มอวยพรให้พวกเขาทั้งสองคน หลังจากที่ทั้งสามดื่มกันติดต่อกันได้สามจอกแล้ว ถึงได้พูดออกมาว่า “ใน่หลายปีที่ผ่านมานี้ สำนักเป่ยเฉินเสื่อมถอยลงอย่างมาก ในสำนักนอกจากเหยียนเจินและศิษย์น้องรองจ้าวจือเจี๋ยที่เป็ผู้ที่มีความสามารถ คุณสมบัติการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรของผู้อื่นนับว่ายังช้านัก อนาคตจะประสบความสำเร็จคงอีกยาวไกล ตอนนี้ยังมีงานให้พวกเขาได้ทำก็ดีแล้ว แต่เื่พวกนี้ข้าก็วางแผนว่าจะมอบหมายให้เหยียนเจินจัดการต่อ หากมีคนจากตระกูลลู่เดินทางมาถึงก็ให้ไปติดต่อที่นางเลย เพราะมันก็คงถึงเวลาแล้วที่จะให้นางได้ฝึกฝนและหาประสบการณ์ให้มากขึ้น!”
ลู่อวี่พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของฉินอวิ๋นหยาง มันก็จริงอย่างที่ว่า เพราะขนาดงานลักพาตัวที่เขาเองก็ให้ความร่วมมือยังเต็มไปด้วยช่องโหว่ มันฟังแล้วไม่มีเหตุผลจริงๆ แต่ในเวลานี้ เขาเองก็ไม่อาจบอกให้ฉินอวิ๋นหยางรับรู้ได้ จึงได้แต่เห็นด้วยตามนั้น!
พวกเขาทั้งสามดื่มและพูดคุยกันทักทายกันอีกสักพัก เมื่อรู้ว่าดึกแล้ว จึงพากันแยกย้ายกันไปพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อลู่อวี่ก็ได้พบกับผู้ดูแลคนหนึ่งที่ถูกส่งตัวมาจากตระกูลลู่ หลังจากสอบถามดูคร่าวๆ ก็ใช้คนไปแจ้งแก่ฉินเหยียนเจิน
เนื่องจากวันนี้สำนักเป่ยเฉินจะต้องได้รับการชดเชยในสิ่งที่ต้องได้รับจากตระกูลซ่ง ทั้งสำนักจึงยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความยินดี ฉินเหยียนเจินนั้นยิ่งมีสีหน้าที่มีชีวิตชีวายิ่งกว่าใคร หลังได้รับแจ้งจากลู่อวี่ ก็รีบกระตือรือร้นมาหาทันที
ลู่อวี่ให้ผู้ดูแลที่ถูกส่งตัวมานำรายชื่อร้านค้าที่เตรียมไว้กว่าสิบร้านมาให้ฉินเหยียนเจินเลือก แต่สำนักเป่ยเฉินสามารถเลือกได้เพียงสามร้านในนี้เท่านั้น ไม่ใช่ว่าเขาให้ร้านค้ามากกว่านี้ไม่ได้ แต่ร้านค้ามากเกินสำนักเป่ยเฉินก็ดูแลไม่ทั่วถึง นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างลู่อวี่และสำนักเป่ยเฉินในตอนนี้ ก็ยังไม่เหมาะที่เสนอผลประโยชน์ให้มากเกินไป สิ่งที่เรียกว่า ‘บุญคุณกลายเป็ความแค้น’ มันก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล ของที่ได้มาง่ายเกินไป มันจะไม่รู้จักหวงแหนรักษาไว้
“ร้านค้าเยอะมากมันเลือกยากนัก นายน้อยลู่พอจะมีข้อเสนอแนะอะไรหรือไม่?” ดวงตาของฉินเหยียนเจินลุกวาวหลังจากฟังข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าสิบกว่าร้านจากผู้ดูแลของตระกูลลู่ เขารู้สึกว่าแต่ละร้านก็ดีหมด แต่หากต้องเลือกสามร้านจากในนี้ก็ไม่รู้ว่าร้านใดจะเหมาะสมกว่ากัน
ลู่อวี่คาดเดาถึงสถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้ว จึงกล่าวว่า “ตอนนี้รากฐานสำนักเป่ยเฉินของเ้ายังคงอ่อนแอไปเสียหน่อย ร้านค้าจำพวกยาอายุวัฒนะ อาวุธเวท และเครื่องรางของขลังพวกนั้นยังไม่เหมาะสมกับพวกเ้า ยิ่งไปกว่านั้นผู้คนจำนวนมากที่สุดในเทียนตู ต่างก็ยังเป็นักพรตระดับล่าง แม้ว่านักพรตเหล่านี้จะเข้าสู่หนทางแห่งการฝึกตนแล้ว ทว่าพลังยุทธ์ที่มียังไม่สูงและอยู่ไม่ได้หากไม่ได้กินอาหาร เช่นนั้นสู้พวกเ้าดูแลกิจการร้านอาหาร โรงเตี๊ยม ร้านขายธัญพืชวิเศษ และข้าววิเศษจะดีกว่า เช่นนั้นก็เอาตามนี้ก่อน อีกอย่างได้ยินมาว่าในหุบเขาหมอกวิเศษนั้นของตระกูลซ่งมีทุ่งนาวิเศษจำนวนมากอยู่ อีกทั้งยังมีพื้นที่อยู่ไม่น้อย หากมีเหลือก็สามารถนำมาขายได้ เ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”
ฉินเหยียนเจินฟังอย่างตั้งใจ และรอจนกระทั่งลู่อวี่พูดจบ ก็พยักหน้าและพูดขึ้นว่า “ยังเป็นายน้อยลู่ที่เข้าใจ ข้า้าร้านค้าที่ดีที่สุด แต่กลับไม่ได้นึกถึงว่าจะมีความสามารถบริหารได้ดีพอหรือไม่ ตอนนี้ทั้งสามตัวเลือกนี้ เหมาะสมสำหรับสำนักเป่ยเฉินของเราที่สุดแล้ว หากเช่นนั้นก็เอาตามที่นายน้อยลู่ว่าแล้วกัน!”
หลังจากฟังคำแนะนำของลู่อวี่ เมื่อฉินเหยียนเจินดูแล้วก็รู้ว่าจะเลือกร้านค้าไหนในหลายสิบร้านนั้น นางเลือกร้านค้าสามร้านมาได้ใน่เวลาสั้นๆ ตามคำแนะนำของเขา สถานที่ทั้งหมดก็ล้วนแต่อยู่ภายในเมืองเทียนอวิ๋นดังนั้น สำนักเป่ยเฉินจึงจำเป็ต้องส่งคนไปรับ่ต่อที่นั่น
ทันทีที่จัดการเื่เหล่านี้แล้วเสร็จ ผู้ดูแลผู้นั้นของตระกูลลู่ก็ขอตัวทันที ต่อให้เขาจะเซ่อซ่าเพียงไหน แต่เมื่อเห็นนายน้อยพูดคุยกับหญิงงามผู้หนึ่ง ทั้งยังมอบของให้ ทั้งให้คำชี้แนะ หากยังไม่เข้าใจสถานการณ์ เช่นนั้นคงรนหาเื่เดือดร้อนรำคาญมาใส่ตนแล้ว!
แต่หลังจากที่ผู้ดูแลของตระกูลลู่จากไป ระหว่างทั้งสองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอยู่พักหนึ่ง บรรยากาศก็เริ่มคลุมเครือและอึดอัดเล็กน้อย เดิมทีฉินเหยียนเจินคิดที่จะขอตัวออกไป แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด ยิ่ง้าพูดอะไรบางอย่างมากเท่าไร ก็ยิ่งไม่รู้ว่าควรพูดอะไรมากขึ้นเท่านั้น
ในฐานะบุรุษลู่อวี่ก็้าคิดหาวิธีบางอย่างเพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นในเวลานี้อยู่แล้ว อยู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา มีขวดเล็กๆ หลายขวดโผล่มาในมือ หากเป็จำพวกอาวุธเวทและอาวุธวิเศษอื่นๆ แล้ว ลู่อวี่ยังไม่มีล้นเหลือมากพอ แต่หากพูดถึงยาอายุวัฒนะทั่วทั้งเทียนตูคงไม่มีที่ไหนที่ล้ำค่าและหลากหลายชนิดมากพอเท่ายาอายุวัฒนะในมือของลู่อวี่แล้ว!
ฉินเหยียนเจินมีคุณสมบัติที่ดี ตอนนี้ก็มีพลังยุทธ์่ปลายขั้นฟันฝ่าแล้ว แม้ว่าจะเป็เื่ยากมากที่จะบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นไปสู่ขั้นตงซวน คิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกนาน หากมียาอายุวัฒนะมาเป็ตัวช่วย ก็คงจะสามารถย่นระยะของกระบวนการนี้ให้สั้นลงได้มากทีเดียว
ลู่อวี่เองก็ฝึกบำเพ็ญเพียรเหมือนกัน ดังนั้นจึงเตรียมยาอายุวัฒนะไว้ในแหวนลับจำนวนไม่น้อย เพื่อบรรลุขั้นพลังยุทธ์ทำให้จิตใจสงบลง ฝึกพลังจิต ฝึกร่างกาย อีกทั้งยังต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับเส้นลมปราณ อาจกล่าวได้ว่ามีครบทุกวงจรในสิ่งที่ควรจะมี มิฉะนั้นเพียงคุณสมบัติเดิมของร่างกายก่อนหน้านี้ของเขา คงเป็ไปไม่ได้เลยที่จะฝึกฝนจนมีพลังยุทธ์่ปลายขั้นฟันฝ่าอย่างทุกวันนี้ในเพียงเพียงเวลาสองปีสั้นๆ
แม้ว่าตอนนี้ลู่อวี่จะมียาอายุวัฒนะมากมายอยู่ในมือ แต่เพราะไม่เพียงเพียงต้องบรรลุขั้นพลังยุทธ์เท่านั้น แต่ยังต้องฝึกฝนพลังเวท คาถา วิชากระบี่ และบางครั้งยังต้องศึกษาพื้นฐานของศาสตร์ทั้งห้าในศาสตร์ทั้งหกของการฝึกตนเป็เซียนด้วย กล่าวได้เลยว่า เวลามันไม่เพียงไม่พอสำหรับเท่านั้น แต่ยังกระชั้นชิดไม่น้อยเลยอีกด้วย
มีก็แต่ยาอายุวัฒนะพวกนี้ที่ช่วยให้เขาประหยัดเวลาไปได้มากในการฝึกฝนอย่างหนัก ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเวลาออกไปเที่ยวเล่นจีบสาวได้! แต่ถึงกระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมเหมือนในชาติก่อน เขาจึงใช้เวลาอย่างมากเพื่อรักษาเสถียรภาพพลังยุทธ์ของตัวเอง และขัดเกลาพลังปราณในร่างกายไว้คงที่
“ได้รู้จักกับคุณหนูฉินครั้งหนึ่ง ยาอายุวัฒนะไม่กี่ขวดนี้เ้าเอาไปใช้เถิด พลังยุทธ์และพื้นฐานของเ้า หากกินยาพวกนี้ไปไม่ต้องกังวลว่ารากฐานจะไม่มั่นคง เพียงทำตามขั้นตอนทีละขั้นตอน ใช้เวลาไม่นานก็คงบรรลุเป้าหมายขั้นสูงสุดของพลังยุทธ์ขั้นฟันฝ่าได้ เมื่อถึงเวลานั้นทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการรับรู้และความเข้าใจในเส้นทางของสัจธรรม ไม่ว่าจะกินยาอายุวัฒนะหรือไม่ก็ตามก็จะไม่มีผลใดๆ!”
ฉินเหยียนเจินทั้งประหลาดใจและมีความสุข นางเม้มริมฝีปากเบาๆ จากนั้นก็หยิบขวดหยกหลายขวดที่ลู่อวี่ยื่นให้อย่างเต็มอกเต็มใจ คิดว่าในเมื่อมีเื่ของตระกูลซ่งนางคงถูกลูกศิษย์ทุกคนของสำนักเป่ยเฉินคิดว่านางเป็สตรีของลู่อวี่ไปแล้ว เป็นางเองที่ไม่ปฏิเสธกับผลลัพธ์นี้ ดังนั้นเมื่อรับของขวัญของลู่อวี่มาแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกแบกรับความรู้สึกใด
หลังจากที่ทุกคนกลับมาจากตระกูลซ่ง ลูกศิษย์ทุกคนของสำนักเป่ยเฉินก็รู้ว่าคุณชายที่เดิมทีนั่งอยู่ในห้องโถงผู้นั้นก็คือนายน้อยตระกูลลู่นี้เอง มิน่าเล่าเขาถึงไม่สนใจไยดียาชิง์น้อยเลย แต่พวกลูกศิษย์เหล่านี้ก็มั่นอกมั่นใจกันว่า ที่นายน้อยตระกูลลู่ใจดีเช่นนั้นเป็เพราะชอบศิษย์พี่หญิงใหญ่ของสำนักเป่ยเฉินแน่นอน เพราะไม่ว่าหน้าตาหรือคุณสมบัติของศิษย์พี่หญิงใหญ่ก็ถือว่าดีที่สุด หากถูกนายน้อยตระกูลลู่ถูกตาต้องใจ ก็ไม่ใช่เื่ที่เกินความคาดหมาย เพราะเหตุนี้ก็เลยมีเื่ราวความรักระหว่างทั้งสองแพร่กระจายไปหลายแบบ ทำให้ฉินเหยียนเจินที่บังเอิญได้ยินเื่นี้ ไม่รู้จะดีใจหรือโกรธดี!
