หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น เอเลน่าจัดแจงชุดเดรสของเธอให้เข้าที่ มือบางลูบไล้ไปตามเส้นผมสีทองที่สะท้อนแสงจันทร์รำไรจากหน้าต่างบานสูง
สัญชาตญาณที่สั่งสมมาั้แ่ชาติก่อนกลับเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัย 'เลออนเ้าพวกนั้น...'เด็กนิสัยเสียอย่างเลออนต้องมีแผนทำให้เธออับอายขายขี้หน้ากลางงานเป็แน่ เธอต้องระวังตัวไว้ให้ดีซะแล้ว
ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะก้าวเดินออกไปนั้น... ััเย็นเยียบประหลาดกลับแผ่ซ่านมาจากเื้ั พร้อมกับไออุ่นของลมหายใจที่รินรดอยู่ข้างใบหูในระยะที่แนบชิดจนน่าใจหาย
"กิ๊ฟติดผมของเธอ... สวยดีนะ"
"เฮือก!"
เอเลน่าสะดุ้งสุดตัวจนแทบะโ เธอรีบกระเด้งตัวออกห่างและหมุนกลับมาเผชิญหน้ากับต้นเสียงทันที หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบ 'ั้แ่เมื่อไหร่กัน?! ทำไมฉันถึงไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเขาเลย!'
ร่างที่ยืนพิงกำแพงหินอ่อนอยู่ในเงามืดเบื้องหน้าของเธอคือเด็กชายผู้มีเรือนผมสีแพลทินัมบลอนด์สว่างไสวภายใต้แสงไฟสลัว ร่างที่ดูซูบผอมนั้นยืนนิ่งสนิท ดวงตาสีทองอำพันจ้องมองเธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
เขามือไวพอที่จะถือวิสาสะัักิ๊ฟติดผมของเธอเมื่อครู่... องค์รัชทายาทยูเลี่ยน!
เขายืนอยู่ที่นั่น... ใบหน้าซีกหนึ่งซ่อนอยู่ในเงาสลัว แต่ดวงตาสีทองอำพันกลับเปล่งประกายวาวโรจน์ราวกับตาของสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ ท่วงท่าของเขาดูมั่นคงและไร้ซึ่งอาการป่วยไข้ที่เพิ่งแสดงออกไปเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
'ั้แ่เมื่อไหร่กัน?!'
เอเลน่าขมวดคิ้วมุ่น เหงื่อซึมตามฝ่ามือ เธอเป็คนที่ประสาทััไวเสมอ โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายแบบนี้ แต่เด็กชายตรงหน้ากลับเข้าถึงตัวเธอได้ในระยะประชิดโดยที่เธอไม่รู้สึกถึงจิตคุกคามหรือแม้แต่เสียงฝีเท้าเลยแม้แต่นิดเดียว
เอเลน่าที่กำลังช็อกรีบดึงสติกลับมา เธอจำได้ว่าต้องทำความเคารพแบบทางการสูงสุดต่อหน้าเชื้อพระวงศ์ มือเล็กๆ รีบคว้าชายกระโปรงทั้งสองข้างแล้วย่อตัวลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับนึกถึงคำถวายพระพรที่ไอแซคเคยเคี่ยวเข็ญให้ท่องจำ
"ขอหมู่ดาวดวงน้อย... น้อมภักดีต่อดวงตะวันผู้เป็นิรันดร์... ยินดีที่ได้พบเพคะ องค์รัชทายาท"
ดวงตาสีทองอำพันของยูเลี่ยนวาวโรจน์ขึ้นท่ามกลางเงามืด มันไม่ใช่แค่แสงสะท้อนธรรมดา แต่ดูเหมือนดวงตาคู่นั้นจะเรืองแสงสว่างวาบ ขึ้นมาครู่หนึ่งราวกับตาของสัตว์ป่าที่จ้องทะลุเข้าไปถึงดวงิญญา เอเลน่ากระตุกวูบไปชั่วขณะหนึ่ง
เอเลน่าเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
"องค์รัชทายาท... ว่าแต่ทำไมพระอง-"
"เอเลน่า!"
เสียงเรียกที่คุ้นเคยของไอแซคดังขัดขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้เอเลน่าต้องสะดุ้งและรีบหันไปมองตามเสียงนั้นโดยอัตโนมัติ
ทว่าเมื่อเธอหันกลับมาที่เดิมเพียงเสี้ยววินาทีต่อมา... พื้นที่ตรงหน้ากลับว่างเปล่า มีเพียงกำแพงหินอ่อนที่ว่างเปล่าและความเงียบงัน ร่างของยูเลี่ยนหายวับไปราวกับอากาศธาตุ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายจางๆ ของความหนาวเหน็บที่ยังคงตกค้างอยู่ในอากาศ
"มัวทำอะไรอยู่ตรงนี้!" ไอแซคเดินจ้ำอ้าวเข้ามาหาพลางสำรวจชุดของเด็กสาว
"ใกล้ได้เวลาที่ตระกูลเราต้องเข้าไปถวายความเคารพต่อหน้าองค์จักรพรรดิแล้วนะ"
เอเลน่ายืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งถามออกไป
"ท่านพี่... เมื่อครู่เห็นใครอยู่ตรงนี้กับหนูไหมคะ?"
ไอแซคขมวดคิ้วพลางมองไปรอบๆ ทางเดินที่เงียบสงัด
"ใครกัน? ฉันเห็นแค่เธอยืนอยู่คนเดียวนะ รีบไปเถอะ"
ไอแซคไม่รอช้า เขาคว้ามือเล็กๆ ของเอเลน่าแล้วจูงกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไปยังโถงจัดเลี้ยง เอเลน่าเดินตามแรงจูงไปอย่างมึนงง ในหัวสมองของเธอสับสนไปหมดว่าสิ่งที่เจอเมื่อครู่คือความจริงหรือภาพหลอนกันแน่
แต่สิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำว่ามันคือเื่จริง... คือััจากกิ๊ฟติดผมที่ยูเลี่ยนเพิ่งแตะไปเมื่อครู่
'มันอุ่น...'
เอเลน่ารู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานอุ่นๆ ที่ไหลเวียนอยู่ตรงกิ๊ฟติดผมนั้น มันเป็ไออุ่นที่ประหลาดและนุ่มนวล
ไอแซคจูงมือเอเลน่ากลับเข้ามาในโถงจัดเลี้ยงที่บัดนี้ดูโอ่อ่าและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม เมื่อเหล่าตระกูลใหญ่ผู้พิทักษ์ทิศทั้งสี่มารวมตัวกันเพื่อรอรับการเข้าเฝ้า
เอเลน่ากวาดสายตามองไปรอบๆ หัวสมองของเธอเริ่มประมวลผลข้อมูลที่เคยอ่านมาอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มเดาได้ไม่ยากว่าใครเป็ใครจากลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นของแต่ละสายเื
ทางด้านซ้ายไม่ไกลนัก เธอเห็นกลุ่มคนที่ดูสุขุมและสูงส่งในชุดโทนสีฟ้าอ่อน
"นั่นโนอาห์นี่นา..." เอเลน่าพึมพำกับตัวเอง โนอาห์ยืนอยู่ท่ามกลางเครือญาติของเขา ตระกูลวาล์ดครอยซ์ ทุกคนมีเส้นผมสีน้ำตาลนวลที่ดูอ่อนโยนและดวงตาสีฟ้าครามราวกับน้ำแข็งที่แช่แข็งทุกสิ่งอย่างสงบนิ่ง
ถัดไปคือกลุ่มคนที่แผ่บรรยากาศลึกลับและเปี่ยมไปด้วยพลังกดดัน
"ตระกูลเอเทอเรียล" สมาชิกของตระกูลนี้ช่างดูสะดุดตาด้วยเส้นผมสีม่วงเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรี และดวงตาสีเขียวมรกตที่ดูราวกับจะมองทะลุได้ทุกสิ่ง
และที่ยืนเงียบเชียบอยู่ท่ามกลางเงามืดราวกับจะกลืนหายไปกับห้องโถงคือ
"ตระกูลไนท์ฟอล" เด็กหญิงลอบสังเกตเห็นท่วงท่าที่ไร้ร่องรอยของพวกเขา ทุกคนมีผมดำสนิทและดวงตาสีเทาเถ้าถ่านที่ดูไร้อารมณ์ แต่กลับแหลมคมดุจใบมีด
เมื่อถึงเวลาอันสมควร ดยุกเรกูรัส อาเชนวาลด์ ผู้เป็ประมุขแห่งทิศตะวันตกก็ขยับกายเล็กน้อย เขาปรายตามองสมาชิกในตระกูลด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและระเบียบวินัย ก่อนจะเริ่มเดินนำหน้ามุ่งตรงไปยังแท่นประทับเบื้องหน้าองค์จักรพรรดิและราชินี
สมาชิกตระกูลอาเชนวาลด์เดินตามหลังดยุกอย่างพร้อมเพรียงและก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อมที่สุด
"นึกว่าใคร ที่แท้ก็ดยุกเรกูรัสและครอบครัวนั่นเอง" จักรพรรดิเอเดรียนทักทายด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย
"ไม่ได้พบกันนาน ฝีมือการคุมแนวรบฝั่งตะวันตกของท่านยังคงไร้ที่ติเสมอ"
"ขอบพระทัยพะยะค่ะองค์จักรพรรดิ"
ราชินีอิซาเบลล่ากวาดสายตามองไปยังเหล่าบุตรชายสะใภ้ และหลานๆของเรกูรัส
"ลูกหลาน ของท่านก็ดูจะเติบโตขึ้นมากทีเดียว... เลออน เ้าดูโตขึ้นเยอะและหล่อเหลาไม่เบาเลยนะ ส่วนเอริอุสก็ดูหน่วยก้านดีสมเป็นักรบ"
เลออน และ เอริอุส ก้มหน้าตอบรับคำชมด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ การสนทนาจึงดำเนินไปตามลำดับความสำคัญ คาเอล และ วาเลเรีย เข้าไปร่วมวงสนทนาเื่ความคืบหน้าของหัวเมืองฝั่งตะวันตก
เมื่อถึงคิวของบุตรชายคนที่สี่เอลริค และภริยาลีเดีย ราชินีอิซาเบลล่าถึงกับคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างพอพระทัยเมื่อทอดพระเนตรเห็นความงามของเด็กหญิงที่ยืนอยู่ข้างกายลีเดีย
"ลีเดีย... ลูกสาวของเ้าช่างงดงามและกิริยาเรียบร้อยนัก ดูสิ น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง" ราชินีชมเชยบุตรสาวของลีเดียไม่ขาดปาก ทำเอาลีเดียหน้าบานด้วยความยินดีที่ลูกสาวตนเป็ที่โปรดปราน
การทักทายดำเนินมาถึง เซเรน่า และ ไอแซค ที่แสดงท่าทางสุขุมจนกระทั่งสายตาทุกคู่... โดยเฉพาะดวงตาคมกริบสีน้ำตาลของราชินีอิซาเบลล่า เลื่อนมาหยุดอยู่ที่สมาชิกคนสุดท้ายที่ยืนอยู่รั้งท้ายสุด
เด็กหญิงตัวน้อยผมสีทองอร่ามและดวงตาสีแดงชาดดุจโลหิต ผู้ที่ถูกทิ้งไว้ให้อยู่ลำพังในคฤหาสน์เก่าแก่มานานนับปี
"และนี่... คงจะเป็หลานสาวคนเล็กที่ร่ำลือกันสินะ"
บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเหยียบลงชั่วขณะ เอเลน่ารู้สึกได้ถึงกระแสกดดันที่พุ่งตรงมาที่เธอเพียงคนเดียว สายตาของราชินีอิซาเบลล่าไม่ได้ดูเอ็นดูเหมือนตอนมองลูกสาวของลีเดีย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่แฝงไปด้วยความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด
เอเลน่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ย่อกายลงทำความเคารพอย่างแช่มช้าและสง่างามที่สุดเท่าที่เด็กวัยแปดขวบจะทำได้ หัวใจของเธอเต้นนิ่งสงบผิดกับตอนที่เจอรัชทายาทเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
สายตาของเธอเลื่อนไปสบเข้ากับ ยูเลี่ยน ที่บัดนี้กลับมานั่งอยู่บนแท่นสูงอีกครั้ง ใบหน้าของเขายังคงดูซีดเซียวทว่ามุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเพียงบางเบาเมื่อเห็นเธอ ใกล้กันนั้นคือ องค์ชายวิกเตอร์ ที่นั่งเชิดหน้าอย่างถือดี และ องค์หญิงเอลิเซ่ในวัยห้าขวบที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูในชุดราตรีฟูฟ่องสีขาวสะอาดตา
เมื่อสิ้นคำถามของราชินีอิซาเบลล่า ดยุกเรกูรัสก็ก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย
"พะยะค่ะองค์ราชินี... หลานสาวของกระหม่อม เอเลน่า เพิ่งจะอายุครบแปดขวบพอดี และนี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้เข้าเฝ้า หากมีกิริยาใดที่ผิดพลาดไปต่อหน้าพระพักตร์ กระหม่อมหวังว่าพระองค์จะทรงเมตตาให้อภัยในความเยาว์วัยด้วยพะยะค่ะ"
จักรพรรดิเอเดรียนหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างอารมณ์ดี
"ไม่เป็ไรหรอกดยุก เด็กสาวตัวเล็กๆ ที่น่าเอ็นดูขนาดนี้ ต่อให้ทำผิดพลาดไปบ้างในครั้งแรกฉันก็ไม่ถือสาหรอก ฮ่าๆ"
ทว่าราชินีอิซาเบลล่ากลับไม่ได้มีท่าทีผ่อนคลายตามพระสวามี เธอจ้องเขม็งไปที่เอเลน่าก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ความใจกว้างของท่านดยุกช่างยิ่งใหญ่นัก... แม้แต่เด็กที่มีสีตาไม่เหมือนคนในตระกูลอาเชนวาลด์แม้แต่นิดเดียว ท่านก็ยังรับเข้ามาดูแลและเชิดชูได้อย่างสนิทใจถึงเพียงนี้ช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสนิทลง ดยุกเรกูรัสกระตุกเล็กน้อย สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นิ่งสงบจนน่าขนลุกขณะจ้องมองกลับไปยังราชินี บรรยากาศระหว่างมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายเริ่มตึงเครียดจนขุนนางรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
แต่ก่อนที่ดยุกจะได้เอ่ยปากโต้ตอบใดๆ เสียงทุ้มแหบพร่าทว่ากังวานของรัชทายาทที่นิ่งเงียบมาตลอดก็ดังขึ้น
"กระหม่อมว่า... ดวงตาของเธอสวยดีนะพะยะค่ะเสด็จแม่"
ยูเลี่ยนเอ่ยขึ้นพลางขยับรอยยิ้มที่มุมปาก แววตาสีทองอำพันของเขาจับจ้องไปที่เอเลน่าอย่างเปิดเผย
"ดวงตาสีแดงฉานนั่นมีเอกลักษณ์และดูสูงส่ง ไม่ได้ดูเป็ดวงตาสีพื้นๆ ที่หาพบได้ทั่วไปตามท้องถนนเลยแม้แต่นิดเดียว...จริงไหมพะยะค่ะ?"
คำพูดของยูเลี่ยนทำเอาคนทั้งโถงจัดเลี้ยงถึงกับหน้าถอดสี โดยเฉพาะราชินีอิซาเบลล่าที่พระพักตร์เริ่มเปลี่ยนสีด้วยความโกรธจัด เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าราชินีนั้นมาจากอาณาจักรแดนร้อนทางใต้ ซึ่งพลเมืองส่วนใหญ่รวมถึงตัวพระนางเองมี ดวงตาสีน้ำตาล อันเป็สีพื้นฐานที่พบได้ทั่วไปแม้กระทั่งในหมู่สามัญชนของจักรวรรดิแห่งนี้
คำชมของยูเลี่ยนที่ว่าดวงตาเอเลน่าไม่ธรรมดาจึงกลายเป็การตบหน้าราชินีกลางอากาศว่าดวงตาของพระนางนั้นแสนธรรมดายิ่งนัก
"นั่นสิเพคะ... องค์รัชทายาทช่างมีสายตาที่แปลกประหลาดกว่
าคนอื่นจริงๆ"ราชินีเอ่ยจบปรายหางตามองยูเลี่ยนด้วยความโมโหที่ปิดไม่มิด มือที่ถือพัดอยู่สั่นระริกทว่าต้องสะกดอารมณ์ไว้ภายใต้รอยยิ้ม
