่ต้นฤดูหนาวกลางคืนมาถึงอย่างรวดเร็ว ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้นั่งล้อมโต๊ะที่มีอาหารร้อนๆ ร่วมกัน
เฉินเยว่เซียนเพิ่งแต่งเข้ามาในสกุลลู่จึงรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง แต่เพียงไม่กี่วันก็เริ่มชมชอบบรรยากาศเช่นนี้
ถึงแม้ก่อนหน้านี้เสี่ยวหมี่จะเคยเสนอว่าจะให้สาวใช้ยกกล่องข้าวไปให้ที่เรือนถิ่นสราญ หรือให้เรือนถิ่นสราญเปิดห้องครัวเล็กเป็ของตัวเอง นางก็ไม่ตกลง
แน่นอนว่าพี่ใหญ่ลู่นั้นพอใจเป็อย่างยิ่ง เพราะเขาไม่ต้องห่างจากครอบครัวเพียงเพราะแต่งภรรยาเข้ามา
เสี่ยวหมี่พอใจในความเฉลียวฉลาดของพี่สะใภ้ยิ่งนัก จึงดีกับนางขึ้นไปอีก
วันนี้บนโต๊ะอาหารอุดมสมบูรณ์กว่าทุกวัน ทุกคนต่างรู้สึกแปลกใจ จึงอดเอ่ยหยอกล้อไม่ได้ เสี่ยวหมี่ยิ้มกว้างแต่กลับไม่อธิบายอะไรแม้แต่น้อย แต่กล่าวกับพี่สะใภ้ว่าวันพรุ่งนี้ให้พาหงเหมยกับปี้เหอมาช่วยนางหน่อย เพราะที่บ้านจะอบขนม ทอดลูกชิ้น และทำไส้กรอกยัดไส้
พี่รองลู่จู่ๆ ก็เฉลียวฉลาดขึ้นมา โพล่งขึ้นมาว่า “จะฝากข้าเอาไปให้เ้าสามหรือ เช่นนั้นเสี่ยวหมี่ก็ทำเพิ่มให้มากหน่อย ข้าจะเอาไว้กินระหว่างทางด้วย”
“ได้สิ แต่ท่านห้ามกินจนหมดเกลี้ยงระหว่างทางเล่า หากพี่สามอยู่สำนักศึกษาแล้วกินไม่อิ่มก็จะส่งผลต่อการเล่าเรียนของเขาได้”
“เ้าคนลำเอียง ทุกครั้งที่สกุลเฉินส่งขบวนพ่อค้าออกไป เ้าก็ฝากของกินไปให้เ้าสามตลอด ครั้งก่อนเขากลับสำนักศึกษาก็แทบจะขนของในคลังบ้านเราให้เขาไปจนหมด”
“ท่านยังจะกล้าพูดอีกหรือ อย่างท่านน่ะกินมื้อเดียวก็กวาดของที่อยู่ในคลังไปจนหมดแล้ว ยังกล้าจะเอาตัวเองไปเทียบกับพี่สามอีก อีกอย่างท่านเป็พี่ชายนะ ไม่กลัวจะถูกหัวเราะเยาะหรืออย่างไร”
พวกนางต่อปากต่อคำกัน ทำเอาทุกคนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ กลับเป็พวกเฝิงเจี่ยนนายบ่าวที่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก บิดาลู่สังเกตเห็นแล้วจึงเอ่ยอย่างเป็ห่วงว่า “อากาศหนาวลงเลยทำให้เ้าปวดขาหรือ? จะให้ไปเชิญเ้าสามปี้มาดูอาการให้หรือไม่?”
เฝิงเจี่ยนกวาดสายตามองเสี่ยวหมี่ที่อาศัยข้ออ้างว่ายุ่งเดินเข้าไปในครัวแล้ววางตะเกียบลง จากนั้นจึงยิ้มอย่างขมขื่นแล้วส่ายหน้าน้อยๆ
อาการาเ็ที่ขาหรือ ไม่หรอก สิ่งที่เขากังวลคือปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ต่างหาก หากว่าเขาไม่จัดการเยียวยาให้ดีคงกลายเป็ ‘แผลในใจ’ ที่ต้องเยียวยาไปชั่วชีวิต...
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินเยว่เซียนพาสองสาวใช้มาที่บ้านสกุลลู่ั้แ่เช้า แต่ถึงกระนั้นก็ยังถือว่ามาสายอยู่ดี
เนื้อหมูที่เสี่ยวเตาช่วยซื้อกลับมาให้เมื่อวานถูกชำแหละเรียบร้อยแล้ว มันถูกหั่นเป็ชิ้นๆ แผ่กระจายตากไว้บนแผ่นกระดาน
พี่รองลู่ ซูอี รวมถึงหลิวต้าสือถูกลากมาเป็แรงงานชั่วคราว ท่ามกลางลมหนาวยามเช้า พวกเขาสวมเพียงเสื้อไม่มีแขนตัวเดียว มีดทำครัวในมือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นและปล่อยลงโจมตีเนื้อหมูแต่ละชิ้น และไม่หยุดจนกว่าเนื้อหมูเ่าั้จะถูกสับจนละเอียด
ท่านป้าเจียงสลับนวดแป้งทั้งสามกะละมังที่ฟูเต็มที่ เหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก
ชิงฮัวกับชิงอวี้รับหน้าที่ปอกหัวหอมและขิง ยุ่งกันมือเป็ระวิง
เฉินเยว่เซียนนายบ่าวเห็นฉากตรงหน้าแล้วก็อดตกตะลึงไม่ได้
ส่วนเสี่ยวหมี่ไม่มีเวลาว่างมาอธิบายอะไรให้พวกนางฟัง รีบแบ่งงานให้ทุกคนทันที
“พี่สะใภ้ รีบมาช่วยข้าบดถั่วแดงกับผลไม้แห้งพวกนี้หน่อยเ้าค่ะ”
“อ้อ ได้สิ”
พี่รองลู่สับหมูอยู่ครึ่งชั่วยามแล้ว เห็นเกาเหรินเดินกอดอกอยู่บนหลังคาก็ะโว่า “เกาเหริน เ้าเด็กนี่ไม่อยากกินลูกชิ้นใช่หรือไม่ รีบลงมาช่วยเดี๋ยวนี้เลย”
“ข้าไม่กิน”
เกาเหรินตอบกลับอย่างดุดัน ทำเอาพี่รองลู่โกรธจนกระทืบเท้า “แน่จริงก็ห้ามกินแม้แต่ลูกเดียว ข้าจะดูถึงตอนนั้นใครจะแย่งข้า ถ้าเ้ากล้าพูดแล้วคืนคำข้าจะซัดเ้าให้หมอบ”
เกาเหรินกำลังหงุดหงิดไม่รู้จะไประบายที่ไหนอยู่พอดี ได้ยินเช่นนี้ก็รีบพับแขนเสื้อขึ้นทันที “มาเลยสิ”
“สู้ก็สู้สิ”
พี่รองลู่ไม่จำเป็ต้องพับแขนเสื้อขึ้น เขาะโขึ้นไปประมือกับเกาเหรินทันใด
เฉินเยว่เซียนใยิ่งนัก เอ่ยกับน้องสามีเสียงเบาว่า “น้องหญิง พวกเขา...”
“ไม่เป็ไร พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวล อีกเดี๋ยวปล่อยให้พวกเขาอดข้าวสักสองมื้อก็หลาบจำกันแล้ว”
เสี่ยวหมี่ไม่มีเวลาไปสนใจพวกเขา จึงตอบรับไปส่งๆ ทำเอาเฉินเยว่เซียนอดขำไม่ได้ ดูหม้อไหกะละมังที่รายล้อมมากมายเหล่านี้สิ จะให้พวกเขาอดอย่างนั้นหรือ ไม่อิ่มจนอ้วกออกมาก็นับว่าดีมากแล้ว
พวกเขาอบขนมไหว้พระจันทร์พร้อมกันทีเดียวสิบเตา มีทั้งไส้ถั่วแดง ธัญพืชห้าชนิด และพุทราจีน
นอกจากนี้ยังอบขนมเปี๊ยะกรอบอีกเจ็ดแปดเตา มีทั้งไส้หวาน ไส้งาดำ และไส้ถั่ว ดูละลานตาเช่นกัน
เนื้อหมูเค็มตากแห้งต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในการทำ ถึงจะได้รสชาติอร่อยตาม้า
เสี่ยวหมี่จึงยอมแพ้ไม่ทำเนื้อหมูเค็มในครั้งนี้ นางเปลี่ยนมาทำไส้กรอกแทน นำเนื้อหมูสับมาหมักกับน้ำปรุงรสคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นก็ค่อยๆ ยัดลงไปในไส้แกะเส้นบาง ก่อนจะนำไปนึ่งให้สุกประมาณหกส่วน แล้วจึงเอาไปรมควันในเตา รมควันไปจนกว่าจะได้กลิ่นกันทั้งหมู่บ้านเขาหมีถึงจะยอมเลิกรา
ทุกคนยุ่งง่วนกันจนเหน็ดเหนื่อย มื้อเที่ยงและมื้อเย็นท่านป้าเจียงกับเฉินเยว่เซียนจึงเสนอว่าให้ทำบะหมี่เนื้อตุ๋นง่ายๆ กินกันดีกว่า
แต่เสี่ยวหมี่ไม่ยอม นางยังคงยืนกรานจะทำกับข้าวหกจานและน้ำแกงหนึ่งถ้วย ต่อให้เหนื่อยจนเหงื่อโซมกายก็ไม่ยอมอ่อนข้อ
ทุกคนต่างรู้สึกไม่เข้าใจ แต่วกกลับมาคิดก็พอเข้าใจว่ายามปกติเสี่ยวหมี่ไม่มีงานอดิเรกอย่างอื่นนอกจากการทำอาหาร ก็พอเข้าใจได้ว่านางคงไม่ยอมปล่อยผ่านเื่อาหารโดยคิดจะทำอะไรลวกๆ ให้ผ่านไปแต่ละมื้อ
เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน เมื่อถึงยามค่ำคืน ดวงไฟในบ้านสกุลลู่ก็ถูกจุดขึ้นอย่างสว่างไสว เสี่ยวหมี่เห็นชิงฮัวและชิงอวี้สองคนนอนหลับสนิทบนเตียงเตา ทั้งยังกรนเสียงดังอีกด้วย แต่ตัวนางกลับนอนไม่หลับ เลยค่อนคืนไปแล้วถึงข่มตาหลับลงได้
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็วันที่เฉินซิ่นมาเป็แขกที่บ้าน เสี่ยวหมี่รีบตื่นแต่เช้า นางโยนกระดูกหมู กระดูกวัวและไก่หนึ่งตัวลงไปในหม้อใบใหญ่ เคี่ยวอยู่เช่นนั้นเกือบครึ่งวัน กลิ่นหอมหวนทำเอาเกาเหรินที่สีหน้าบอกบุญไม่รับมาหลายวันแล้วเอาแต่เดินวนเวียนรอบห้องครัวไม่หยุด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ คนอื่นที่มาเรียนหนังสือที่บ้านสกุลลู่ กลิ่นหอมนี้ทำเอาพวกเขาใจลอยจนถูกตีไปหลายที
ครั้งนี้เสี่ยวหมี่ไม่ได้ให้พี่สะใภ้มาช่วย นางไล่เฉินเยว่เซียนกลับไปอาบน้ำแต่งตัวให้สวยงาม อย่างไรเสียคนที่มาเป็แขกคือคนสกุลเฉิน ถึงแม้สะใภ้แต่งเข้ามาแล้วจะต้องช่วยงานครัวในบ้านเป็เื่ปกติ แต่หากคนจากบ้านเดิมมาเห็นเข้าก็คงจะรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง
ดีที่ตอนนี้ที่บ้านไม่ได้ขาดคนช่วยแต่อย่างใด ชิงฮัว ชิงอวี้และพวกหนิวเซิ่ง่นี้ก็ไปเรียนหนังสือกับเด็กคนอื่นในหมู่บ้านเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นเด็กทั้งสองก็ขยันขันแข็งและรู้จักอ่านสีหน้าคน ยังคงเป็ลูกมือช่วยงานท่านป้าเจียงได้เป็อย่างดี
รอจนพระอาทิตย์ตกดิน รถม้าของสกุลเฉินก็มาถึง
เฉินซิ่นประคองบิดามารดาลงมา พอเห็นคนสกุลลู่ออกมาต้อนรับก็รีบประสานมือคารวะกันไปมาทันที
เป็ครั้งแรกที่ฮูหยินเฉินมาเป็แขกที่บ้านสกุลลู่ นางรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปหมด ทั้งเห็นว่าเรือนกว้างขวางสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบ ก็อดชมเสี่ยวหมี่สักหลายคำไม่ได้
สำหรับแขกสตรี เสี่ยวหมี่ต้อนรับฮูหยินเฉินรวมถึงพี่สะใภ้ของตนที่เรือนหลังของนางเอง แล้วจึงออกไปจัดเตรียมงานเลี้ยงต่อ
ฮูหยินลู่สนทนากับบุตรสาวอยู่นาน รอจนถึงเวลาออกไปรับประทานอาหารในงานเลี้ยงร่วมกัน นางก็อดแสดงความซาบซึ้งต่อสกุลลู่ไม่ได้
ก่อนหน้านี้นางต้องเสียน้ำตาไปกับการตัดสินใจผิดพลาดที่เลือกคู่หมั้นเป็คนตระกูลนั้นให้บุตรสาว ยามนี้บุตรสาวได้มีที่พักพิงที่ดี มีเรือนหลังใหญ่ มีพ่อสามีที่ยุติธรรม สามีรักใคร่ ทั้งยังเข้ากันได้ดีกับน้องสามี ราวกับภาพฝันอันงดงามที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็จริง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าวันนี้สกุลลู่ต้อนรับนางด้วยอาหารชั้นเลิศจนเต็มโต๊ะ ต่อให้รับรองนางด้วยใบไม้ นางก็คงรู้สึกว่าอร่อยมากอยู่ดี
แต่ถึงกระนั้นเมื่อได้เห็นหม้อทองเหลืองหน้าตาประหลาดที่วางอยู่บนโต๊ะ นางก็ยังตกตะลึง อดถามไม่ได้ว่า “นี่คืออะไรหรือ? คิดจะทำอาหารในห้องนี้หรือ?”
ทุกคนพากันหัวเราะออกมา เถ้าแก่เฉินตอบว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าเองก็เดาอยู่ตั้งนาน เสี่ยวหมี่เฉลียวฉลาด ไม่แน่อาจเป็ของอร่อยแปลกใหม่อะไรรอเราอยู่ก็ได้”
บิดาลู่รีบโบกมือเอ่ยอย่างถ่อมตนทันที “เด็กคนนี้ไม่ชอบงานเย็บปักถักร้อยเหมือนสตรีทั่วไป แต่ชอบทำของแปลกๆ เช่นนี้ออกมา แค่น้องชายเฉินและน้องสะใภ้ไม่รังเกียจก็พอแล้ว อย่าได้ชมเชยจนเหลิงไป”
“พี่ใหญ่ลู่มีวาสนาอยู่กับตัวแต่กลับมองไม่เห็น หากว่ามีบุตรสาวเช่นนี้ ข้าคงฝันดีทุกคืนแน่ หากว่าท่านรังเกียจ ไม่สู้ยกให้เราสกุลเฉินเป็อย่างไร ข้าจะทะนุถนอมดูแลนางอย่างดีแน่นอน”
ฮูหยินเฉินหัวเราะเสียงดังสดใสออกมาอย่างหาได้ยาก ทำเอาบิดาลู่หน้าแดง ถึงแม้ปากจะพูดว่าบุตรสาวไม่ดีแค่ไหน แต่แท้ที่จริงแล้วในใจย่อมทะนุถนอมนางดุจสมบัติล้ำค่า
พอดีกับที่เสี่ยวหมี่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง จึงช่วยขจัดความอายของบิดาไปได้บ้าง
ในมือนางถือถาดใบใหญ่เอาไว้ ้ามีจานหกเจ็ดใบวางอยู่ บนจานมีเนื้อที่หั่นบางๆ วางเรียงไว้ ทั้งยังมีลูกชิ้นปลาสีขาว เห็ดหูหนูสีดำ เฟิ่นเถียว แผ่นเต้าหู้สีเหลือง ยังมีผักสดสีเขียว และต้นเห็ดสดๆ รวมอยู่ในนั้นด้วย
ของเหล่านี้เป็ที่น่าตื่นตะลึง เพราะไม่ว่าจะผักสดหรือเห็ดล้วนเป็สิ่งที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในฤดูกาลนี้
เฝิงเจี่ยนเห็นนางตัวเล็กแต่ถือถาดใหญ่ ้ายังมีจานวางไว้มากมาย ก็กลัวนางจะล้ม จึงรีบลุกขึ้นไปช่วยรับมาจัดวางบนโต๊ะ
เสี่ยวหมี่หลบตาเล็กน้อย แต่ก็เสหันไปยิ้มให้แขกสกุลเฉินทั้งสามคน “วันนี้ท่านลุงท่านป้ามาเป็แขก ข้าจึงทำสุดฝีมือเลยเ้าค่ะ ข้ายังไม่เคยทำให้ใครกินมาก่อน ผักสดกับเห็ดนี่ก็เพิ่งเด็ดมาสดๆ เลยเ้าค่ะ เพื่องานเลี้ยงหั่วกัว [1] ในวันนี้ ท่านทั้งสองต้องกินให้มากๆ นะเ้าคะ พี่ใหญ่เฉินก็ด้วย นี่คืออาหารจานใหม่ที่ข้าเล่าให้ฟังเมื่อวันก่อน ท่านลองชิมดูแล้วค่อยตัดสินใจว่าใช้ได้หรือไม่”
เฉินซิ่นยกนิ้วให้ ยิ้มเอ่ยว่า “ยังไม่ต้องลองชิมรสชาติ แค่ดูความแปลกใหม่ของหม้อ รวมถึงผักสดเนื้อสดที่จัดเรียงขึ้นมาได้น่าทานเช่นนี้ เกรงว่าคงมีแขกแห่แหนกันมาใช้บริการอย่างแน่นขนัดแน่นอน”
เสี่ยวหมี่รู้ว่าเขาเอ่ยชมไปอย่างนั้นเอง แต่นางก็ไม่กล่าวอะไร ของบางอย่างต้องลองก่อนแล้วถึงจะรู้
ชิงฮัว ชิงอวี้ และท่านป้าเจียงที่ตามหลังมายกจานขึ้นมาอีกหลายใบ มีทั้งเต้าหู้ก้อน ฟองเต้าหู้ ผ้าขี้ริ้วซอย สาหร่ายทะเล ผักกาดขาว หมูสามชั้น ลูกชิ้นกุ้ง ลูกชิ้นทอด เต้าหู้ปลา ลูกชิ้นไก่ ทำเอาทุกคนตาลายไปหมด
จากนั้นเสี่ยวหมี่ก็กลับเข้าไปในครัวยกน้ำจิ้มสองถ้วยใหญ่เข้ามา วันนี้คนเยอะจึงแยกเป็สองโต๊ะ น้ำจิ้มก็แบ่งเป็สองชนิดคือเผ็ดกับไม่เผ็ด
ที่โต๊ะใหญ่มีบิดาลู่ สองพ่อลูกสกุลเฉิน พี่ใหญ่ลู่และพี่รองลู่สองพี่น้อง ยังมีเฝิงเจี่ยนนายบ่าวสามคนรวมกับซูอี พวกเขาเก้าคนนั่งเบียดกันอยู่เต็มโต๊ะ
ที่โต๊ะเล็กมีเพียงฮูหยินเฉินและเฉินเยว่เซียน เสี่ยวหมี่ ท่านป้าเจียงและชิงฮัว ชิงอวี้ เทียบกันแล้วดูสบายกว่ามาก
เชิงอรรถ
[1] หั่วกัว(火锅)หั่ว(火)ในที่นี้หมายถึงไฟ ในบางบริบทสามารถแปลว่าโด่งดังได้ด้วย กัว(锅)แปลตรงตัวจึงหมายถึงชาบูหม้อไฟของจีน