ครั้นเห็นจูชิงใช้อักขระปราณกระบี่ผ่านจอหยก เด็กสาวมัดผมหางม้ารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีบางอย่าง
“ป๋ายจิงจิง!” ชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าเขียวคล้ำจ้องเขม็งมองเด็กสาวมัดผมหางม้า
“ศิษย์พี่สืออวี้ ข้าอธิบายได้!” ป๋ายจิงจิงทำหน้าเลิกลั่ก นางคิดไม่ถึงว่าจูชิงจักเขียนอักขระิญญาปราณกระบี่ได้ใน่เวลาสั้นๆ อีกทั้งยังเขียนต่อหน้าคนมากขนาดนี้ ถ้าไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ศิษย์พี่ไม่มีทางปล่อยนางไปง่ายๆ แน่
“เ้าจะอธิบายอะไร?” สืออวี้เห็นท่าทางดังนั้นก็หลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย
ป๋ายจิงจิงก้มหน้า “ถ้าศิษย์พี่รู้อยู่แล้วก็อย่าบังคังให้ข้าพูดสิ”
“เ้าเป็คนมีพร์ แต่กลับี้เีไม่ขวนขวายหาพรแสวง!” สืออวี้ดีดหน้าผากป๋ายจิงจิง
“โอ๊ย ข้าเจ็บนะ ข้าบอกกี่ทีแล้วว่ายุ่งกับหัวของข้า อยากให้ข้าโง่หรือไง!” ป๋ายจิงจิงบ่นกระปอดกระแปด
“เขาเป็คนทำข้อสอบให้เ้าใช่หรือไม่?” สืออวี้มองจูชิงที่อยู่ในกระดานหยก
ป๋ายจิงจิงหันหน้าหนี นางรู้ว่าลูกไม้ตื้นๆ ใช้กับศิษย์พี่ไม่ได้ผล เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าความลับจะถูกเปิดเผยเร็วขนาดนี้ ทั้งยังถูกเปิดเผยต่อหน้านางด้วย
“เ้าถ่ายทอดอักขระิญญาปราณกระบี่ให้กับเขา ส่วนเขาช่วยเ้าทำข้อตอบ นับว่าเป็ข้อตกลงที่ยุติธรรมดี ทว่าเ้าเองก็คงไม่คาดคิดว่าเขาจักชำนาญอักขระิญญาปราณกระบี่ได้รวดเร็วเฉกเช่นนั้นใช่หรือไม่” สืออวี้ยิ้ม
ป๋ายจิงจิงพยักหน้า “อื้อ พร์เขาก็ธรรมดา แค่โชคดีเขียนอักขระิญญาได้ก็เท่านั้น”
สืออวี้ส่ายหัว “การเขียนอักขระิญญาปราณกระบี่นั้นต้องคงสัดส่วนของลมปราณให้สมดุล เห็นได้ชัดว่าเขาตระหนักถึงแก่นแท้ของอักขระิญญาปราณกระบี่แล้ว ทำสำเร็จหนึ่งครั้งมิใช่โชค บางทีพร์ของเขาอาจสูงกว่าเ้าด้วยซ้ำ!”
“เป็ไปได้ยังไง พร์ของเ้านั่นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แค่เขียนอักขระิญญาลงบนแผ่นหยกยังล้มเหลว เขาจะมีพร์สูงกว่าข้าได้อย่างไร?” พอได้ยินศิษย์พี่ใหญ่พูดชมจูชิง ป๋ายจิงจิงก็เกิดไม่พอใจขึ้นมา
“ถ้าท่านอาจารย์ยังอยู่ย่อมยินดีรับศิษย์เพิ่มอีกคนอย่างแน่นอน” สืออวี้ยิ้ม
“อย่างเขาน่ะหรือ ยังห่างชั้นอีกไกลโข!” ป๋ายจิงจิงพึมพำ
“อย่างน้อยการเข้าใจพื้นฐานอักขระิญญาของเขาก็ดีกว่าเ้า!” สืออวี้ยิ้มเล็กน้อย
“หึ เพราะข้าไม่อยากเรียนเองต่างหากล่ะ ถ้าข้าเรียนจริงๆ เ้านั้นไม่มีทางสู้ข้าได้อยู่แล้ว” ป๋ายจิงจิงเบะปากไม่แยแส บ่งบอกให้เห็นชัดแจ้งว่านางไม่ชอบถูกเปรียบเทียบกับใคร
ถึงอาจารย์กับศิษย์พี่จะบอกว่านางเป็อัจฉริยะที่ยากจะพบเจอในหนึ่งร้อยปี ทว่าป๋ายจิงจิงก็รู้ดีว่าพร์ด้านอักขระิญญาของศิษย์พี่เองก็ไม่เป็สองรองใคร พ่ายแพ้ให้กับศิษย์พี่ยังพอทำเนา ทว่าเพลานี้ศิษย์พี่ที่นางเคารพนับถือกลับยกย่องความสามารถของจูชิง นี่จะให้นางเป็ปีติยินดีได้อย่างไร
สืออวี้หัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรอดูการประเมินครั้งหน้า”
“ข้าไม่กลัวหรอก!” ป๋ายจิงจิงกระทืบเท้าทำหน้ามุ่ยแล้วเดินจากไป
สืออวี้มองอักขระิญญาปราณกระบี่ของจูชิง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็ขึงขัง “ปรับแต่งอักขระิญญาปราณกระบี่ด้วยตัวเองอย่างนั้นรึ!”
สมกับที่สืออวี้เป็นักหลอมอักขระิญญาชั้นเลิศ เพียงมองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าอักขระิญญาของจูชิงแตกต่างกับอักขระิญญาทั่วไปเล็กน้อย
ระหว่างที่อักขระิญญาปราณกระบี่ก่อตัว จูชิงก็เขวี้ยงขนนกทองคำไปเบื้องหน้า ชั่วพริบตานั้นเขาก็พาจ้าวจิ้งหนีหายวับไปในป่า
“ตู้มมม!”
สิ้นเสียงนั้น ขนนกทองคำพลันะเิ เสียงทำลายล้างนั่นประหนึ่งอสนีบาตผ่าฟาดลงกลางเขาพันจั้ง!
เบื้องหน้าพลานุภาพมหาศาลของขนนก ไม่ว่าจักเป็กรงเล็บราชันอสูรหรือนักรบิญญาอสูรล้วนต้องดับสูญเป็ผุยผง!
“ใช้อักขระิญญาปราณกระบี่เป็ฉนวนกระตุ้นพลังอัสนีที่อยู่ในขนนกงั้นรึ น่าสนใจจริงๆ ทว่าการทำเช่นนี้เป็การใช้ทรัพยากรอย่างเสียเปล่า” สืออวี้ยิ้มพลางส่ายศีรษะ
สำหรับจูชิงขนของปักษาอัสนีเก้า์มิได้มีค่าอะไร ทว่าสำหรับคนอื่น มันคือของล้ำค่าแสนพรรณนา การที่นำมันมาใช้ด้วยวิธีการต่อสู้เฉกเช่นนี้เป็การสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างยิ่ง
เหลียนเฉิงตายแล้ว ไม่เหลือแม้แต่ซากขี้เถ้า ทุกสรรพสิ่งกลายเป็ความว่างเปล่าภายใต้สายฟ้าอัสนี
“จักปล่อยมันไว้ไม่ได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะต้องเป็ปัญหาในภายหลังแน่!” มือเหล็กขมวดคิ้ว
ชีเหวินมองสายฟ้ากัมปนาทที่แดนไกล จากนั้นใบหน้าก็เปลี่ยนสี พลานุภาพน่าพรั่นพรึงแสนทวี กระทั่งเขาก็ยังต้านทานไม่ไหว!
“เ้าเป็นักหลอมอักขระิญญางั้นรึ คนไร้ยางอายอย่างเ้าเป็นักหลอมอักขระิญญาได้ยังไง?” จ้าวจิ้งหน้ามืดทะมื่น ผู้ที่แข็งแกร่งอย่างเหลียนเฉิงต้องมาตายด้วยน้ำมือของคนไร้ยางอายอย่างนั้นรึ
“นักหลอมอักขระิญญามีความเกี่ยวข้องกับคนไร้ยางอายงั้นรึ?” จูชิงพูดไม่ออก
“แค่คนอย่างเ้าเป็นักหลอมอักขระิญญามันเป็ความอัปยศของนักหลอมอักขระิญญาแล้ว!” จ้าวจิ้งแค่นเสียงในลำคอ
“พูดต่อสิ ถ้าเ้าคิดว่าตัวเองอายุยืนนัก!” จูชิงกล่าวเสียงเย็นเยือก
“เ้ากล้างั้นรึ เ้าฆ่าข้าไม่ได้ เพราะเ้ายัง้าข้าที่เป็ยันต์คุ้มครองเพื่อไม่ให้คนของลัทธิเต๋าฆ่าเ้า ดังนั้นเ้าขู่ข้าไม่ได้ผลหรอก” จ้าวจิ้งพูด
จูชิงแสยะยิ้ม “เ้าพูดถูกครึ่งหนึ่ง ที่ข้าไม่ฆ่าเ้าเพราะเ้ายังมีประโยชน์กับข้าอยู่ แต่ถ้าเ้ายังท้าทายข้าไม่เลิก ข้าจะฆ่าเ้าซะ ไหนๆ ข้าก็เป็ปรปักษ์กับสำนักอื่นแล้ว เพิ่มลัทธิเต๋ามาอีกจะเป็อะไรไป”
“ข้ามีสิ่งต้องห้ามผนึกอยู่ ไม่ใช่แค่เ้าฆ่าข้าไม่ได้ แต่จะเป็เ้าเองที่ต้องตาย!” จ้าวจิ้งหน้าขาวซีด คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่การเตือนจูชิง หากแต่เป็การปลอบใจตัวเองมากกว่า
แต่ลึกๆ จ้าวจิ้งยังคงรู้สึกว่าหากยั่วโมโหจูชิงต่อไปแล้วเขาเกิดลงมือฆ่านางขึ้นมา แม้มีสิ่งต้องห้ามก็ไม่น่าจะช่วยอะไรได้
และกล่าวมิได้ว่าสัญชาตญาณของนางแม่นยำมาก เพราะจูชิงกล้าทำเช่นนั้นจริงๆ!
“ศิษย์พี่ พวกเราจะเสียนักหลอมอักขระิญญาไปเยี่ยงนี้มิได้” ผู้าุโลองกระบี่มองหลิ่วซาน
“เขาพันจั้งเป็สมบัติของเ้าสำนัก หากมิได้รับอนุญาตจากเ้าสำนัก เ้ากับข้าก็ไม่สามารถเปิดเขาพันจั้งได้ เป็ไปไม่ได้เลยที่จะพาจูชิงออกมา” หลิ่วซานยิ้มด้วยความขมขื่น
หากรู้ว่าจูชิงมีพร์ด้านหลอมอักขระิญญา พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้จูชิงสร้างเื่หรือเข้าไปในเขาพันจั้งอย่างแน่นอน
ไม่มีขุมพลังอำนาจใดจะกล้าส่งศิษย์ที่เป็นักหลอมอักขระิญญาไปเป็จารชนในสำนักอื่น เพราะพวกเขามิอาจยอมรับความสูญเสียได้
“จะต้องรายงานเื่นี้ให้กับเ้าสำนักเพื่อหยุดการประลอง ถึงขุนเขากระบี่เทียนหยวนจะเสียหน้าไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เป็แบบนี้” สิงอวี๋กล่าว
“ทว่าเ้าสำนักเพิ่งปิดขั้นพลัง อย่างน้อยก็น่าจะต้องใช้เวลาหนึ่งเดือน!” หลิ่วซานยิ้มเจื่อน
“หนึ่งเดือนงั้นรึ เกรงว่าเขาคงเหลือแค่เถ้าถ่านแล้วกระมัง” ผู้าุโลองกระบี่ขมวดคิ้ว
่วินาทีที่จูชิงทำลายผลอายุยืน เขาก็สร้างความขุ่นเคืองให้กับบรรดาศิษย์ในเขาพันจั้งไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เว้นกระทั่งกับศิษย์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนด้วยกันเอง
แม้ว่าจูชิงจะลักพาตัวจ้าวจิ้งเพื่อลดแรงกดดันส่วนหนึ่งของลัทธิเต๋าแต่จะว่าดีก็ไม่ใช่ จะว่าแย่ก็ไม่เชิง หากลัทธิเต๋าไล่กวดไล่บี้ยิ่งกว่านี้ สถานการณ์ของจูชิงจะต้องย่ำแย่กว่าเดิมอย่างแน่นอน เพราะเขามีจ้าวจิ้งเป็ภาระอยู่กับตัวด้วย
เดิมทีการประลองระหว่างสำนักต้องใช้เวลาสองเดือน ระยะเวลาไม่ได้ยาวแต่ก็ไม่ได้สั้น ทว่าเวลาที่เหลืออยู่หนึ่งเดือนสำหรับพวกหลิ่วซานที่อยู่ข้างนอกนั้นยาวนานสุดแสน
สองวันต่อมา จูชิงประมือกับศิษย์สำนักปีศาจเจ็ดคน ตายสี่าเ็สาม สุดท้ายจูชิงก็หนีไปได้!
สามวันจากนั้น จูชิงประมือกับชีเหวินนิกายพุทธ เขาพยายามทำลายกายทองคำของชีเหวิน แต่กลับถูกชีเหวินสวนโจมตีกลับจนาเ็สาหัส กระดูกซี่โครงหัก 2 ซี่ แล้วหลบหนีไป
สี่วันให้หลัง จูชิงถูกศิษย์ลัทธิเต๋า 20 คน ล้อมปราบ ถึงเขาจะใช้จ้าวจิ้งเป็เกราะกำบัง กระนั้นก็ยังได้รับาเ็ มีาแมากกว่าสิบแห่ง
ห้าวันผ่านไป จูชิงถูกสำนักปีศาจกับนิกายพุทธซุ่มโจมตี กงหยางตาวใช้ดาบแทงเข้าที่ท้องจูชิง เืไหลออกมาไม่หยุด ใน่เวลาวิกฤตินั้น งูเหลือมทองคำประจักษ์กายขับไล่กงหยางตาวพาจูชิงกับจ้าวจิ้งหนีไป
วันที่หก ไม่มีข่าวคราวของจูชิง...
วันที่เจ็ด ก็ยังไม่มีข่าวคราวของจูชิง...
เหล่าศิษย์ในเขาพันพากันจั้งพลิกแผ่นดินหาทุกซอกทุกมุม ทว่าก็ไม่พบร่องรอยของจูชิงกับจ้าวจิ้ง บางทีเขาอาจตายไปแล้วก็ได้
กวานซิงมองกงหยางตาว เจตจำนงสังหารสาดสะท้อนผ่านแววตา พลานุภาพของดาบกงหยางตาวนั้นร้ายแรงถึงชีวิต มีความเป็ไปได้สูงที่จูชิงจะดับสิ้นลมหายใจไปแล้ว
“กวานซิง ข้ารู้ว่าเ้าอยากฆ่าข้า ทว่าเ้าคิดว่าเ้าจะทำได้อย่างนั้นรึ?” กงหยางตาวแสยะยิ้ม
“ได้หรือไม่ได้ ลองดูเดี๋ยวก็รู้เอง!” กวานซิงกำกระบี่ในมือแน่น คมกระบี่บาดเข้าลึกไปในเนื้อเืไหลออกมาไม่หยุด อาบย้อมกระบี่เป็สีแดงฉาน
“ฝ่าด่านทั้งสี่ของสำนักปีศาจกับนิกายพุทธได้ นับว่าไม่เลว ทว่าเ้าในตอนนี้ไม่มีกำลังพอที่จะสู้แล้ว เอาชนะเ้าไปก็ไม่มีความหมาย ข้าจะให้เวลาเ้ารักษาตัวหนึ่งชั่วยาม” กงหยางตาวพูด
“ไม่จำเป็ มาสู้กันตอนนี้!” กวานซิงกล่าว
《ทมิฬเก้าอาสัญ》เป็ทักษะที่หล่อเลี้ยงด้วยการต่อสู้ หลังจากผ่านการต่อสู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจิติญญาของกวานซิงก็วิวัฒน์จนถึงจุดสูงสุด เพลานี้เป็่เวลาที่เขาแข็งแกร่งมากที่สุด แค่ตอนนี้เท่านั้น แค่ตอนนี้ที่เขามั่นใจว่าสามารถเอาชนะกงหยางตาวได้
กงหยางตาวขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่อยากสู้กับกวานซิงที่อยู่ในสภาพนี้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมถอยจักให้ปฏิเสธย่อมทำไม่ได้!
“เข้ามา!” กงหยางตาวคำราม ลมปราณพร่างพรายปกคลุมทั่วดาบยาว!
“มีข่าวลือว่าจอมยุทธ์ที่ฝึกฝน《ทมิฬเก้าอาสัญ》นั้นฆ่าไม่ตาย นอกจากจะต้องบั่นศีรษะ ไม่เช่นนั้นแล้วยิ่งสู้ก็จักยิ่งแข็งแกร่ง ไม่รู้ว่าข่าวลือที่ว่านั่นเป็เื่จริงหรือไม่” มือเหล็กมองกวานซิงที่โลหิตชโลมชุ่มสรรพางค์กายพลางยิ้ม
“ส่วนใหญ่เป็ข่าวลือ ในโลกนี้มีใครเป็ะด้วยรึ?” นักพรตชิงซวีเอ่ย
“《ทมิฬเก้าอาสัญ》นับว่าเป็วิชาลับมิอาจแพร่งพรายของขุนเขากระบี่เทียนหยวน แต่ไม่รู้ว่าถ้าเทียบกับ《ทรราช์》ของพวกเราสำนักปีศาจ ใครจักแข็งแกร่งกว่าใคร?” มือเหล็กยิ้ม
“《ทรราช์》! กงหยางตาวฝึกฝนวิชานั่นอย่างนั้นรึ?” พวกหลิ่วซานตื่นตะลึง!
