ปลายนิ้วแกร่งของเถาอี้เฉินเคาะลงบนโต๊ะทำงานเป็จังหวะเบาๆ "นายช่วยดูแลครอบครัวของเหลียนซานที่นี่สักพักนะ"
กู้เฉียนชะงัก สีหน้าแสดงความต่อต้านเล็กน้อย เขาไม่ชอบการถูกกักบริเวณในพื้นที่ปิดแบบนี้เลย ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงใจเถาอี้เฉิน เขาคงเผ่นไปตั้งนานแล้ว
"ที่คุณสั่งแบบนี้... กลัวอู๋เทียนจะตามหาเจอใช่ไหมครับ? แหม อย่าทำให้ผมกลัวสิ ฝีมือระดับอนุบาลอย่างผมจะไปสู้ตัวพ่ออย่างอู๋เทียนได้ยังไง"
"วางใจเถอะ ต่อให้อู๋เทียนตามมาถึงที่นี่จริง เขาก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามาหรอก ระบบรักษาความปลอดภัยที่นี่แ่า คนแก่อย่างเขาคงไม่อยากเสี่ยงกับระบบไฮเทคหรอก ที่ฉันให้นายดูแลพวกเขา ไม่ได้ให้ไปเป็บอดี้การ์ด มีคนอื่นรับผิดชอบเื่นั้นอยู่แล้ว"
"อ๋อ... คุณหมายถึงให้ผมรับบทนักจิตวิทยาจำเป็ คอยปลอบขวัญให้พวกเขาปรับตัวกับชีวิตใหม่ได้เร็วขึ้นสินะครับ?"
"ฉลาด"
"เฮ้อ... ก็ได้ครับ รับทราบ"
...
ตัดภาพมาที่เช้าตรู่หกโมงเช้าในตัวเมือง
ฉินซูหลานยังคงตั้งแผงขายซาลาเปานึ่งกับปาท่องโก๋ตามปกติ แต่่สองสามวันมานี้ สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะโดนหลิวอวิ๋น คู่แข่งร้านข้างๆ เล่นาราคา ตัดหน้าแย่งลูกค้าจนยอดขายซาลาเปาของเธอลดฮวบไปครึ่งต่อครึ่ง ยังดีที่มีลูกค้าประจำคอยอุดหนุน จึงยังพอขายได้วันละประมาณร้อยลูก
กลยุทธ์ของหลิวอวิ๋นคือ 'ลดราคาแต่ลดปริมาณ' ซาลาเปาของหลิวอวิ๋นใบเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด จนลูกค้าหลายคนอดบ่นไม่ได้
"ทำไมซาลาเปาร้านนี้มันหดเล็กลงเรื่อยๆ ล่ะแม่ค้า?"
หลิวอวิ๋นฉีกยิ้มหวานตอบกลับทันควัน "แหม ก็ร้านฉันขายถูกกว่านี่คะ ประหยัดเงินไปได้ตั้งเยอะ เอาส่วนต่างไปซื้ออย่างอื่นได้อีกแยะ ไม่ดีเหรอคะ?"
ฉินซูหลานได้ยินบทสนทนานั้นแต่ก็ทำหูทวนลม เธอเพียงะโเรียกลูกค้าเสียงดังฟังชัด "ซาลาเปาร้อนๆ จ้า ซาลาเปาเนื้อแน่น ลูกใหญ่เต็มคำ อร่อยที่สุดในเมืองจ้า"
หลังจากขายออเดอร์แรกได้ไม่นาน สายตาของฉินซูหลานก็เหลือบไปเห็นร่างคุ้นตา จางชุนฮวากำลังแบกตะกร้าเดินดุ่มๆ มาหยุดอยู่ห่างจากแผงของเธอไปแค่สิบเมตร
แวบแรกฉินซูหลานเตรียมตั้งการ์ด คิดว่ายัยแก่นี่ต้องมาหาเื่แน่ๆ แต่ผิดคาด... จางชุนฮวาไม่ได้เข้ามาด่าทอ เธอวางตะกร้าลงแล้วเริ่มแผดเสียงเรียกลูกค้าทันที
"เร่เข้ามาจ้า ซาลาเปาร้อนๆ เพิ่งออกจากเตา มีทั้งไส้หมู ไส้ผัก ราคาถูกแสนถูก คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว"
ปรากฏว่าซาลาเปาที่จางชุนฮวาทำมาขายนั้น ลูกเล็กจิ๋วและราคาถูกแสนถูกยิ่งกว่าของร้านหลิวอวิ๋นเสียอีก ซาลาเปาไส้หมูกับไส้ผักขายราคาเดียวกันแค่สามเฟิน แต่ไส้หมูลูกเล็กนิดเดียว ส่วนไส้ผักลูกใหญ่กว่าหน่อย พอได้ยินคำว่า 'ถูก' ฝูงชนที่ชอบของราคาประหยัดก็เฮโลไปรุมซื้อที่แผงของจางชุนฮวากันยกใหญ่
ผลลัพธ์คือ ลูกค้ากลุ่มที่เน้นปริมาณและราคาถูก แห่ไปซับซาลาเปาของจางชุนฮวาจนเกลี้ยง ส่วนลูกค้าที่เน้นคุณภาพก็ยังคงภักดีกับซาลาเปาของฉินซูหลานเหมือนเดิม
คนที่ซวยที่สุดในสมรภูมินี้จึงกลายเป็หลิวอวิ๋น ซาลาเปาของเธอกลายเป็หมาหัวเน่า ขายไม่ออกเลยสักลูก หลิวอวิ๋นยืนกัดฟันกรอด เก็บความแค้นรอเวลาคิดบัญชี
ซาลาเปาของฉินซูหลานรสชาติดีเป็ทุนเดิม ลูกค้าประจำแวะเวียนมาไม่ขาดสาย แป๊บเดียวก็หมดเกลี้ยง ส่วนของจางชุนฮวา ด้วยพลังแห่งของถูก ก็ขายหมดภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง
ทันทีที่เห็นจางชุนฮวากำลังจะเก็บแผง หลิวอวิ๋นที่อัดอั้นตันใจมานานก็ะเิลง "นังแม่ค้าหน้าใหม่ แกคิดจะมาลองดีกับฉันเรอะ เพิ่งมาวันแรกก็มาแย่งลูกค้าฉันจนเกลี้ยง แกต้องชดใช้ค่าเสียหายมาเดี๋ยวนี้"
จางชุนฮวาไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ อยู่แล้ว ยิ่งเจอคนมาหาเื่แบบไม่มีเหตุผล ยิ่งเข้าทาง ไม่พูดพร่ำทำเพลง ทั้งสองฝ่ายกระโจนเข้าใส่กันทันที
ฉินซูหลานยืนกอดอกมองดูอยู่ห่างๆ อย่างเป็กลาง แม้ทั้งคู่จะอายุอานามปาเข้าไปใกล้เลขหกแล้ว แต่จางชุนฮวานั้นร่างกายบึกบึนราวกับควายถึก ผิดกับหลิวอวิ๋นที่ตัวผอมแห้ง ผลการต่อสู้จึงรู้ผลอย่างรวดเร็ว จางชุนฮวาจับหลิวอวิ๋นทุ่มลงไปกองกับพื้นชนะขาดลอย
แต่เื่ไม่จบแค่นั้น หลิวอวิ๋นรีบไปตามครอบครัวที่อยู่ในเมืองมาช่วย รุมสกรัมจางชุนฮวาจนน่วม จังหวะนั้นเอง เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตลาดก็เข้ามาแยกย้าย ระงับเหตุและจะคุมตัวคู่กรณีไปสอบปากคำ
จางชุนฮวาที่กำลังเจ็บตัวและใ หันไปเห็นฉินซูหลานยืนดูอยู่ท่ามกลางไทยมุง สมองอันเ้าเล่ห์ก็แล่นปราด เธอชี้มือไปทางฉินซูหลานแล้วะโลั่น "นั่นไง นังนั่นแหละเป็คนสั่งให้ฉันมาขายของที่นี่ มีอะไรไปถามนางนู่น โอ๊ย... ฉันโดนพวกมันรุมซ้อมจนสมองเบลอไปหมดแล้ว เดินไม่ไหวแล้วโว้ย" ว่าแล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งแหมะกับพื้น แกล้งทำเป็เจ็บเจียนตาย
เ้าหน้าที่รปภ. หันขวับมามองฉินซูหลาน แล้วเดินตรงเข้ามาเชิญตัวเธอไปโรงพักด้วย ฉินซูหลานถึงกับเหวอ ยืนดูเื่ชาวบ้านอยู่ดีๆ ไหงกลายเป็ผู้ต้องสงสัยซะงั้น
"เดี๋ยวนะคะคุณเ้าหน้าที่" ฉินซูหลานรีบแก้ต่าง "ยัยป้านั่นทำร้ายลูกสาวฉันมาก่อน เราไม่ถูกกันค่ะ นางแค่จะฉวยโอกาสลากฉันลงน้ำไปด้วย ฉันจะไปบ้าจี้ให้ศัตรูมาขายของแย่งลูกค้าตัวเองทำไมคะ ฉันไม่ได้โง่นะ"
จางชุนฮวาสวนกลับทันควัน "ฉินซูหลาน แกนั่นแหละยุยงฉัน เราเป็ดองกันนะ แกจะทิ้งฉันให้ติดคุกคนเดียวไม่ได้ ถ้าจะซวยก็ต้องซวยด้วยกัน"
หลิวอวิ๋นได้ทีผสมโรง "ใช่ค่ะคุณตำรวจ สองคนนี้ต้องฮั้วกันแน่ๆ ยัยป้าหน้าใหม่นั่นมาถึงก็จ้องแย่งแต่ลูกค้าฉัน ไม่เห็นไปยุ่งกับลูกค้าของฉินซูหลานสักคน แถมของร้านนางก็ขายหมดเกลี้ยง มีแต่ฉันคนเดียวที่เจ๊งยับ สองคนนี้รวมหัวกันแกล้งฉันชัดๆ"
ฉินซูหลานอ้าปากจะเถียง แต่เ้าหน้าที่ไม่ฟังความข้างเดียวแล้ว ลากทั้งสามคนไปโรงพักทันที ฉินซูหลานสังเกตเห็นว่าหลิวอวิ๋นดูจะสนิทสนมกับเ้าหน้าที่บางคน ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เธอคงโดนจางชุนฮวาลากลงเหว แล้วโดนหลิวอวิ๋นซ้ำเติมแน่ๆ
เมื่อถึงห้องสอบปากคำ ฉินซูหลานตัดสินใจงัดไม้ตาย เธอนึกถึง 'หัวหน้าจาง' ขึ้นมาได้ "คุณเ้าหน้าที่คะ ฉันขอใช้โทรศัพท์ติดต่อญาติได้ไหมคะ? เขาช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของฉันได้"
"มีพยานด้วยเรอะ?" เ้าหน้าที่แกล้งทำท่าหยิบโทรศัพท์อย่างเสียไม่ได้ "เอ้า บอกเบอร์มา เดี๋ยวฉันกดให้"
ฉินซูหลานจำเบอร์ส่วนตัวไม่ได้ แต่รู้เบอร์หน่วยงาน "โทรไปที่สำนักงานเขตเลยค่ะ ต่อสายหา 'จางผิ่น' บอกว่าฉันเป็ยายของฉู่ชิง"
เ้าหน้าที่ชะงัก แม้จะไม่รู้ว่ายายของฉู่ชิงคือใคร แต่ชื่อ 'จางผิ่น' นั้นดังคับอำเภอ ใครๆ ก็รู้ว่าเป็คนใหญ่คนโต เขาเริ่มลังเลว่าป้าคนนี้อาจไม่ได้แค่ขู่ จึงตัดสินใจโทรไปเช็คจริงๆ
ปรากฏว่าปลายสายรับเื่ทันที พอจางผิ่นรู้ว่าฉินซูหลานมีเื่มีราว ก็สั่งการด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่าจะรีบบึ่งรถมาเคลียร์ด้วยตัวเอง พอวางสาย ท่าทีของเ้าหน้าที่ที่มีต่อฉินซูหลานก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือ พินอบพิเทาขึ้นมาทันตา
จางชุนฮวาเห็นดังนั้นก็ตาเป็ประกาย รีบเสนอหน้าบ้าง "ฉัน... ฉันเป็ย่าของฉู่ชิงค่ะ"
ฉินซูหลานหันไปยิ้มเย็นให้เ้าหน้าที่ "อย่าไปฟังยายแก่ปากพล่อยคนนี้เลยค่ะ หลานสาวฉันฉู่ชิงโดนนางไล่ออกจากบ้านตัดขาดกันไปนานแล้ว บ้านเรากับบ้านนางเกลียดกันเข้าไส้"
เ้าหน้าที่นึกถึงน้ำเสียงร้อนรนของจางผิ่นตอนที่ได้ยินคำว่า "ยายของฉู่ชิง" ก็ประเมินสถานการณ์ได้ทันทีว่าใครคือของจริง ใครคือของปลอม เขาจึงเมินจางชุนฮวาไปอย่างสิ้นเชิง ทำเอาหญิงชรางงเป็ไก่ตาแตก... ทำไมอ้างชื่อหลานคนเดียวกัน 'ยาย' ถึงขลัง แต่ 'ย่า' กลับไร้น้ำยาซะงั้น?
หนึ่งชั่วโมงต่อมา จางผิ่นมาถึงและเคลียร์ปัญหาทุกอย่างจนกระจ่าง เขาอาสาขับรถไปส่งฉินซูหลานกลับบ้านด้วยตัวเอง ส่วนคดีความ จางชุนฮวาเป็ฝ่ายเริ่มก่อนก็จริง แต่พอโดนรุมยำจนน่วม คดีเลยพลิกกลายเป็เื่ทะเลาะวิวาทที่ต่างฝ่ายต่างผิด สุดท้ายเลยต้องไกล่เกลี่ยยอมความ
บทสรุปคือ หลิวอวิ๋นไม่ฟ้อง จางชุนฮวาก็ไม่เอาเื่ ต่างคนต่างจ่ายค่าหมอเอง และด้วยวีรกรรมครั้งนี้ ทำให้วันรุ่งขึ้น เหลือเพียงแผงของฉินซูหลานเ้าเดียวที่ยังยืนหยัดขายซาลาเปาต่อไปได้อย่างสงบสุข... เข้าทางพอดีเป๊ะ
